โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

คำสอนสุดท้ายจากชีวิต ‘ศ.นพ.ประเวศ วะสี’ ราษฎรอาวุโส ฝากผ่านการปฏิบัติจริง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วงการสาธารณสุขและสังคมไทยต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ราษฎรอาวุโส’ นักคิดและนักปฏิรูปคนสำคัญ ได้ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569 สิริอายุ 93 ปี โดยมีพิธีสวดพระอภิธรรมศพถึงวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2569

การจากไปของท่านไม่เพียงแต่เป็นการปิดฉากชีวิตของปูชนียบุคคล แต่ยังเป็นการทิ้งมรดกทางปัญญาอันล้ำค่าไว้ให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่ออย่างมากมาย สิ่งหนึ่งที่อาจถือได้ว่าเป็น “คำสอนสุดท้ายจากชีวิตคุณหมอประเวศ” คือ “เลือกไม่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในช่วงสุดท้ายของชีวิต”

ท่านสอนเราเรื่อง การ “ยื้อ” ชีวิต กับการ “ยืด” ความทรมาน

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โพสต์ว่า อาจารย์ประเวศ วะสี สอนเราเรื่อง การ “ยื้อ” ชีวิต กับการ “ยืด” ความทรมาน
ท่านอาจารย์ประเวศ เลือกที่จะไม่เข้ารับการรักษาแบบ “ยื้อชีวิต” ในโรงพยาบาล ในวาระสุดท้ายของท่าน เรื่องนี้ถ้าสังคมไทยเข้าใจและนำมาเป็นแบบอย่างตามที่ท่านอาจารย์ปฏิบัติให้ดู จะส่งผลดีมหาศาลต่อตัวผู้ป่วยระยะสุดท้ายเอง ต่อครอบครัวและการบริการสาธารณสุขของประเทศ

ในฐานะที่ผมเป็นแพทย์รักษาคนไข้อยู่หลายสิบปี สถานการณ์ที่ลำบากใจมากที่สุด คือ การทำให้ญาติผู้ป่วย เข้าใจและเลือกการตัดสินใจที่ดีที่สุดต่อทุกฝ่าย

ในผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่หมดหวังแล้วมีคำถามว่า เรากำลัง“ยืด”ความทุกข์ทรมาน Prolong suffering ด้วยการ “Prolong death” หรือ “ยืดเวลาการตายออกไป” หรือไม่ การ “ยื้อชีวิต” ผู้ป่วย เป็นความต้องการของญาติ หรือ ของผู้ป่วยเอง

และระยะเวลาของชีวิตที่ “ยืด” ต่อไปได้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงการ “ยืด” ความทรมาน ยืดเวลาความตายของผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือไม่

กรณีท่านอาจารย์ประเวศ ปีกว่ามานี้ ท่านป่วยเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายนี้ ท่านขออยู่ที่บ้านจนจากไป
ปูชนียบุคคลอย่างท่านอาจารย์ หากจะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ที่มีศักยภาพสูงส่ง จะรักษาให้ท่านหายได้ แม้จะมีอาการป่วยวิกฤตซ้ำ ๆ อีก แต่ท่านบอกพอแล้วที่จะไปโรงพยาบาล
จริง ๆ แล้ว ท่านอาจารย์ประเวศ ยังแตกต่างจากเคสผู้ป่วยระยะสุดท้ายทั่วไป เช่น มะเร็งระยะสุดท้าย สโตรก หัวใจวาย ปอดวาย ระยะสุดท้ายด้วยซ้ำ
ความเป็นแพทย์ทำให้ท่านรู้ว่า เหตุการณ์ในอนาคตของสุขภาพของท่านจะเป็นอย่างไร แม้จะมีการแพทย์ที่ดีที่สุดจากโรงพยาบาลศิริราชที่ดูแลรักษาท่าน
นำมาสู่คำถามว่า การพยายามยืดชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่แพทย์เรียกว่าเป็น Terminal case ส่วนใหญ่แล้วเป็นการ “ยืดความทรมาน ยืดเวลาตาย” ของคนไข้หรือไม่
ที่แม้ว่าเราอาจจะยื้อชีวิตคนไข้สำเร็จได้ครั้งหนึ่ง อีกไม่นานคนไข้ก็จะกลับมาอยู่ในสภาพป่วยระยะสุดท้าย ที่อาการหนักกว่าเดิมจากครั้งก่อน

สิ่งที่ญาติควรต้องเข้าใจและลองคิด

ศ.นพ.ประกิต ระบุอีกว่า ความต้องการยืดชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายของญาติ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถึงความรักความผูกพันที่มีต่อผู้ป่วย ไม่อยากให้ผู้ป่วยจากไป อีกส่วนหนึ่ง มีความคิดที่ว่า เป็นความผิด เป็นบาป ถ้ายอมให้คนไข้จากไป จึงพยายามที่จะให้แพทย์ “ยื้อชีวิต” คนไข้ระยะสุดท้ายไว้ ทุ่มเทเงินทองในการ “ยื้อชีวิต ยืดเวลาตาย” จนตัวเองเป็นหนี้เป็นสินก็ยอม
แต่ญาติต้องเข้าใจว่า คนที่เขารักที่ป่วยระยะสุดท้าย เขาอยู่อย่างทุกข์ทรมานหรือไม่ มีคุณภาพชีวิตอย่างไร เขาต้องการที่จะอยู่ต่อไปในสภาพนั้นหรือไม่ ลองคิดว่าถ้าตัวญาติเองเป็นผู้ป่วย ตัวเองอยากจะอยู่ในสภาพอย่างนั้นหรือไม่

“ยื้อชีวิต ยึดความทุกข์” เพียง “ยืดเวลาตาย”

40 ปีก่อน นายแพทย์เฮนรี ไวลด์ ประจำสถานฑูตเมริกา ที่มาขอร่วมดูผู้ป่วยที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อสังเกตว่า คนไข้ระยะสุดท้ายหลายราย ที่อยู่ในหอผู้ป่วย ถ้าเป็นในอเมริกา เขาจะไม่พยายาม “ยื้อชีวิต” เคสเหล่านี้ เพราะเป็นการ ยื้อชีวิต ยึดความทุกข์ทรมานผู้ป่วย และเพียงแต่ “ยืดเวลาตาย” ที่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ที่จะเป็นภาระแก่ครอบครัว และภาระงบประมาณของประเทศ
ซึ่งในอเมริกา ค่าใช้จ่ายรักษาผู้ป่วยหนักระยะสุดท้ายสูงมาก ๆ บ้านเราแม้จะมีคนที่ฐานะดี ที่ “ไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย” ในการยื้อชีวิตผู้ป่วยที่เป็นญาติ
ผมก็ยังบอกญาติผู้ป่วย ให้คิดถึงความทุกข์ทรมานของผู้ที่ป่วย ที่จะถูกยืดยาวออกไป (Prolong suffering) ให้ถามตัวเองว่า ถ้าตัวเองเป็นผู้ป่วยสภาพเช่นนี้ ท่านจะให้ลูกหลานท่าน ยืดชีวิต ยืดความทรมานต่อไปหรือไม่ และยืนยันว่า ถ้าแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่หมดหวังแล้ว การไม่พยายามยื้อชีวิตผู้ป่วยต่อไป ไม่ใช่เป็นการทำบาป

สิทธิตามกฎหมาย ไม่ยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต

เรื่องการไม่ยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต "กรุงเทพธุรกิจ" มีการนำเสนอประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพราะประชาชนมีสิทธิตามกฎหมาย พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 ในการทำ "พินัยกรรมชีวิต" (Living Will) แสดงเจตนาล่วงหน้าด้วยหวังให้จากไปอย่างสงบ หรือเรียกว่า “การตายดี” โดยจะไม่รับการรักษาที่ทำไปเพียงยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ คือ “การตายดีไม่ใช่การุณยฆาต” แต่เป็นการตายอย่างสงบตามธรรมชาติเมื่ออยู่ในระยะสุดท้ายของโรคที่รักษาไม่หาย โดยผู้ป่วยยังคงได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน

การรักษาเพื่อยืดการตายในผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ไม่อาจฟื้นกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีก ส่งผลกระทบที่รุนแรงใน 4 ด้านหลัก

• ความทรมานของผู้ป่วย การต้องใส่เครื่องช่วยหายใจหรือนอนใน ICU เป็นเวลานานโดยไม่รับรู้ สร้างความเจ็บปวดทั้งกายและใจ

• โรงพยาบาล ทำให้เกิดปัญหาเตียงขาดแคลน โดยเฉพาะห้อง ICU และโรงพยาบาลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการดูแลที่สูงลิ่ว

• ครอบครัว ลูกหลานต้องเสียสละการงานมาดูแล และเผชิญกับความลำบากใจในการตัดสินใจเรื่องการรักษาที่ยืดเยื้อ

• ค่าใช้จ่าย ข้อมูลจากต่างประเทศระบุว่า ค่าใช้จ่ายในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิต อาจสูงถึงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตลอดทั้งชีวิต ซึ่งอาจสูงถึงหลักล้านหรือสิบล้านบาทได้ในระยะเวลาอันสั้น

ไม่ยื้อชีวิต ไม่ใช่การุณยฆาต

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) อธิบายเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญคือการตายอย่างสงบตามธรรมชาติ ไม่ใช่การเร่งให้ตาย แต่เป็นการปฏิเสธเทคโนโลยีที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และสร้างความทรมาน โดยสิทธินี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิตและเป็นโรคที่รักษาไม่หายแล้วเท่านั้น ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย

“พินัยกรรมชีวิตนี้ไม่ใช่การุณยฆาต เพราะประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องดังกล่าว และไม่ใช่การที่แพทย์จะทอดทิ้งผู้ป่วย แต่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบชีวาภิบาล หรือการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพื่อจัดการความปวดและดูแลให้ผู้ป่วยสุขสบายที่สุดจนถึงวินาทีสุดท้ายอย่างมีศักดิ์ศรี”นพ.สุเทพกล่าว

5 ขั้นตอน ทำพินัยกรรมชีวิตอิเล็กทรอนิกส์

ที่ผ่านมาพบปัญหาอย่างหนึ่งที่แม้ผู้ป่วยจะมีการแจ้งเจตจำนงในเรื่องนี้ไว้แล้วแต่ “ในเวลาฉุกเฉิน แพทย์หรือลูกหลานไม่ทราบเจตจำนงของผู้ป่วย” สช. จึงได้พัฒนาระบบ “E-Living Will” หรือพินัยกรรมชีวิตอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น โดยออนไลน์ 24 ชม. สามารถจัดเก็บและแก้ไขเจตนาของตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา และข้อมูลระบบจะเชื่อมต่อกับโรงพยาบาล ทำให้แพทย์ตรวจสอบเจตนาของผู้ป่วยได้ทันทีเมื่อถึงวาระสุดท้าย ช่วยลดความขัดแย้งในหมู่ญาติ

ประชาชนทุกกลุ่มวัยสามารถเริ่มต้นวางแผนได้ง่ายๆ ดังนี้

1. เข้าเว็บไซต์ https://e-livingwill.nationalhealth.or.th

2. สมัครใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD หรือใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก

3. จัดทำหนังสือแสดงเจตนา (สามารถแนบไฟล์เดิมหรือสร้างใหม่ในระบบได้)

4. จัดเก็บข้อมูลในระบบ ซึ่งสามารถเรียกดู พิมพ์ หรือส่งต่อให้ผู้ตัดสินใจแทนได้

5. สถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนจะสามารถค้นหาและให้การรักษาตามเจตนาที่ระบุไว้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...