ส่องยุทธศาสตร์พลังงานของจีนปี 2026 และ 5 เทรนด์ที่ต้องจับตา
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติของจีน ประกาศว่า จะเริ่มบังคับใช้กรอบการพัฒนาใหม่ตั้งแต่ปี 2026 นี้ เพื่อลดความเสี่ยงที่ต้องเผชิญจากปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งถูกนับเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง
เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ รัฐบาลจีนตั้งใจจะปรับปรุงการไหลเวียนของพลังงานและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง โดยจะจัดให้มีแหล่งพลังงานระดับท้องถิ่น ที่ครอบคลุมมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการพลังงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอีกห้าปีข้างหน้า
ขณะที่การใช้พลังงานรวมของจีนได้พุ่งทะลุ 10 ล้านล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็นครั้งแรกในปี 2025 โดยมีสาเหตุมาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีใหม่ๆ
และนี่คือ 5 เทรนด์สำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานของจีนปี 2026
1. ปัญญาประดิษฐ์ในภาคพลังงาน
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 จีนได้ร่างแผนแม่บทสำหรับการพัฒนา AI คุณภาพสูงสำหรับใช้งานทั่วทั้งระบบพลังงาน เช่น การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มน้ำที่ซับซ้อน, เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าพลังความร้อน และปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้าในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
2. การมีส่วนร่วมของภาครัฐที่มากขึ้น
หลังจากทดลองปล่อยให้กลไกตลาดทำงานมาหลายปี คาดว่าหน่วยงานของรัฐจะกลับมาควบคุมตลาดพลังงานอีกครั้งในปี 2026 มุ่งเน้นไปที่การสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด และปกป้องความน่าเชื่อถือของระบบส่งไฟฟ้า เพื่อสร้าง 'ตลาดพลังงานแห่งชาติที่เป็นหนึ่งเดียว'
เนื่องจากจีนมองว่าพลังงานไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยสำคัญในภาคเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นสินทรัพย์ด้านความมั่นคงของชาติด้วย
3. ควบคุมแร่ธาตุสำคัญในฐานะเครื่องมือเชิงกลยุทธ์
แม้ว่าการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนตุลาคมจะจบลงด้วยการที่จีนอนุมัติให้ 'ระงับนโยบายควบคุมการส่งออกแร่ธาตุสำคัญ' ซึ่งมีความจำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการผลิตแบตเตอรี่ ไปจนถึงปลายปี 2026 แต่ต้องยอมรับว่า การครอบงำของจีนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกยังคงอยู่ และคาดว่าจีนยังสามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบนี้ในเชิงกลยุทธ์
4. การส่งออกพลังงานหมุนเวียน
การที่จีนครองความเป็นผู้นำในห่วงโซ่อุปทานสำหรับการแปรรูปแร่ธาตุที่สำคัญ ทำให้จีนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสะอาดเช่นกัน ทำให้จีนครองตลาดทั้งการผลิตกังหันลม แผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่เก็บพลังงานมากกว่า 80% ของโลก ทั้งยังมีการลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในต่างประเทศด้วย
5. ข้อตกลงเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
แม้ว่าความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของจีนจะลดลงในปี 2025 แต่คาดการณ์ว่าอุปทาน LNG ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ในปี 2026 ซึ่งสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการกลับมาทำข้อตกลง LNG ระยะยาวอีกครั้ง เพราะ LNG ยังคงมีบทบาทสำคัญในการจัดการความผันผวนของความต้องการ สนับสนุนการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม และรักษาสมดุลของระบบไฟฟ้า
โดยรวมแล้ว ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของจีนในปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงประเทศที่กำลังกระชับระบบภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงพยายามขยายบทบาทด้านพลังงานในระดับโลกด้วย