โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BALZAC จิตวิญญาณในคาเฟ่หนังสือมือสอง และภารกิจสร้าง ‘บ้าน’ ของเจ้าของผู้ตกหลุมรักประเทศไทย

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ลึกเข้าไปในซอยเจริญกรุง 45 ท่ามกลางเงาของตึกระฟ้าและเสียงเซ็งแซ่ของคนในย่าน ร้านที่มีป้ายสีเขียวมินท์แห่งหนึ่งตั้งอยู่ตรงต้นซอย มองจากภายนอกดูเหมือนคาเฟ่สไตล์ instagramable ที่น่าเข้าไปถ่ายรูปหรือจิบกาแฟปล่อยใจ แต่จริงๆ ที่นี่เป็นมากกว่านั้น

ร้านกาแฟ ร้านขายแผ่นเสียง ร้านขายของกระจุกกระจิก พื้นที่จัดฉายหนัง แต่ถ้าย้อนกลับไปในความตั้งใจแรกสุดของ Zac-Chango Zaza Favre ผู้ก่อตั้ง ที่นี่คือร้านหนังสือฝรั่งเศสมือสอง ซึ่ง BALZAC ชื่อของร้าน ตั้งตามชื่อ ‘ออนอเร เดอ บาลซัก’ นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักเขียนนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

นอกจากจะขายหนังสือแล้ว แซคยังตั้งใจให้เป็นพื้นที่ที่คนพูดภาษาฝรั่งเศสในไทยได้มาพบปะ สังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดกัน ท่ามกลางวรรณกรรมและงานศิลปะแขนงต่างๆ ที่อยู่รายล้อมด้วย

จากเทือกเขาสวิตฯ สู่กรุงเทพฯ

ย้อนกลับไปก่อนที่หนังสือเล่มแรกจะถูกวางบนชั้น แซคคือคนฝรั่งเศสผู้ใช้ชีวิตในเมืองไทยมาร่วมสิบปี
ก่อนหน้านั้น เขาทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศจีนราว 1 ปี ก่อนจะออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศต่างๆ ในแถบเอเชีย ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม รวมถึงเมืองไทย

ครั้งแรกที่ได้มาเที่ยวไทย เขาขึ้นเหนือไปแอ่วเชียงใหม่ และตกหลุมรักความเป็นล้านนาทันที เขาจึงย้ายมาอยู่เชียงใหม่ราว 4 ปี ทำงานในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จนเริ่มอิ่มตัว จากนั้นก็คิดจะทำธุรกิจของตัวเอง

เพราะมองเห็นว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่ธุรกิจเติบโตช้า แซคจึงวางแผนมาอยู่กรุงเทพฯ ที่มีโอกาสทางธุรกิจมากกว่า แต่ก่อนจะลงหลักปักฐานจริงจัง เขาตัดสินใจบินกลับฝรั่งเศสแล้วก็บูม-โควิดระบาดหนัก

แซคตัดสินใจไปกักตัวที่บ้านบนเขาในสวิต์เซอร์แลนด์ แม้จะห่างไกลจากผู้คนและสิ่งอำนวยความสะดวก แต่เขาก็รู้สึกปลอดภัย แถมการได้อยู่ท่ามกลางป่าเขายังทำให้ได้ไอเดียบางอย่าง

“ผมไม่มีอะไรเลยในตอนนั้น สิ่งที่มีคือเวลาในการคิดใคร่ครวญ แล้วไอเดียของร้านหนังสือภาษาฝรั่งเศสก็เกิดขึ้นในหัว”

รู้ตัวอีกที 2 ปีก็พ้นผ่าน เขาบินกลับเมืองไทยอีกครั้ง พร้อมกับแผนธุรกิจร้านหนังสือเล็กๆ ของตัวเอง

เด็กหนุ่มผู้เติบโตมากับหนังสือ

ที่ฝันว่าอยากจะเปิดร้านหนังสือ ก็เพราะแซคเติบโตมากับหนังสือ

“ผมมาจากครอบครัวนักเขียน แม่ของผมทำงานสื่อ ส่วนพ่อเป็นนักเขียนและนักการเมือง เพราะฉะนั้น มันจึงเหมือนพรหมลิขิต ผมเติบโตท่ามกลางหนังสือและคนมีความรู้ทั้งหลาย แม่ผมเป็นคนสวิตซ์ เธอแต่งงานกับพ่อของผมที่เป็นคนเคอติช มันทำให้เรามีมุมมองที่เปิดกว้างเพราะความหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วย”

แซคยังเล่าเหตุผลว่า ที่เขาเลือกมาตั้งรกรากและร้านหนังสือของตัวเองที่เมืองไทย เพราะสำหรับเขา คนไทยเป็นคนสบายๆ ไม่เครียดง่าย และเป็นตัวอย่างในการหาสมดุลของชีวิต “ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนเครียดง่ายมาก กังวล หัวรุนแรงหน่อยๆ พอมาอยู่ที่นี่ มันมีบางอย่างที่เป็นพลังบวกให้กับผม แน่ล่ะว่าที่นี่อากาศร้อนและมีมลพิษ หลายคนไม่ชอบเรื่องนี้ แต่ก็มีบางคนที่มีวิถีชีวิตแบบ ‘สบาย สบาย’ ยอมรับสิ่งที่เป็น ใช้ชีวิตกับปัจจุบัน และไม่รีบเร่งตลอดเวลา มันแตกต่างจากฝรั่งเศสหรือสวิตซ์เซอร์แลนด์มากๆ”

หนึ่งเปอร์เซ็นต์ใน 500,000

สถิติของ Francophonie หรือองค์การระหว่างประเทศของคนที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาในการสื่อสาร ระบุว่าในประเทศไทย มีคนใช้ภาษาฝรั่งเศสในการสื่อสารราว 5 แสนคน แต่ในกรุงเทพฯ ตอนนั้น-เท่าที่แซครู้ มีร้านหนังสือฝรั่งเศสอยู่เพียงหนึ่งร้านเท่านั้น แถมยังเป็นร้านหนังสือมือหนึ่ง

“ผมคิดว่าถ้าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในจำนวน 5 แสนคนนั้นมาที่ร้านของผม ผมก็น่าจะเปิดธุรกิจได้นะ เพราะฉะนั้น ผมจึงเริ่มลงทุนลงแรงกับโปรเจกต์นี้ ให้เวลาตัวเอง 3 เดือนเพื่อหาที่ตั้งของร้าน”

แรกเริ่ม เขาคิดว่าอยากเปิดร้านในย่านสุขุมวิทหรือทองหล่อ เจอคูหาหนึ่งของคนเกาหลีที่น่าทำเป็นร้านหนังสือมากในย่านนั้น แต่ราคาเช่าแพงเกินไป เขาจึงมองหาทางเลือกอื่นต่อ

2 วันสุดท้ายก่อนจะหมดเวลา 3 เดือน เขาไปดูห้องเช่าย่านเยาวราชใกล้ๆ กับสถานทูตฝรั่งเศส เดินทะลุมาถึงเจริญกรุง ก่อนจะเจอบ้านหลังหนึ่งที่เปิดให้เช่าอยู่ มันเป็นบ้านไม้สามชั้นที่โล่งกว้าง บางอย่างในใจบอกเขาว่าที่นี่แหละใช่

แซคใช้เวลาหนึ่งปีในการรวมรวมหนังสือภาษาฝรั่งเศส ขนส่งมันจากประเทศแม่มายังที่นี่ และก่อตั้งร้านหนังสือฝรั่งเศสในฝันของเขาจนเห็นเป็นรูปเป็นร่าง

คัดสรรด้วยความรู้สึก

หนังสือที่ Balzac มีหลากหลายหมวดหมู่ แต่จุดร่วมเดียวของทุกเล่มในร้านคือมันล้วนเป็นหนังสือมือสอง

ว่าแล้วแซคก็พาเราเดินสำรวจ ผ่านชั้นหนังสือแนะนำที่อยู่ติดกับเคาน์เตอร์กาแฟ ลึกเข้าไปตรงบันไดขึ้นชั้นลอย กลิ่นหนังสือเก่าปะทะจมูกเราขณะกวาดสายตาไปรอบๆ ภาพหนังสือนวนิยาย นอนฟิกชั่น ไปจนถึงหนังสือภาพปรากฎแก่สายตา บางเล่มมีรอยพับตรงมุมปก บางเล่มเนี้ยบเหมือนของใหม่

“ในการเลือก ผมมักจะคิดถึงว่าคนอ่านอยากอ่านอะไร หนังสือเล่มไหนที่จะน่าสนใจสำหรับผู้คน ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน แต่หนังสือที่ผมเลือกมา ผมคิดว่ามันเป็นเล่มที่น่าจะขายได้น่ะ เรามีทั้งวรรณกรรม บทกวี หนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือเด็ก การ์ตูนคอมิก หนังสือศิลปะ หนังสือนวนิยายระทึกขวัญ มันมีหลากหลายหมวดหมู่มาก” เขาอธิบายเงื่อนไขของหนังสือที่คัดสรร

“ในเมืองไทย หนังสือเป็นสินค้าที่คุณต้องระมัดระวังกับมันหน่อย มันค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะหนังสือบางเล่มไม่ได้ถูกอนุญาตให้นำเข้า ผมไม่ได้นำหนังสือผิดกฎหมายเข้ามาหรอก เพราะเป้าหมายของผมคือสร้างหนังสือธรรมดาสามัญ”

พื้นที่ไฮบริดที่อ้าแขนต้อนรับทุกคน

นอกจากหนังสือแล้ว วัยเยาว์ของแซคก็รายล้อมไปด้วย ‘อาหารตา’ และ ‘อาหารหู’ อย่างภาพยนตร์ ศิลปะ และดนตรี

มากกว่าหนังสือที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี ที่ร้านของเขาจึงมีมุมแผ่นเสียง งานอาร์ตที่สร้างสรรค์โดยศิลปิน ของกระจุกกระจิกแฮนด์เมด และหากวันไหนที่มีโอกาสพิเศษ ที่นี่จะใช้พื้นที่ชั้นสองจัดฉายหนังฝรั่งเศสขึ้นอีกด้วย

“ที่นี่เคยถูกวางแผนว่าจะเป็นร้านหนังสือ แต่ผมว่าตอนนี้มันเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างไฮบริดทีเดียว มีอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยหลายคนที่เข้ามาแบบที่ไม่ได้สนใจหนังสือฝรั่งเศสเลย พวกเขามาเพราะชอบสถานที่และอยากถ่ายรูป และมันก็แพร่กระจายไปใน TikTok และอินสตาแกรม หลังจากนั้น ร้านแห่งนี้ก็กลายเป็น Instagram Cafe ไปเลย”

คุณรู้สึกว่าผิดจุดประสงค์ในการมาร้านของคุณไหม-เราถาม

“ผมตัดสินพวกเขาไม่ได้หรอกครับ คนที่มาสามารถทำทุกอย่างที่พวกเขาอยากทำ ร้านหนังสือส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปหรอก แต่ผมอนุญาต เพราะผมรู้ว่า 80% ของคนที่มาที่นี่ก็มาเพื่อถ่ายรูปนั่นแหละ แค่ระมัดระวังไม่ให้หนังสือเสียหายเท่านั้น ผมเป็นใครจะไปตัดสินล่ะ ใช่ไหม?” ชายหนุ่มเจ้าของร้านย้ำ

“ที่นี่เป็นเหมือนบ้านของผมนะ บางครั้งลูกค้าวัยรุ่นเข้ามา แล้วเห็นผมนั่งอยู่มุมหนึ่งแล้วพวกเขาก็ถามว่า คุณใช่เจ้าของร้านหรือเปล่า ผมตอบไปว่า อาจจะ (หัวเราะ) ผมอยากอยู่ไทย เพราะที่นี่ให้ความรู้สึกอบอุ่นบางอย่าง และบรรยากาศแบบนี้แหละที่ผมจะอยากสร้าง ผมอยากสร้างร้านที่ผู้คนมาแล้วจะรู้สึกดี”

เช่นเดียวกับหนังสือที่ถูกคัดเลือกมาอย่างตั้งใจและเน้นความหลากหลาย แผ่นเสียงในร้านก็ไม่ได้เจาะจงว่าจะเป็นเพลงประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น “เรามีทุกอย่าง มีแนวเฟรนช์โปรเกสซีฟร็อก เฟรนช์อีเล็กโทร แนวเฟรนช์ดัตช์ ไปจนถึงนักร้องจากปี 1920 เพราะทุกแนวล้วนนำเสนอวัฒนธรรมฝรั่งเศส เพราะฉะนั้น ในป้ายร้าน ผมเลยใส่ประโยคเล็กๆ ว่า French Culture Center (ศูนย์กลางวัฒนธรรมฝรั่งเศส) ที่นี่เริ่มต้นจากร้านหนังสือก็จริง แต่มันก็เป็นคาเฟ่ แกลเลอรี่ และศูนย์วัฒนธรรมด้วย”

สำหรับแซค การก่อตั้ง BALZAC คือหนึ่งในหลักไมล์ของชีวิต

“ผมนับมันเป็นความสำเร็จหนึ่ง เพราะอย่างที่เล่าให้ฟังว่า ช่วงโควิด-19 เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ผมได้คิดว่าอยากทำอะไรดีกับชีวิต ที่นี่เป็นศูนย์รวมของสิ่งที่ผมชอบ ผมทำในสิ่งที่ผมชอบ และทำในประเทศที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นบ้าน ผมรู้สึกว่าไทยเป็นบ้านมากกว่าที่สวิตเซอร์แลนด์เสียอีก” เขาปิดประโยคด้วยรอยยิ้ม

บทความต้นฉบับได้ที่ : BALZAC จิตวิญญาณในคาเฟ่หนังสือมือสอง และภารกิจสร้าง ‘บ้าน’ ของเจ้าของผู้ตกหลุมรักประเทศไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...