โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความรุนแรง ภาพยนตร์ และความรักต่อคนชั่ว ของ ทาคาชิ มิอิเกะ

The Momentum

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ในเทศกาลหนังญี่ปุ่นประจำปี 2026 จัดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีหนังยาวลำดับล่าสุดของทาคาชิ มิอิเกะคนทำหนังชาวญี่ปุ่นที่เรารักเข้าฉายด้วยคือ Sham(2025) ดัดแปลงมาจากการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นจริงระหว่างผู้ปกครองกับคุณครูชั้นประถมศึกษา ด้วยข้อกล่าวหาว่าคุณครูเลือกปฏิบัติและทำร้ายร่างกายลูกชายของเธออย่างหนัก ขณะที่ตัวคุณครูได้แต่ยืนกรานอย่างจนตรอกว่า เรื่องราวที่อีกฝ่ายพูดนั้น ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย

ชาวไทยหลายคนอาจคุ้นชื่อของมิอิเกะจากหนังสยองขวัญขึ้นชื่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะยุคต้นทศวรรษ 2000 ที่มิอิเกะระเบิดศักยภาพความโฉดเต็มเปี่ยมผ่าน Audition (1999) และ Ichi the Killer(2001) ทั้งยังเป็นคนทำหนังที่มักสำรวจวัฒนธรรมยากูซ่าระดับถึงพริกถึงขิง อันเห็นได้จาก Dead or Alive (1999) และGraveyard of Honor(2002)

มิอิเกะเล่าว่า เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะเป็นคนทำหนัง สมัยวัยรุ่น เขาหมกมุ่นกับมอเตอร์ไซค์และหวังอยากเติบโตไปเป็นนักแข่งรถอาชีพ แต่ชะตากรรมก็นำพาเขาสมัครเข้าสถาบันอาชีวะโยโกฮาม่า ด้านภาพยนตร์และภาพเคลื่อนไหว ก่อนที่เขาจะเข้าไปเป็นเด็กฝึกงานในสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น (ที่มองหาเด็กฝึกงานที่ไม่ต้องการค่าตอบแทนชั่วคราว) ซึ่งกลายเป็นประตูบานใหญ่ให้เขาก้าวเข้าสู่โลกภาพยนตร์

“ผมไม่เคยอยากเป็นผู้กำกับเลยจริงๆ นะ ผมคิดมาตลอดว่า ตัวเองไม่มีความสามารถมากพอจะเป็นผู้กำกับแน่ๆ แต่ไปๆ มาๆ ก็เหมือนถูกผลักให้กลายเป็นผู้กำกับหนังในที่สุดน่ะ”เขาบอก

“คำถามที่คนมักจะถามกันคือ ‘การเป็นผู้กำกับหนังต้องทำอะไรบ้าง คุณมาเป็นผู้กำกับหนังได้ยังไง’ มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสักหน่อย แค่เพราะคุณเรียนเกี่ยวกับภาพยนตร์ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะกลายเป็นคนทำหนังได้นี่หว่า ผมจึงคิดเสมอว่า มีคนที่มีพรสวรรค์มากกว่าผมอยู่มหาศาล และคนพวกนี้แหละที่จะมาเป็นผู้กำกับหนัง

“สำหรับตัวผม ผมมาเป็นผู้กำกับผ่านกระบวนการทำงานบางอย่าง แต่อันที่จริง ใครก็เป็นผู้กำกับได้ทั้งนั้นถ้าพวกเขาอยากเป็น และผมมักจะคิดอยู่บ่อยครั้งทีเดียว คนที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์น่ะ มีแนวโน้มจะทำหนังออกมาน่าสนใจเสมอ”

หนังสร้างชื่อของมิอิเกะยุคแรกๆ คือ ไตรภาคใต้ดิน (Black Society Trilogy) ที่เล่าเรื่องราวผ่านยากูซ่าญี่ปุ่นและกลุ่มอั้งยี่ชาวจีน (Triad) ประเดิมด้วยเรื่องแรกคือ Shinjuku Triad Society (1995) ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนังที่ฉายลายเส้นการทำหนังของมิอิเกะ นั่นคือความรุนแรงสุดขีดคลั่ง และตัวละครที่ยืนอยู่บนโลกอาชญากรรมเต็มรูปแบบ ว่าด้วยหัวหน้ากลุ่มอั้งยี่ในนามกรงเล็บมังกรซึ่งเป็นเกย์ กับองค์กรยากูซ่าที่หวังห้ำหั่นกันในชินจูกุ โดยมีศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่นายตำรวจคนหนึ่ง

เรื่องที่ทำให้มิอิเกะเริ่มถูกพูดถึงคือ Rainy Dog (1997) หนังลำดับที่ 2 ของไตรภาค เล่าเรื่องชวนหัวใจสลายของอดีตยากูซ่าที่ผันตัวไปเป็นมือสังหารในไทเป แต่ชีวิตเริ่มวุ่นวายเมื่อเมียเก่าเอาลูกชายตัวน้อยที่เป็นใบ้ มาหย่อนไว้ตรงหน้าบ้านเขาแล้วจากไป ชายหนุ่มจึงต้องออกปฏิบัติการสังหารโหดโดยมีเด็กน้อยเดินตามตลอดทั้งทาง แต่นั่นก็เป็นเพียงปฐมบท เพราะความรุนแรง การหักหลัง และการทำลายล้างยังรอเขาอยู่ที่ปลายทาง

อาจจะพูดได้ว่า Rainy Dog คือหนังที่มิอิเกะเล่าเรื่องความรุนแรง ผ่านความสัมพันธ์ของพ่อลูกซึ่งอ่อนไหวและเปราะบาง ทว่าแสนจะมีหัวใจ การผลักไสลูกไปให้พ้นจากวังวนแห่งความรุนแรงของตัวละคร กลับยิ่งทำให้ทุกอย่างยุ่งเหยิงและเจ็บเนื้อเจ็บตัว มิหนำซ้ำยังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความแค้นคลั่งในอนาคต ไม่แปลกที่นักวิจารณ์หลายคนจะมองว่า เป็นหนังที่มองเหลี่ยมมุมความรุนแรง ด้วยสายตาที่อ่อนโยนมากขึ้นของมิอิเกะ

และเรื่องสุดท้ายของไตรภาคคือLey Lines (1999)ที่อาจเป็นด้านกลับของ Rainy Dogกล่าวคือขณะที่เรื่องก่อนเล่าถึงยากูซ่าญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตในต่างแดน แต่เรื่องนี้เล่าถึงชาวจีนที่ใช้ชีวิตในญี่ปุ่น และไม่ว่าจะกระเสือกกระสนอย่างไร ความรุนแรงก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าพวกเขาเสมอ เล่าผ่านเรื่องราวของเด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นเชื้อสายจีน ที่สานสัมพันธ์กับอดีตโสเภณีซึ่งถูกทุบตีมาจนน่วม และประทังชีวิตด้วยเศษอาหารกับยาเสพติดเพื่อให้รอดไปวันต่อวัน พวกเขาหวังจะออกเดินทางไปยังบราซิลเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ แต่ไปขัดขาอาชญากรชาวจีนเจ้าถิ่น ที่ทำให้ความฝันในการจะสร้างชีวิตใหม่เลือนหายไปไกลกว่าเดิม

เรื่องที่ทำให้มิอิเกะเป็นที่พูดถึงในระดับสากลคือ Audition(1999) หนังสุดโหดของยุคที่ทำให้หลายคนเสียวสันหลังแม้หนังจบลงไปแล้ว กลายเป็นหนึ่งในตำนานหนังคัลต์ชื่อดังปลายยุค 90s

หนังพูดถึง อาโอยามะ โปรดิวเซอร์ที่เป็นพ่อหม้ายสุดเหงา ทำเรื่องออดิชันเพื่อหาภรรยาใหม่ตามคำแนะนำของคนรอบตัว และเขาดันไปตกหลุมรัก อาซามิ หญิงสาวหน้าตาเรียบร้อยอ่อนโยนหัวปักหัวปำ สำหรับเขาแล้ว อาซามิไม่มีข้อด่างพร้อยใดๆ และเขาไม่เห็นเหตุผลที่จะปฏิเสธหรือตัดเธอออกจากการเป็นภรรยาเขาในอนาคต แม้เพื่อนสนิท (ที่ช่วยสร้างฉากออดิชันปลอมๆ) จะเตือนเขาเป็นระยะ เพราะเขาจับสังเกตได้ว่าอาซามิปิดบังบางอย่างอยู่ เช่นว่า เขาไม่เจอบริษัทที่เธออ้างว่าเคยทำงานด้วย หรือพฤติกรรมแปลกประหลาดของหญิงสาวที่มักนั่งนิ่งๆ โดยไม่ขยับเขยื้อนตัวในห้อง อีกด้านหนึ่ง อาโอยามะก็หลงอาซามิจนหน้ามืด เขาตื่นตะลึงกับรอยแผลเป็นลึกลับบนเนื้อตัวเธอ หากแต่นั่นก็เป็นแค่ส่วนเสี้ยวหนึ่งของความลับที่หญิงสาวกุมไว้เท่านั้น

ทั้งหมดนี้ นำไปสู่ฉากความรุนแรงช่วงท้ายเรื่องที่ทำให้เสียววาบไปทั้งตัว ซึ่งมิอิเกะทิ้งคนดูอยู่กับฉากนี้นานหลายนาที มิอิเกะบอกว่า “ผมคิดว่าความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่คนรักแบ่งปันต่อกันนะ อีกด้านหนึ่ง พวกเขาเติมเต็มกันและกันจะตายไป ผมคิดว่าหนังมันควรจบแบบนี้แหละ

“จำได้ว่าตอนที่ฉายหนัง มีหญิงชราดูหนังจบแล้วออกมาหาผมในโรงมืดๆ ที่เทศกาลหนังสักแห่ง แล้วบอกผมว่า ‘คุณมันบ้ามากๆ’ และด้วยความสัตย์นะ ผมว่าผมกลัวเธอมากกว่ากลัวหนังของตัวเองอีก”

เช่นเดียวกับหนังลำดับต่อมาของมิอิเกะ Ichi the Killer(2001) ที่ดัดแปลงมาจากมังงะชื่อเดียวกัน หนังขึ้นชื่อเรื่องความโหดและสารพัดความรุนแรงหลากรูปแบบ ระดับที่ทำหลายคนพะอืดพะอมตอนดูหนัง ซึ่งเล่าเรื่องของ อิจิ ชายที่มีปัญหาทางจิต (ซึ่งหนังเปิดเผยตั้งแต่แรกๆ ของเรื่อง กับฉากที่เขาช่วยตัวเองผ่านการเห็นโสเภณีถูกทำร้าย) เขาพูดน้อยและขี้อาย แต่ถ้าถูกจี้จุดจนโกรธจัด เขาจะอาละวาดและพร้อมใช้ความรุนแรงสุดขีดคลั่งกับทุกคนตรงหน้า ชีวิตของอิจิดันไปผูกโยงกับความขัดแย้งของยากูซ่า และทำให้เขาเป็นประจักษ์พยาน กระทั่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุความรุนแรงนั้นด้วยตัวเอง

“สมัยยังเด็ก ผมดูหนังเยอะมากเลย และชอบดูตัวร้ายสุดๆ ไม่ใช่ฮีโร่ในหนังนะ แต่เป็นพวกวายร้าย พวกคนชั่วในหนังดึงดูดผมเสมอ ผมว่าพวกเขาดูเป็นมนุษย์มากกว่า อย่างน้อยก็สำหรับผมมั้ง และผมคิดว่าคนดูก็สนุกกับการได้เห็นคนชั่วทำสิ่งชั่วๆ เหมือนกัน

“และผมว่าเราไม่จำเป็นต้องอธิบายความเป็นคนชั่วอะไรมากด้วย การทำเรื่องเลวร้ายมันคือความเป็นมนุษย์แบบสุดๆ ยังไงล่ะ ผมถึงได้รู้สึกกับตัวละครที่เป็นวายร้ายมากกว่าพวกฮีโร่ อาจเพราะธรรมชาติผมชอบพวกตัวละครใจร้ายอยู่แล้วมั้ง” มิอิเกะบอก

และแม้มิอิเกะจะขยับมาเล่าหนังที่ดูจะเล่าเรื่องของ ‘ฝั่งคนดี’ ก็ยังไม่วายเป็นคนดีที่หมกมุ่นกับความรุนแรง หรือมีเหลี่ยมมุมในใจดำมืด อันจะเห็นได้จากCrows Zero (2007) หรือ ‘เรียกเขาว่าอีกา’ ที่ดัดแปลงมาจากมังงะชื่อเดียวกันซึ่งนักอ่านมังงะหลายคนในบ้านเรารู้จักกันดี กับเส้นเรื่องที่โคตรจะโชเน็นของเหล่านักเรียนในโรงเรียนซูซูรัน ที่เต็มไปด้วยเด็กมัธยมชอบใช้ความรุนแรง แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ถึงขั้นกล่าวกันว่า ความฝันใฝ่ที่ใหญ่ที่สุดของการมาเป็นนักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ คือการรวบรวมเหล่านักเรียนให้เป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ และคนเดียวที่ดูจะเข้าใกล้ความฝันนี้มากที่สุดคือ กองกำลังเซริซาวะ ที่มีกองกำลังนักเรียนในปกครองมหาศาล

กระทั่งการมาของ เกนจิ นักเรียนที่ย้ายมาใหม่ปรากฏตัวในโรงเรียน บรรยากาศการรวมตัวจึงสั่นคลอน เกนจิเป็นทายาทสายตรงขององค์กรอาชญากรรม และได้รับมอบหมายให้มาพิสูจน์ตัวเองผ่านการครองโรงเรียนนี้ให้ได้ เกนจิจึงต้องบุกตะลุยกัดฟันสู้กับกองกำลังเซริซาวะยิบตา กับนิสัยส่วนตัวที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ยิ่งทำให้เขาโดดเดี่ยวในพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรงถึงขีดสุด กระทั่งเมื่อเขาจับพลัดจับผลูได้มีมิตรสหายเป็นครั้งแรก เกนจิจึงได้เรียนรู้เรื่องราวของมิตรภาพ ตลอดจนเข้าใจว่าการปกครองคนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้จากการใช้กำลังและความรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาจากความอ่อนโยนและเป็นมนุษย์ด้วย

หนังประสบความสำเร็จระเบิดระเบ้อ ด้วยการทำเงินไปทั่วโลกที่ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งให้มิอิเกะทำภาคต่อในปี 2009 ตอกย้ำว่า มิอิเกะสามารถนำพลังดิบแบบหนังนักเลงของตน มาผสานกับโครงสร้างเรื่องแบบกระแสหลักได้อย่างลงตัว

เช่นเดียวกับ13 Assassins (2010) หนังรีเมกของ เออิชิ คุโดะ เมื่อปี 1963 และถือเป็นหนังขึ้นหิ้งของญี่ปุ่น มิอิเกะเล่าเรื่องของมือสังหาร 13 ราย เป็นซามูไร 12 รายและนักฆ่า 1 ราย ออกเดินทางไปสังหารผู้นำตระกูลใหญ่ผู้อำมหิต เพื่อไม่ให้เขาเข้าสู่เส้นทางของการเป็นโชกุน ซึ่งจะยังผลให้คนจำนวนมากเดือดร้อนได้ ตัวหนังถูกพูดถึงอย่างมากในแง่ความอลังการ ฉากต่อสู้เลือดสาด (ตามสไตล์มิอิเกะ) เข้าชิงรางวัลจากสถาบันภาพยนตร์ญี่ปุ่น (Japan Academy Film Prize) ซึ่งถือเป็นเวทีใหญ่ในประเทศ 10 สาขา และคว้ากลับบ้านมาได้ 4 สาขา

และล่าสุดกับShamหนังซึ่งไม่มีฉากรุนแรงหรือจมกองเลือด แต่มันสร้างความรู้สึกหนักหน่วงสุดขีดผ่านเรื่องราวของครูประถม ที่ถูกแม่เด็กร้องเรียนว่า เขาทำร้ายลูกชายของเธอ อันเนื่องมาจากอคติส่วนตัวที่เกลียดชังลูกชายของเธอ จากการที่เป็นลูกเสี้ยวอเมริกัน ขณะที่คุณครูให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างแข็งขัน

สิ่งที่มิอิเกะพาไปสำรวจ คือเงื่อนไขว่าอะไรทำให้ครูหนุ่มไปลงเอยที่ศาลแม้จะอ้างมาโดยตลอดว่าไม่ได้ทำผิด ประเด็นคือสภาพแวดล้อมของโรงเรียนและสังคม ที่ล้วนแต่บีบบังคับให้เขาขอโทษไปก่อนแม้อีกฝ่ายจะกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน และเมื่อทางครอบครัวตัดสินใจฟ้องขึ้นศาล เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้มหน้าสู้คดี ด้วยเหตุผลว่า กล่าวขอโทษไปแล้วแปลว่ากระทำผิดจริง เขาจึงต้องกัดฟันสู้ยิบตาเพื่อพิสูจน์ว่า ตัวเองไม่ได้ทำ

น่าสนใจที่มิอิเกะทำหนัง Courtroom หรือการสำรวจเส้นเรื่องผ่านการให้การที่ศาล หนึ่งในสิ่งที่พิสูจน์ความแม่นยำในฐานะผู้กำกับของเขาคือ การฉายภาพความรุนแรงในสังคม โดยไม่มีฉากการใช้ความรุนแรงที่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่เกิดจากการคว่ำบาตร จากการใส่ร้ายและกดดันทุกทางจนตัวละครแทบไม่เหลือทางสู้

อาจจะพูดได้ว่า Shamเป็นหนังมิอิเกะที่อยู่ห่างจาก ‘สไตล์มิอิเกะ’ ที่เราคุ้นเคย แต่มันก็ยังเดือดดาล สำรวจความเป็นมนุษย์อันแสนบ้าระห่ำ และแม่นยำอย่างที่เขาเป็นมาเสมอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...