แกะรอย ‘มือวางยา’ สูงวัยคารถเมล์ อดีตทีมเสือโชกโชน ‘ปลดทรัพย์’
กรณีตำรวจชุดสืบสวนนครบาล นำโดย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. แกะรอยรวบตัว นายประสาสน์ เรืองนรา ฉายา “สานนคร” อายุ 69 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช ข้อหา “ลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะ” ได้ที่ริมถนนพหลโยธิน ปากซอยพหลโยธิน 30/1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ก่อนไปตรวจค้นห้องพักย่านจตุจักร พบของกลาง ยาลอราซีแพม 17 แผง พร้อมอุปกรณ์บดยา ได้แก่ ถ้วย 3 ใบ, ช้อนกลาง 2 คัน, โทรศัพท์มือถือ 10 เครื่อง, สมุดบัญชี 8 เล่ม, เงินสด 40,000 บาท และพระเครื่องและวัตถุมงคลอีกหลายร้อยรายการ
ต้นเรื่องเกิดจากที่ลงมือก่อเหตุ นำยานอนหลับผสมนมเปรี้ยวให้เหยื่อวัย 84 ปี ที่โดยสารมาบนรถเมล์ดื่ม ก่อนปลดทรัพย์สร้อยคอทองคำ พระเครื่อง และเงินสด มูลค่ารวม 249,500 บาท
“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามเบื้องหลังคดีราวฉากละครนี้กับ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ให้ข้อมูลจากการตรวจค้นห้องพักผู้ต้องหาพบจดหมายที่บุตรสาวเขียนถึงตัวผู้ต้องหาขณะอยู่ในเรือนจำ และจากคำสารภาพให้การว่า ก่อเหตุลักษณะนี้ 20-30 คดีและเคยถูกจับขณะก่อเหตุบนรถทัวร์มุ่งหน้าลงใต้ เมื่อปี 2538 ในเวลานั้นเป็นข่าวแต่ไม่ดังมาก หลังโดนจับถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลากว่า 60 ปี
ระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำได้ขออภัยโทษเรื่อยมา จึงจำคุกจริงกว่า 20 ปี และเพิ่งพ้นโทษมาได้ไม่นาน ก่อนก่อเหตุในคดีนี้รับว่าทำมาอีก 4-5 คดี
จากการตรวจค้นและยึดของกลาง ประกอบกับข้อมูลทางการสืบสวนที่มีเหยื่อรายอื่นๆ ให้ข้อมูล วิเคราะห์ว่าก่อเหตุอีกไม่ต่ำกว่า 10 คดี แต่ด้วยบางคดีเมื่อหลับไปตื่นมาจำความไม่ได้ นอนอยู่ข้างถนน ญาติที่บ้านคิดว่าแอบหนีเที่ยว
“บางรายโดนมอมยาจนสูญเสียความทรงจำ ตื่นมาปีนป่ายเข้าบ้านคนอื่น สร้างความเดือดร้อน เชื่อว่ายังมีคนที่ไม่ได้เข้าแจ้งความ หรือแจ้งแล้วไม่รู้ว่าคนร้ายเป็นใคร”
เมื่อถามถึงวิธีเลือกเหยื่อ ทำไมต้องเป็นลุงวัย 84 อย่างรายล่าสุด พล.ต.ต.ธีรเดช ระบุ จากการแกะรอยกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุ คนร้ายเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อกาแฟมาดื่ม พร้อมกับใช้สายตาสอดส่องไปที่ป้ายรถเมล์จุดเกิดเหตุ (ปากน้ำ) เพียงไม่ถึง 5 นาที ก็เล็งเห็นเหยื่อ จึงข้ามถนนเข้าไปตีสนิททันที
จากคำสารภาพผู้ต้องหาให้การว่า เน้นเหยื่อที่มีทรัพย์สิน เช่น ใส่ทองคำ นาฬิกา แหวนเพชร ส่วนอายุจะเน้นไปที่ผู้สูงวัย เพราะเป็น “วัยเดียวกัน” ตีสนิทง่าย
ส่วนพฤติการณ์ที่ใช้ก่อเหตุนั้น ผู้ต้องหาให้การว่า ในอดีตช่วงปี 2530-2538 ตนร่วมกันก่อเหตุอย่างโชกโชนกับ “เสือมนัส” (เสียชีวิตแล้วในเรือนจำ) ทำงานกันเป็นทีม ก่อเหตุมากว่า 20-30 คดี ก็ได้วิธีการและประสบการณ์จากเสือมนัสมาใช้
ส่วนความรู้เรื่องยาตัวนี้ก็มาจากความรู้เดิม ปัจจุบันใช้วิธีไปพบแพทย์แล้วแกล้งป่วยก่อนบอกอาการ เพื่อให้แพทย์จ่ายยาตัวดังกล่าวมาให้ ซึ่งยาที่ผู้ต้องหาใช้เป็นยาควบคุมที่ต้องจ่ายโดยแพทย์ สำหรับปมเหตุการณ์ลงมือผู้ต้องหาอ้างตกงาน ต้องนำทรัพย์สินไปขายไปใช้ในชีวิตประจำวัน
พล.ต.ต.ธีรเดช ทิ้งท้ายเตือนภัยประชาชนระวังมิจฉาชีพเข้ามาตีสนิท และห้ามรับประทานสิ่งของจากคนแปลกหน้าที่หยิบยื่นให้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ญาติควรเฝ้าระวังการเดินทางไปไหนมาไหนเพียงลำพัง ไม่ควรปล่อยให้ออกจากบ้านคนเดียว
พร้อมย้ำต้องการให้เป็นบทเรียนกับอาชญากร เมื่อเข้าไปพัวพันติดคุกติดตะราง ไม่ได้ส่งผลต่อตัวเองเพียงคนเดียว แต่ส่งผลไปถึงครอบครัว บุตรหลานด้วย.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน