โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

สัปดาห์เดียวช่วยเหยื่อสแกมเมอร์ 34 ราย สกัดโอนเงิน 12.8 ล้านบาท

Amarin TV

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์  (ACSC) สัปดาห์เดียวช่วยเหยื่อสแกมเมอร์ 34 ราย สกัดโอนเงิน 12.8 ล้านบาท พร้อมรวบทันควัน หนุ่มกดเงินให้แก๊งสแกมคาตู้ ATM

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สัปดาห์เดียวช่วยเหยื่อสแกมเมอร์ 34 ราย สกัดโอนเงิน 12.8 ล้านบาท พร้อมรวบทันควัน หนุ่มกดเงินให้แก๊งสแกมคาตู้ ATM

วันที่ 19 ม.ค.2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงภายใต้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 11-17 ม.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,518 คดี มูลค่าความเสียหาย 381,533,955 บาท (เฉลี่ยประมาณ 54.50ล้านบาทต่อวัน) ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 4 – 10 ม.ค.69 จำนวน 222 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 3,316,052 บาทแม้ว่าภาพรวมจำนวนคดีจะลดลงเกือบ 3% แต่มูลค่าความเสียหายกลับลดลงเพียงไม่ถึง 1% สะท้อนว่ามูลค่าความเสียหายหายเฉลี่ยต่อคดีในสัปดาห์นี้อาจจะสูงขึ้นกว่าสัปดาห์ที่แล้ว

หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา อันดับ 1. ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีจำนวนมากถึง 69.1% ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าการซื้อของออนไลน์ยังคงเป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้เข้าถึงเหยื่อได้ง่ายที่สุด โดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก กระจายตัวกว้าง แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง

ขณะที่อันดับ 2. คือการหลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัลฯ และอันดับที่ 3. คือการหลอกให้โอนหารายได้พิเศษ เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้ว

ดังนั้นวิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงจากการซื้อสินค้าทางออนไลน์ ประชาชนควรเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” เช่น TikTokShop, Lazada และShopee ซึ่งเป็นระบบที่แพลตฟอร์มจะรับเงินจากผู้ซื้อไว้ชั่วคราว และจะโอนเงินให้ผู้ขายก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้วและยืนยันว่าถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ หากเกิดปัญหา เช่น ไม่ได้รับสินค้า, สินค้าปลอม หรือไม่ตรงปก ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มได้ โดยแพลตฟอร์มจะตรวจสอบและระงับการโอนเงินให้ผู้ขาย โดยเฉพาะการซื้อผ่าน TikTok ควรซื้อผ่านการปักตะกร้าเท่านั้น และควรหลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายนอกระบบหรือโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง

ทั้งนี้แพลตฟอร์ม Facebook, Instagram (IG) และ X (Twitter) เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงมากที่สุด เพราะไม่มีกระเป๋าเงินกลาง ไม่สามารถคุ้มครองผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ตรวจสอบร้านค้าให้รอบคอบ และหลีกเลี่ยงการซื้อขายที่ไม่มีหลักฐาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์

ขณะที่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอันดับ
1. พบความเสียหายเท่ากันใน 2 รูปแบบ คือ การหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลฯ และการหลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ แสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงเน้นการใช้ “ความโลภ” หรือ “ความต้องการรายได้เสริม” เป็นเครื่องมือหลัก ขณะที่อันดับ 2. เป็นการข่มขู่ท่างโทรศัพท์ ที่มียอดความเสียหายใกล้เคียงกับอันดับ 1 เป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าการใช้วิธีทำให้เหยื่อตกใจกลัว ยังคงได้ผลสูงในเชิงมูลค่า

ขณะที่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 20 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 34 รายคิดเป็นจำนวนเงินกว่า 12,808,821 บาท สามารถจับกุมได้ 4 คดี

สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าสูง ได้แก่ เคสที่1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านลาด เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นชายวัย 40 ปี หลังตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ในลักษณะชักชวนให้ร่วมลงทุนหุ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านลาด ร่วมกับ กก.สส.ภ.จว.เพชรบุรี จึงรีบลงพื้นที่เข้าตรวจสอบที่พักอาศัย กลับไม่พบตัวผู้เสียหาย พบเพียงบิดาและมารดาให้ข้อมูลว่า ผู้เสียหายทำงานอยู่ที่ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่จึงประสานพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์และวิดีโอคอล จนทราบว่าผู้เสียหายได้โอนเงินจากบัญชีของตนเองไปยังบัญชีปลายทางของกลุ่มคนร้ายหลายครั้ง โดยแม้ธนาคารกสิกรไทยจะมีการแจ้งเตือนว่าบัญชีปลายทางอาจเข้าข่ายเป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง แต่ผู้เสียหายกลับไม่เชื่อ จนกระทั่งบัญขีของตนถูกอายัดไม่สามารถทำธุรกรรมได้ จึงเริ่มสงสัยและติดต่อธนาคารอีกครั้ง ก่อนเชื่อว่าถูกหลอกจริง และรีบแจ้งสายด่วน 1441 เพื่อดำเนินการอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้อง

จากการสอบสวนพบว่า ผู้เสียหายถูกหลอกให้ลงทุนหุ้นตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค.68 หลังรู้จักคนร้ายผ่านทางออนไลน์และติดต่อกันผ่านแอปพลิเคชันชื่อ Binance โดยมีการโอนเงินไปยังบัญชีบริษัทต่างๆ รวม 12 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 3,900,000 บาท จนล่าสุดผู้เสียหายเหลือเงินติดบัญชีเพียง 30,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งให้ผู้เสียหายหยุดติตต่อกับคนร้ายทุกช่องทาง หรือหากคนร้ายมีการติดต่อมาอีกให้รีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทุกครั้ง และให้ผู้เสียหายดำเนินการอายัดบัญชีเกี่ยวข้องทั้งหมด จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองหนองคาย เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย 67 ปี อดีตข้าราชการครู หลังพบว่าถูกคนร้ายใช้กลอุบายหลอกลวงทางทางโทรศัพท์ โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แจ้งว่ามีเอกสารประวัติ กพ.7 ให้ดำเนินการกรอกข้อมูลและแจ้งบัญชีธนาคาร เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของทายาท จากนั้นคนร้ายได้หลอกลวงให้ผู้เสียหายติดต่อผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ และชักจูงให้เข้าใช้งานแอปพลิเคชันธนาคาร พร้อมสั่งการให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนภาษาของระบบ จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินจากบัญชีธนาคาร จำนวน 5 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหาย 2,213,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปพบผู้เสียหายพร้อมอธิบายเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที และให้คำแนะนำในการรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนราธิวาส เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย 61 ปี หลังตกเป็นเหยื่อขบวนการมิจฉาชีพซ่อนกลอุบายหลอกลวงซ้ำซ้อน รวมมูลค่าความเสียหายนับล้านบาท โดยเริ่มจากผู้เสียหายซื้อกำไลทองผ่านเพจมิจฉาชีพเฟซบุ๊กชื่อ “ศรีทรัพย์ มั่นคง” เสนอขายทองคำ พร้อมรับประกันว่าสินค้าตรงปก 100% จากนั้นคนร้ายใช้วิธีเร่งรัดให้โอนเงินให้ตัดสินใจซื้อ เสนอส่วนลด และอ้างเหตุเลี่ยงภาษีเพื่อหายผู้เสียหายโอนเงินแยกเป็น 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 73,000 บาท ภายหลังโอนเงินครบ เพจยืนยันการรับชำระและแจ้งว่าจะจัดส่งสินค้าในวันเดียวกัน แต่เมื่อผู้เสียหายติดตามสอบถามหมายเลขพัสดุ กลับได้รับการบ่ายเบี่ยง ก่อนที่เพจจะเงียบหายและไม่ส่งสินค้าตามที่ตกลงไว้

ต่อมาผู้เสียหายพยายามค้นหาช่องทางช่วยเหลือผ่านแอปพลิชันเฟซบุ๊ก ได้หลงเชื่อติดต่อเพจที่แอบอ้างชื่อ “ตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.)” ซึ่งคนร้ายอ้างว่าคดีได้ถูกส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ก่อนชักจูงให้ติดต่อบุคคลที่อ้างว่าเป็นทนายความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เพื่อดำเนินการขอเงินคืน โดยใช้กลอุบายอ้างว่าเงินจำนวน 73,000 บาท ถูกนำไปหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ และถูกเทรดจนมียอดเงินรวมผลกำไรสูงถึงประมาณ 800,000 บาท จากนั้นอ้างเงื่อนไขว่าผู้เสียหายต้องชำระค่าดำเนินการและค่าประกันความเสี่ยง จำนวน 160,000 บาท เพื่อหยุดระบบเทรดและถอนเงินออกมา ภายหลังการโอนเงิน คนร้ายยังคงสร้างสถานการณ์เท็จ อ้างเกิดข้อผิดพลาดในการถอนเงินและเรียกเก็บค่าภาษีหรือค่าปลดล็อกพอร์ตเพิ่มเติม เพื่อพยายามหลอกให้โอนเงินซ้ำอีกหลายครั้ง มูลค่าความเสียหายรวม 1,730,580 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปพบผู้เสียหายพร้อมอธิบายเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที และให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนผลงานการจับกุมที่น่าสนใจ คดีของ ศปอส.ภ.5 จับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายถอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังได้รับการประสานข้อมูลคดีจากเจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC และตรวจสอบพบความเชื่อมโยงกับขบวนการถอนเงินผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลายเคสไอดี(ผู้เสียหายแจ้งความไว้) จากการสืบสวนพบว่า ผู้ทำหน้าที่กดถอนเงินสดจากตู้ ATM คือ นายอวี้เซิงฯ อายุ 27 ปี มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการถอนเงินให้เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลายคดี กระทั่งทราบความเคลื่อนไหวว่า ผู้ต้องหามักปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานและลงพื้นที่เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ต่อมา เจ้าหน้าที่พบนายอวี้เซิงฯ กำลังทำการถอนเงินสด บริเวณตู้ ATMหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ก่อนเชิญตัวมายัง ศปอส.ภ.5 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

จากการตรวจค้นพบของกลางเป็นเงินสด จำนวน 38,000 บาท และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้รับคำสั่งจากกลุ่มผู้บงการผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม ให้ทำหน้าที่กดเงินสดจากตู้ ATM แบบไม่ใช้บัตรในพื้นที่ต่างๆ จากนั้นถ่ายภาพคิวอาร์โค้ดส่งไปยังกลุ่มเทเลแกรม และรอรับเงินสดจากตู้ เพื่อนำส่งต่อให้บุคคลอื่นในเครือข่าย โดยจะทำการกดเงินในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และได้รับค่าจ้างวันละ 3,000 บาท ขณะนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่น รวมถึงรวบรวมข้อมูลผู้เสียหายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดและจะเร่งดำเนินการคืนทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ให้แก่ผู้เสียหายต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...