กางแผนรื้อระบบน้ำอีสาน ชงโมเดลรับเอลนีโญ จี้รัฐเลิกงบเบี้ยหัวแตก
นักวิชาการเสนอแผนยกเครื่องจัดการน้ำลุ่มน้ำมูล รับมือเอลนีโญปี 2026 แก้ปัญหาอีสานแล้งสลับท่วมซ้ำซาก ชู Integrated Water Grid ธนาคารน้ำใต้ดิน โซลาร์เซลล์ และ AI พยากรณ์ระดับหมู่บ้าน จี้รัฐปรับงบประมาณเชิงโครงสร้าง
จากสถานการณ์ความผันผวนของสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอีสาน
ล่าสุด วันที่ 23 ก.พ.69 รองศาสตราจารย์วชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติ อาจารย์วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิลุ่มน้ำมูล สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายว่า ลุ่มน้ำมูลมีพื้นที่ขนาดใหญ่ลำดับต้น ๆ ของประเทศจากทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภาคอีสาน ครอบคลุมหลายจังหวัด (โคราช, บุรีรัมย์, สุรินทร์, มหาสารคาม,ศรีสะเกษ,ยโสธร,อำนาจเจริญ,อุบลราชธานี ) โดยรศ.วชิรวัตติ์ เสนอแนวคิดยุทธศาสตร์จัดการน้ำแบบ "รื้อโครงสร้าง" ต่อรัฐบาล หวังปิดตำนาน "อีสานแล้งซ้ำท่วมซาก"
โดยเสนอเปิด 3 หมัดเด็ด เป็นประเด็นชูหลักที่ต้องการให้รัฐบาล เร่งดำเนินการทันที ยุติงบประมาณ "เบี้ยหัวแตก": 1.เสนอให้ปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณจากรายโครงการย่อยๆ ที่ไม่เชื่อมโยงกัน มาเป็นการทำ "Integrated Water Grid" ในลุ่มน้ำมูลทั้งหมด เพื่อให้สามารถผันน้ำข้ามเขตอำเภอหรือจังหวัดได้จริงในยามวิกฤต 2.ขยายธนาคารน้ำใต้ดินและพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)ระดับชุมชน : ชงโมเดลการเติมน้ำลงใต้ดินในพื้นที่ต้นน้ำและกลางน้ำ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงเอลนีโญ แทนการรอพึ่งพาระบบเขื่อนเพียงอย่างเดียวซึ่งปัจจุบันมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่กักเก็บ รวมทั้งการกระจายขยายนวัตกรรมโซล่าเซลล์ชุมชนสูบน้ำผันน้ำแก้น้ำแล้งในระดับหมู่บ้าน ตำบล 3.ผลักดันAI และดึงข้อมูล Big data มาเชื่อมการพยากรณ์ระดับหมู่บ้าน: เรียกร้องให้มีการติดตั้งระบบ Sensor และใช้ AI ประมวลผลแม่นยำสูงระดับรายตำบล เพื่อให้ชาวบ้านเตรียมตัวรับมือล่วงหน้าได้เกิน 7 วัน ลดความเสียหายภาคการเกษตรที่เคยพุ่งสูงหลักพันล้านบาท "หยุดแก้ปัญหาแบบปะผุ"
"ที่ผ่านมาเราแก้ปัญหาตามหลังพายุมาตลอด ถึงเวลาที่ลุ่มน้ำมูลต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่ทันสมัย หากรัฐบาลยังจัดสรรงบแบบเดิม ผลลัพธ์ก็จะเป็นแบบเดิม คือหน้าน้ำท่วม หน้าแล้งไล่แจกเพียงน้ำดื่ม ซึ่งเป็นวงจรที่ต้องจบเสียที" รศ.วชิรวัตติ์ กล่าว