‘ส้ม’ดิ้นหนีความจริง โวยถูกใส่ร้ายยื่นกกต.เอาผิด/‘ชูวิทย์’ปัด‘บิ๊กแดง’หนุนหลัง
“วิโรจน์” กางเดธโน้ต ขำไม่ออกบอกมีขบวนการใส่ร้ายพรรคประชาชน ทั้งใช้ไอโอ-แอ็กหลุม-ฟาร์มเพจ พร้อมเปิด 3 ชื่อเพจหลัก เตรียมยื่นให้ กกต.เอาเรื่องถึงที่สุด “ชูวิทย์” สวนหมัด ชี้ “โรม-วิโรจน์” เป็นแค่กลไกหนึ่งในพรรค ส่วนตัวหลักคือ “ธนาธร” เตือนส้มไม่ได้เวลากินไปเด็ดมามันก็เปรี้ยว รอให้สุกก่อนโอกาสหน้ายังมี เปิดแชตไลน์ "บิ๊กแดง" โชว์ แต่ไม่เคยตอบ “อนุทิน” รับให้เวลาหาเสียง กทม.มากหวังปักธงได้ “เต้น-จักรภพ” ลุยสุพรรณฯ ปลุกชาวบ้านประกาศอิสรภาพ
เมื่อวันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้แถลงเปิดโปงขบวนการสร้างข่าวปลอมใส่ร้ายพรรคว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนตลอดระยะเวลาการหาเสียงและนับวันจะหนักขึ้นเรื่อยๆ คือปฏิบัติการของขบวนการใส่ร้ายป้ายสี ที่มีทั้งการสร้างบัญชีไอโอ แอ็กหลุม บอต ตลอดจนฟาร์มเพจขึ้นมา ผสมกับการใช้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ในการผลิตซ้ำและเผยแพร่ข้อความและข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจพรรคประชาชนผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการกระทำความผิดกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (5) อย่างชัดเจน
นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า พรรคได้เก็บรวบรวมคอมเมนต์จากบัญชีต่างๆ ที่มีลักษณะซ้ำๆ มาเชื่อมโยงกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะแกะรอยไปถึงกลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังได้ โดยฝ่ายกฎหมายของพรรคก็จะรวบรวมคอมเมนต์ทั้งหมด รวมทั้งในการแถลงในวันนี้ เพื่อส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
“พรรคประชาชนน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ หากคำตำหนินั้นเป็นการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนตามธรรมชาติ ต่อให้เป็นคำด่าทอด้วยถ้อยคำที่รุนแรงก็พร้อมน้อมรับเสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นขบวนการที่มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อใส่ร้ายพรรคด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่อย่างใด เช่นการใส่ร้ายนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ว่าจะรื้อรั้วออกให้หมดหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายณัฐพงษ์ไม่เคยมีแนวคิดและให้สัมภาษณ์ด้วยข้อความเช่นนี้”
นายวิโรจน์กล่าวอีกว่า ยังมีการเอาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาโจมตีทางการเมือง มีการใส่ร้ายว่าพรรคมีนโยบายแก้ไขมาตรานี้ ทั้งที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุว่าชัดเจนแล้วว่า ไม่สามารถนำเอามาตรา 112 มาใช้เป็นนโยบายพรรคการเมืองได้ ที่แย่ที่สุดคือ มีความพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คือการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรืออีกกรณีหนึ่งที่นายณัฐพงษ์ได้รับจดหมายจากทหารชั้นผู้น้อย ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความเป็นอยู่ ขบวนการเหล่านี้ก็ออกมาสร้างข้อความบิดเบือนกล่าวหาว่าเป็นการจัดฉาก โดยมีเพจต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายรับลูกปั่นโพสต์แชร์กันต่อ
“เหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับณัฐพงษ์เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับผู้สมัคร สส.อีกหลายท่าน ทั้งหมดเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่สนข้อเท็จจริงใดๆ”
นายวิโรจน์กล่าวว่า พรรคได้รวบรวมข้อมูลในเพจและบัญชีผู้ใช้งานของขบวนการต่างๆ เหล่านี้เอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพจจักรวาลด้อมส้ม, MalaengtaD และหมออนามัยขี้ mouth โดยพรรคยังได้รวบรวมบัญชีผู้ใช้งานที่เข้ามาคอมเมนต์และแชร์โพสต์ต่อที่มีข้อมูลโยงใยถึงกัน เพื่อนำมาสรุปและร้องเรียนต่อ กกต.และจะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 ต่อไป
สำหรับกรณีของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ผ่านมาให้ความเคารพกับการวิพากษ์วิจารณ์ มาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความผิดพลาดในการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ แต่พอมาถึงบทความมีทหารไว้ทำไม ที่ปรากฏข้อความว่ามีเทาไม่เหลือใคร โดยชูวิทย์ได้อ้างอิงถึงโพสต์ของเจ้ากรมทหารบก ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้พรรคประชาชนเองได้ชี้แจงต่อสาธารณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทำให้ตนสงสัยว่าเหตุใดชูวิทย์จึงยังคงกระจายข่าวเรื่องนี้ไม่หยุดหย่อน การที่นายชูวิทย์มีอคติกับพรรคประชาชนเป็นเรื่องที่ปกติและยอมรับได้ แต่สิ่งที่ทำให้ไม่สามารถยอมรับการกระทำของนายชูวิทย์ได้อีกต่อไป และไม่เชื่อว่าได้กระทำลงไปด้วยอคติส่วนตัว เป็นการไตร่ตรองเอาไว้ก่อนและเล็งเห็นผลที่อาจจะเกิดขึ้น นั่นคือการพยายามตีฟูวาทกรรมพรรคส้มผสมน้ำเงิน พยายามจับคู่พรรคประชาชนกับอีกพรรคหนึ่งให้ได้ ทั้งที่หัวหน้าพรรคได้พูดเอาไว้อย่างชัดเจนในทุกรายการดีเบตและในทุกโอกาสที่มีการให้สัมภาษณ์ ว่าพรรคประชาชนจะไม่มีการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ อีกเป็นอันขาด
ให้บทเรียนพรรคส้ม
ต่อมานายชูวิทย์แถลงตอบโต้พรรคประชาชนว่า เป็นการสื่อสารกับประชาชน โดยได้แจ้งแล้วว่าจะออกมาให้บทเรียนพรรคส้ม เพราะเป็นพรรคที่ตนเลือก ถ้าเกิดมีประเด็นสำคัญอย่างที่เขากล่าวหา ทั้งๆ ที่คุณเป็นพรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่ควรทำอย่างนั้น
“ผมรักคุณวิโรจน์ รักโรม รักไอซ์ หลายๆ คน ถ้าไม่รักไม่ไปเลือก แต่การเลือกต้องมีเหตุผล เพราะเราเป็นราษฎรเต็มขั้น ต้องฉลาดเท่าทันนักการเมือง นักการเมืองต้องการคะแนนเสียง ผมได้คดีตอบแทน” นายชูวิทย์กล่าว
นายชูวิทย์ยังกล่าวถึงเรื่อง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.ว่า เรื่องของโจ๊ก การไปต่อรองตำแหน่งทางการเมืองมันเสียหายตรงไหน ถามถึงใบเสร็จ หลักฐาน ไม่งั้นจะฟ้อง มันเป็นเรื่องที่คุณสามารถทำได้ เพราะโดนมาเยอะแล้ว เรื่องของโจ๊กปัญหามาจากคุณบอกว่ามีเราไม่มีเทา ซึ่งคุณยอมรับว่าโจ๊กให้ข้อมูลเรื่องตั๋วช้างกับโรม ซึ่งเขาเป็นแค่กลไกหนึ่งในพรรค แต่บุคคลสำคัญในพรรค คือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีบุคลิกท่าทีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ลักษณะเหมือนนักการเมือง ซึ่งบอกแล้วว่าการเมืองทำให้คนเปลี่ยนไป
“เวลาธนาธรไปคุยกับทักษิณก็ไปคนเดียว เวลาไปคุยกับอนุทินเรื่อง MOA ก็ไปคนเดียว โรม วิโรจน์ไม่รู้เรื่อง การจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์วิโรจน์ไม่รู้เรื่อง ส่วนโรมก็ไม่มีสิทธิ์ เรื่องพวกนี้หากผมเอามาพูดก็เหมือนไปวิจารณ์พรรค เรื่องโจ๊กไม่ได้ใหญ่อะไรเลย แต่เรื่องที่คุณทำมันก่อให้เกิดผลเสียมาจนถึงทุกวันนี้”
นายชูวิทย์ย้ำว่า เรื่องของโจ๊กคุยกัน 2 คนไม่ได้ไปอัดเทปไว้ แต่คุณเองบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เขาพูดเรื่องเทาๆ ก็มาถึงว่าพรรคประชาชนมีนโยบายปราบคอร์รัปชัน แต่มองไปทั้งพรรคไม่มีใครรู้เรื่องเทาสักคน ส่วนตำรวจอย่างโจ๊กเป็นถึงรอง ผบ.ตร. เขามีประสบการณ์ ความรู้พอเอาไปให้พรรคส้มได้ ถ้าโจ๊กพูดว่าทำให้ได้ แต่ขอคุมตำรวจ คำว่าขอคุมตำรวจไม่ได้หมายความว่านั่งรองนายกฯ คนไม่รู้เรื่องการเมืองตอบไม่ได้ นายธนาธรก็ไม่มีตำแหน่งอะไร แต่สามารถโน้มน้าวคนในพรรคได้ แม้โดนแบน 10 ปี ดังนั้นโจ๊กก็เสนอว่าจะทำให้ ก็ไม่คิดว่าจะเป็นที่น่าสนใจสำหรับสื่อ เพราะพูดไปด้วยความปรารถนาดี ว่ามันไม่มีอะไรเสียหาย เพราะคนทำงานได้รับผลตอบแทน มันเป็นเรื่องปกติของการเมือง ยกเว้นคุณเห็นว่าโจ๊กน่ารังเกียจในช่วงนี้ เพราะที่ผ่านมาเป็นคนให้ข้อมูลเรื่องตั๋วช้าง เรื่องสแกมเมอร์ เรื่องเทาอื่นๆ คุณก็รู้ว่าโจ๊กเขามีข้อมูลมากที่สุด เขาพร้อมให้คุณมากที่สุด ไม่มีตำรวจคนใดกล้าให้ข้อมูลนี้กับพรรคส้ม เมื่อมองไปในทีมก็ไม่มีใคร อย่างเก่งก็ยศ พ.ต.ท.
"ผมรักส้ม แต่เมื่อคุณทำผิดพลาด ประเด็นเลือกอนุทิน เอาคะแนนที่ผมโหวตให้ไปยกให้คุณอนุทิน โดยคิดว่าอนุทินที่คุม สว.อยู่ จะแก้ไขปัญหาเรื่อง สว.ให้คุณ นี่มันเป็นเรื่องของอำนาจ การเมือง จะบอกว่าคุณซื่อ คุณใส ไม่ได้ ในเมื่อเรื่องของอำนาจเป็นการแย่งชิง ฉกฉวย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ" นายชูวิทย์กล่าว
จากนั้นนายชูวิทย์ได้แสดงแชตไลน์ที่พูดคุยกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กแดง” อดีต ผบ.ทบ.ต่อหน้าสื่อมวลชน โดยยืนยันว่า "คุณแดงกับผมเป็นกัลยาณมิตรกันมา 30 ปี กินเหล้าด้วยกัน รู้จักกันมาตั้งแต่อเมริกา แต่ไม่ได้หมายความว่าผมมีอุดมการณ์เดียวกัน และคุณแดงจะมาบังคับผมให้คิดแบบเดียวกัน" นายชูวิทย์ บอกรายละเอียดในแชตไลน์ว่า "ผมทักทายคุณแดงมาตลอด ปีใหม่ สงกรานต์ แต่เขาไม่เคยตอบรับ ผมถือว่าเป็นคนมีน้ำใจ แม้เขาไม่เคยอ่าน ก็ส่ง ผมถือว่าเป็นมิตร และไม่เคยคุยกันเกี่ยวกับการเมือง แต่ย้อนไปเมื่อปี 2566 ผมไปชูมือให้คุณพิธา และคุณแดงยังมีอำนาจอยู่ แกไม่เคยมาบอกผม จนกระทั่งผมลาตายเขา เขาตอบกลับมาว่า เขาหวังว่าเราจะได้เจอกันอีก คำว่ามิตรภาพมันเหนือการเมือง"
ย้ำเหตุจุดสงครามสั่งสอน
นายชูวิทย์ย้ำเจตนารมณ์เปิดสงครามการสั่งสอนว่า จะได้รู้ว่านี่คือโลกของการเมือง เพื่อทำให้ประชาชนตื่นจากภวังค์ เลิกวิธีการแบ่งแยก แล้วคุณจะได้ความเจริญ คุณเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยแก้ไปแล้ว 20 ครั้ง แล้วประชาชนรวยจริง ป่านนี้คนไทยรวยมหาศาลแล้ว แก้เยอะมาก ใครอยากจะมีอำนาจก็ไปแก้ ส่วนใครว่าตนไปว่าพรรคส้มเลว ขอสาปแช่ง ขอให้มันตายโหงตายห่า ถูกรถชนตาย โดยเฉพาะไอ้ตือโป๊ยก่าย คุณบอกต้องการทำลายระบบ ทำเพียงสมัยเดียวไม่ได้ ต้องใช้เวลา และเวลายังอีกเยอะ เพราะการเปลี่ยนแปลงอะไรกะทันหัน ในประเทศไทยคุณไม่เคยเปลี่ยนได้ ถ้าเปลี่ยนได้จริงอย่างที่คุณพูด สร้างฝัน มันเปลี่ยนไปนานแล้ว ความเปลี่ยนแปลงของคุณ มันรุนแรง เฉียบขาด รวดเร็วเกินไป กับคุณวิโรจน์ พรรคส้ม รักกัน แต่ครั้งนี้ไม่เลือก แค่นั้นเอง ไม่ได้บอกให้คุณไปเลือกพรรคไหน หรือไปใส่ร้ายป้ายสี
“ผมไม่ได้ขัดขวาง ถ้าพรรคส้มเป็นรัฐบาลได้ ถือว่าเป็นส้มที่ยังไม่สุก แล้วคุณไปกินก่อน เชื่อว่าพรรคส้มจะทำงานในรัฐบาล บริหารงานไม่ได้ดี เหมือนส้มไม่ได้เวลากิน คุณไปเด็ดมากินมันก็เปรี้ยว รอให้สุกก่อน โอกาสหน้ายังมี” นายชูวิทย์กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับความเคลื่อนไหวในการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ นั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงพื้นที่เขตสายไหมช่วยนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ หรือเอก สายไหมต้องรอด ผู้สมัคร สส. เขต 11 พรรคภูมิใจไทยหาเสียง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากร่วมถ่ายภาพกับนายอนุทิน
นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่เขตสายไหม กทม.ว่า ทุกพื้นที่มีเป้าหมายที่สำคัญสำหรับพรรคทั้งหมด ส่วนความคาดหวังในพื้นที่ กทม.นั้น ยืนยันว่าใช้เวลากับพื้นที่ กทม.เยอะมาก ทุกที่ที่ได้ไปได้รับการสนับสนุน และการต้อนรับด้วยความอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง
“ถ้าหากชนะก็ไม่เซอร์ไพรส์ และยืนยันว่าผู้สมัครทุกคนต้องมีพื้นฐานของการเป็นจิตอาสาก่อน จึงจะมาทำงานรับใช้ประชาชนด้วยประสิทธิภาพ”
นายอนุทินยังกล่าวถึงกรณี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เปิดใจสนับสนุนพรรคกล้าธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้บอกว่าจะมาช่วยงานพรรค ว่าท่านก็ยังบอกว่ารักตนอยู่ ต้องถามให้จบ แต่แนวทางในการทำงานทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกันยังแนบแน่น และปรารถนาดีต่อกันตลอดเวลา ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งจริงๆ เราไม่ได้คุยกันด้วย
ส่วนนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจักรภพ เพ็ญแข ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ลงพื้นที่ปราศรัยช่วยผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทยที่ จ.สุพรรณบุรี โดยจัดปราศรัยรวม 4 เวที ในพื้นที่ อ.บางปลาม้า, อ.อู่ทอง, อ.ดอนเจดีย์ และปิดท้ายเวทีใหญ่ที่ อ.เมืองสุพรรณบุรี
แดงปลุกเปลี่ยนเจ้าของ
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า แม้หลายคนจะบอกว่าสุพรรณบุรีเป็นพื้นที่การเมืองที่มีเจ้าของ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อบุคคลที่เคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมายาวนาน ตัดสินใจเปลี่ยนสังกัดพรรคการเมือง จึงถึงเวลาที่ประชาชนต้องตัดสินใจด้วยตนเองว่า ผลงานที่ผ่านมาได้ตอบโจทย์พื้นที่จริงหรือไม่ 8 ก.พ.นี้คือวันที่ชาวสุพรรณบุรีจะประกาศอิสรภาพ เปลี่ยนการเมืองที่มีเจ้าของ ให้เป็นการเมืองนโยบายที่ทำได้จริง
ส่วนกระแสความกังวลของชาวสุพรรณบุรีว่า หากเลือกพรรคเพื่อไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา จะไม่ได้เป็น สส. นายณัฐวุฒิกล่าวว่า นายวราวุธอยู่ในบัญชีรายชื่ออันดับต้นๆ ของพรรคสีน้ำเงิน จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งคะแนนจากสุพรรณบุรี พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ชาวสุพรรณบุรีไม่ต้องห่วงท็อป เพราะทั้งหนูทั้งเนเขาดูแลอยู่แล้ว”
ขณะเดียวกัน นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรค ปชป.พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่เพื่อช่วยนายเจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร (โจ) ผู้สมัคร สส.เขต 33 (บางพลัด-บางกอกน้อย) โดยนายกรณ์ระบุว่า จากการลงพื้นที่พบว่ากระแสตอบรับพรรคประชาธิปัตย์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ประชาชนได้รับชมการดีเบตของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคบนเวทีใหญ่ ซึ่งได้สร้างความชัดเจนในจุดยืนของพรรค ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
ที่ จ.ชลบุรี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติและแคนดิเดตนายกฯ พร้อมด้วยนายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกฯ นำทีมผู้สมัคร สส.ลงพื้นที่หาเสียง โดยได้กราบสักการะศาลเจ้าพ่อกวนอู จากนั้นได้เดินแนะนำตัวที่บริเวณตลาดไฟฟ้าเสม็ด อ.เมืองชลบุรี
นายเจษฎ์กล่าวว่า พรรครักชาติก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานของการเมืองใหม่ที่ให้ความสำคัญกับภาคพลเมืองเป็นหลัก การเมืองต้องไม่ทอดทิ้งประชาชน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการตีแผ่ข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือใครก็ตาม
“ลองไปดูสิครับ สีแต่ละสี สีส้มนั่งคุยกับสีฟ้าบอกว่าจะไปจับมือกับสีน้ำเงินกันดีไหม เถียงกันไปเถียงกันมา สุดท้ายก็แบะท่าว่าจะไปจับกับสีน้ำเงินกันได้ วันนี้คุณอนุทินเนื้อหอมมากนะครับ ถ้าเปรียบเป็นคนที่มีคนหมายปอง ก็มีคนรุมตอมกันถึง 5 คน"
นายเจษฎ์กล่าวว่า ท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ แสดงให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วก็พร้อมจะประนีประนอมเพื่ออำนาจ ซึ่งไม่ได้การันตีว่าจะไม่ทำในสิ่งเดิมๆ ที่เคยทำมา และประชาชนส่วนใหญ่มักบ่นว่าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง อยากได้นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งกลับพร้อมใจกันเลือกคนเดิม ถ้าท่านพร้อมใจกันไปเลือกคนเดิมๆ มันไม่มีทางเปลี่ยนหรอก ไม่ได้บอกว่าพรรครักชาติดีที่สุด แต่ยืนยันได้ว่าเราไม่เหมือนใครแน่นอน ยืนยันพรรครักชาติเป็นพรรคที่ไม่มีนายทุนหนุนหลัง และไม่มีเจ้าของพรรคตัวจริง ทำให้พรรคมีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องคอยตอบแทนบุญคุณใครเป็นพิเศษ
“เราไม่ต้องตอบแทนใครเป็นการเฉพาะ สิ่งที่เราต้องตอบแทนคือพี่น้องประชาชน ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ตอบแทนประเทศชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์” นายเจษฎ์ระบุ.