โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

‘กรณ์ จาติกวณิช’ เปิดใจ รีเทิร์นประชาธิปัตย์ จาก ‘สูญพันธุ์’ สู่ ‘ตัวแปร’ พรรคร่วมฯ

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 22 มกราคม 2569 เวลา 1.01 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

‘กรณ์ จาติกวณิช’ เปิดใจรีเทิร์นประชาธิปัตย์ จาก ‘สูญพันธุ์’ สู่ ‘ตัวแปร’ พรรคร่วมฯ – ปัจจัยที่ทำให้คนต้องเลือกเรา ไม่ใช่เรื่องนโยบาย แต่เป็น “หลักการทางการเมือง” ซึ่งเหนือกว่าอุดมการณ์

“เรา (ประชาธิปัตย์) ห้าวหาญเหมือนเดิม”

ความรู้สึกของ ‘กรณ์ จาติกวณิช’ ต่อการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังจากที่เขาและ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’หวนคืนพรรคสีฟ้าอีกครั้งในการเลือกตั้ง 2569

ความเละตุ้มเป๊ะของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2562 ที่พรรคมีมติเข้าร่วมรัฐบาลกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นจุดตกต่ำระลอกแรกของพรรค โดยนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค ณ เวลานั้น ได้ประกาศจุดยืนพรรคว่าจะไม่ยกมือโหวตให้พลเอกประยุทธ์ ทว่าสุดท้าย พรรคกลับลำ เป็นเหตุให้ทั้งอภิสิทธิ์และกรณ์ต้องโบกมือลาประชาธิปัตย์ ต่อมาการเลือกตั้ง 2566 ขนาดที่ทุกเสียงเห็นตรงกันว่าสูญพันธุ์ เพราะฐานเสียงหายไปกว่าค่อน

จากอดีตที่เคยเป็นเบอร์ 1 – 2 กลายเป็นไม้ประดับในสนามการเมือง

คำถามคือ ‘กรณ์’ และ ‘อภิสิทธิ์’ ยังหวังอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์และการเมืองไทย และอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ?

กรณ์ ตอบว่า ไม่ใช่เรื่องนโยบาย แต่เป็น “หลักการทางการเมือง” ซึ่งเหนือกว่าอุดมการณ์

ประชาชนจะซื้อความเป็นมืออาชีพและซื่อสัตย์ ประชาชนเข้าใจ เพราะมันใกล้ตัวมากขึ้น อย่างเรื่องสแกมเมอร์ หนี้ครัวเรือน หรือเห็นการเมืองเป็นแบบนี้ นักการเมืองย้ายพรรคตามเงื่อนไขที่ไม่เกี่ยวกับประชาชนหรืออุดมการณ์ ผมว่ามัน (การเมืองแบบเดิม) สุกงอมในระดับหนึ่ง

กรณ์ เล่าว่า การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในแผนชีวิตมาก่อน และยังไม่เคยคิดว่าจะกลับมา แต่เมื่อกลับมาแล้วเหมือนขึ้นไทม์แมชชีน เพราะทุกอย่างแทบจะเหมือนเดิม ทั้งบรรยากาศ โต๊ะ เฟอร์นิเจอร์ หรือรายละเอียดต่างๆ ในพรรค แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือคนน้อยลง

กรณ์ เล่าต่อว่า ทั้งเขาและอภิสิทธิ์ เห็นตรงกันว่าต้องเริ่มต้นใหม่ แม้พรรคอาจเล็กลงในเชิงตัวเลข แต่ในเชิงอารมณ์และพลังทางการเมืองยังเหมือนเดิม ดังนั้นต้องทำให้สุด และเมื่อกลับมาแล้วก็รู้สึกสนุกกับการเมืองอีกครั้ง

“เรามีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่า ต้องการทำการเมืองรอบนี้อย่างไร และมีแค่เราไม่พอ มันต้องมีองค์ประกอบอย่างอื่น หมายถึงคนรุ่นใหม่หลายคน พอทุกคนตกผลึกก็ตอบรับว่าจะกลับมา นั่นคือวันที่เราได้ตัดสินใจ…มีอะไรที่อยากทำก็ไม่ต้องยั้ง”

เมื่อถามว่าเดิมพันอะไรหรือไม่ กรณ์ ตอบว่า “มี…กับภรรยา ภรรยาไม่อยากให้กลับมาทำงานการเมืองอีกแล้ว แต่พอถึงเวลาเขารู้ว่าผมต้องกลับ สุดท้ายเขาก็บอก ‘ไหนๆ ก็ทำให้เสียเวลาเที่ยวแล้ว ทำให้เต็มที่’ผมไม่ได้กล้าที่จะบอกหรือถามเขา และจนกว่าตัวเองจะมั่นใจจริงๆ ผมเชื่อว่าหลายบ้านมีบทสนทนาแบบนี้ ไม่ใช่บ้านผมบ้านเดียว”

ช่วงเวลา 1 เดือนก่อนเข้าคูหา กรณ์ เผยว่า ไม่คิดว่าจะได้รับการตอบรับดีขนาดนี้ และเมื่อความคาดหวังสูงขึ้น ก็กล้าที่จะหวังมากขึ้น โดยเฉพาะความหวังว่า “พรรคจะเป็นตัวแปรหรือตัวละครที่สำคัญในการเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง”

ผมคิดว่าจากที่พรรคที่จะสูญพันธุ์มาเป็นพรรคตัวแปร ถือว่าโอเค คำว่า ‘ตัวแปร’ คือ เราเชื่อว่าเราจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดรัฐบาล หรือ สภาว่าหลังเลือกตั้งครั้งนี้ มันจะเป็นรัฐบาลแบบไหน

นี่คือสาเหตุที่อภิสิทธิ์ประกาศในเวทีหนึ่งว่าจะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม และเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคประชาธิปัตย์มีเจตนาที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงกับการเมืองไทย และนี่เป็นทางเลือกที่พรรคจะสร้างขึ้น โดยทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องเล่นเกมเดิม หรือเกมที่ประชาชนรู้สึกว่ามีทางเดียว เพราะพรรคกำลังบอกว่ามันมีทางอื่นที่ดีกว่า

กรณ์มองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคกลับมาเป็นตัวเลือก คือการสื่อสารที่ชัดเจนและเสมอต้นเสมอปลาย โดยเฉพาะการยืนหยัดกับการเมืองเชิงอุดมการณ์ การต่อสู้กับทุนเทา และปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมกำลังโหยหา ที่สำคัญประเด็นแบบนี้ไม่ใช่ใครพูดก็ได้ แต่เมื่อเป็นนายอภิสิทธิ์ คนจำนวนมากพร้อมจะเชื่อ เพราะมีประวัติการรักษาสัจจะ ความซื่อสัตย์ และประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้จริง

อย่างไรก็ตาม กรณ์ บอกว่าเป็นเรื่องปกติที่มีการพูดคุยข้ามพรรค เมื่อพรรคที่ได้อันดับหนึ่งชวนร่วมรัฐบาล แต่สิ่งที่พรรคจะตัดสินใจไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือท่าทีต่อประเด็นสีเทาในอดีต ทั้งเรื่องทุนเทา กาสิโน การฟอกเงิน และกฎหมายด้านการเงินที่หน่วยงานกำกับเข้าไม่ถึง เพราะ หากคิดไม่ตรงกัน ก็ไปด้วยกันยาก

ในเชิงนโยบาย กรณ์มองว่าปัญหาหลักของประเทศหนีไม่พ้นเศรษฐกิจและปากท้อง รายได้ไม่เพิ่ม หนี้สูง และความจนในหลายรูปแบบ พรรคจึงปักธงชัดเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าการเติบโตของจีดีพีที่ 5% ภายในเวลา 4 ปี โดยแต่ละปีค่อยๆ ไต่ระดับจาก 2% 3% และปีสุดท้ายที่ 5%

“ผมไม่ได้บอกว่าง่าย แต่เป็นความตั้งใจของเราที่จะไปให้ถึง เพราะเรากำลังพูดถึงการปฏิรูปหลายเรื่องเพื่อจะปลดล็อกจีดีพี หนึ่ง ระบบราชการ การใช้ทรัพยากรรัฐที่มีในมือ รวมถึงเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ๆ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งหมดคิดเป็นจีดีพีมีผลทั้งสิ้น”

แต่ความท้าทายคือโครงสร้างสังคมสูงอายุและประชากรที่ลดลง ทำให้คนที่มีอยู่ต้องเก่งขึ้น เป็นเหตุผลที่เทคโนโลยีถูกวางเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ ตั้งแต่การปฏิรูประบบราชการ ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรที่ลงทุนไปแล้วให้คุ้มค่า

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบาย 27 ข้อ แบ่งเป็น 4 เสา ประกอบด้วย

  • เสาที่ 1 หายจนรายได้ 10 นโยบาย ได้แก่ (1) นโยบายประกันรายได้จ่ายทันทีต้นฤดูกาล 1,000 บาทต่อไร่ (2) เน็ต 100 บาท (3) ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน (4) พันธบัตรป่าไม้ ปลูกป่าได้เงินเดือน (5) รถไฟความเร็วสูงเชื่อมลาวไปจีน เชื่อมมาเลเซียไปสิงคโปร์ (6) ปรับเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้างให้รัฐซื้อสินค้า Made in Thailand (7) สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (8) สลากออมทรัพย์รายจังหวัด (9) ราคารถไฟฟ้าและรถเมล์สูงสุด 30 บาท และ (10) ลดภาษีเงินได้บุคคล 40,000 บาท แรกไม่เสียภาษี
  • เสาที่ 2 หายจนใจ 5 นโยบาย ได้แก่ (1) เบี้ยคนชราถ้วนหน้า 1,000 บาทต่อเดือน และทุน 50,000 บาทปรับบ้านผู้สูงวัยปลอดภัย (2) เบี้ยคนพิการ x2 (3) ทำฟันสูงวัย fast track (4) แปลงบ้านผู้สูงวัยเป็นเงินใช้เลี้ยงชีพ และ (5) เงินของขวัญแรกเกิด 5,000 บาทเมื่อรับสูติบัตร และค่าเลี้ยงดูถ้วนหน้า
  • เสาที่ 3 หายจนปัญญา 4 นโยบาย ได้แก่ (1) หางานให้ เพิ่มรายได้ใช้หนี้ กยศ. (2) ภาษาอังกฤษเพื่อเด็กไทยทุกคน (3) เรียนฟรีคู่ชุมชนเติบโต และ (4) บุฟเฟต์การศึกษา
  • เสาที่ 4 หายจนตรอก 8 นโยบาย ได้แก่ (1) ลดการเกณฑ์ทหาร เพิ่มทหารอาสา (2) Super Act ร่างกฎหมายแม่เพื่อดำเนินการปฏิรูปกฎหมายโดยไม่แก้ทีละฉบับให้เสียเวลา (3) Open Data เปิดข้อมูลภาครัฐ (4) ราชการในมือถือ และ (5) ปราบสแกมเมอร์ 360 องศา

ในรายการหนึ่ง พิธีกรให้จัดสรรงบประมาณตามลำดับความสำคัญ โดยแบ่งเป็น 4-5 หมวด ได้แก่ กลาโหม การศึกษา สาธารณสุข คมนาคม ฯลฯ และให้ตัวแทนพรรคแปะสติกเกอร์ตามหมวดนั้นๆ โดย กรณ์ เล่าว่า เขาแปะให้ ‘กลาโหม’ และ ‘คมนาคม’ แค่อย่างละอัน ส่วนเหตุผลที่แปะคมนาคม 1 แผ่นเพราะคิดว่าโครงสร้างคมนาคมควรเป็น PPP (Public-Private Partnership) ตามด้วย ‘การศึกษา’ เป็นลำดับสอง ส่วนหมวดที่ให้ความสำคัญมากสุดคือ ‘สาธารณสุข’ เนื่องจากการศึกษาได้งบเท่าเดิม แต่จำนวนเด็กน้อยลงทุกปี ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

กรณ์ กล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการ โดยเปลี่ยนบทบาทรัฐให้เป็น Enabler (ผู้ชี้ทางและเปิดทาง) มากกว่าคนคอยขวางทาง ตัวอย่างเช่น การส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้เยาวชน โดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นแพลตฟอร์มกลางให้เอกชนหรือสตาร์ทอัพสามารถเข้ามา plug in กับระบบของรัฐ ซึ่งหากทำได้จะเป็นการสร้างโอกาสต่อยอดตามมา

อีกโจทย์ใหญ่คือการลดกฎหมายล้าหลัง ซึ่งมีมากกว่า 100,000 ฉบับ และทับซ้อนกันอย่างหนัก พรรคเสนอแนวคิดออก “Super Act” เพื่อเปิดทางให้รัฐสภาปรับหรือยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น โดยตั้งเป้าลดลง 15–20% ภายใน 4 ปี

ท้ายที่สุดการกลับมาของกรณ์ จาติกวณิช และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจไม่ใช่คำตอบว่าประชาธิปัตย์จะกลับมาใหญ่ได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยการกลับมาของพรรคที่เคยผ่านช่วงตกต่ำและถูกมองว่าสูญพันธุ์ กับการเป็นตัวแปรทางการเมือง ก็นับเป็นแรงกระเพื่อมหนึ่งไม่มากก็น้อย…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...