กางกฎหมายมาตรฐาน "ปางช้าง" เพื่อสวัสดิภาพช้างที่ดี
ภาพช้างเดินลุยน้ำสีแดงขุ่นและไหลเชี่ยวหนีเอาชีวิตรอด หลังน้ำแม่แตงไหลทะลักท่วมปางช้าง ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้ช้างพิการตาบอด "พังพลอยทอง" ถูกน้ำป่าพัดจมไปพร้อมช้าง "พังฟ้าใส" ช้างอีกเชือก กลายเป็นข่าวเศร้าในวันนั้น เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงถึงการจัดการของ "ปางช้าง" ในการช่วยเหลือรับมือช้างเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างภัยพิบัติธรรมชาติ
อ่านข่าว : ขังเดี่ยว-ไม่มีสังคม อันตรายแค่ไหน ? ถ้าควาญต้องเข้าใกล้ "ช้าง"
การบริหารจัดการ เรื่องสุขภาพ สวัสดิภาพ และสิ่งแวดล้อมให้กับช้างในปาง จึงเป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบยกนำกลับมาพูดถึงอีกครั้ง หลายคนอยากรู้ "ปางช้าง" ต้องมีองค์ประกอบ อย่างไรบ้าง มาหาคำตอบกัน
ประเทศไทยมีธุรกิจปางช้างและกิจกรรมท่องเที่ยวเกี่ยวกับช้างอยู่จำนวนมาก มีทั้งปางช้างแบบดั้งเดิม ปางช้างแบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ปางช้างพิการหรือชรา ปางช้างผสมผสาน หลายครั้งปางช้างขาดการจัดการควบคุมดูแลที่ถูกต้องจนเกิดปัญหาสุขภาพ การทารุณกรรม การกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดสวัสดิภาพช้าง จึงจำเป็น โดยเฉพาะในปางช้าง สถานที่ที่มีการเลี้ยงช้างไว้เพื่อทำกิจกรรมที่หลากหลาย
ดังนั้น เพื่อให้มีการจัดสวัสดิภาพตามประเภทและชนิดของสัตว์ จึงเป็นที่มาของ "ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การจัดสวัสดิภาพช้างในปางช้าง พ.ศ.2563" ให้ช้างในปางช้างได้รับการเลี้ยงหรือการดูแลให้มีความเป็นอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมมีสุขภาพอนามัยที่ดี มีที่อยู่ อาหาร และน้ำอย่างเพียงพอ
ส่วนอีกเรื่องจะเป็น มาตรฐานบังคับ เรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง มกษ 6413-2563 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2567 โดยกรมปศุสัตว์เปิดให้ผู้ประกอบการปางช้างยื่นคำขอใบอนุญาตผู้ผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ และขอรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง โดยมีผู้ประกอบการปางช้างได้รับใบอนุญาตผู้ผลิตฯแล้ว 164 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.ย.67)
การกำหนดมาตรฐานปางช้างเป็นการยกระดับการเลี้ยงและการจัดสวัสดิภาพช้าง ทั้งยังเป็นการป้องกันการทารุณกรรมช้างตามหลักสากล
วันนี้จะพาไปทำความเข้าใจมาตรฐานบังคับ เรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง ซึ่งจัดทำโดยอาศัยข้อมูลจากมาตรฐานการปฎิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (มกษ 6413-2564) ให้มากขึ้น
มาตรฐานบังคับ เรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง
"ปางช้าง" คือ สถานที่ประกอบกิจการเลี้ยงหรือรวบรวมช้าง เพื่อการท่องเที่ยว การแสดง หรือประกอบกิจการอื่นที่แสวงหาประโยชน์จากช้าง ไม่ว่าจะเรียกเก็บค่าดูหรือค่าบริการหรือไม่ก็ตาม ทั้งทางตรงและทางอ้อม
การกำหนดปางช้างบังคับเป็นไปตาม พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากผู้ประกอบการปางช้างไม่ได้รับใบอนุญาตผู้ผลิตฯ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท และไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานปางช้างต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท
(หมายเหตุ มาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ ใช้กับปางช้างที่เลี้ยง หรือรวบรวมช้างบ้าน (Domesticated elephant) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephas maximus เท่านั้น )
มาตรฐานบังคับดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึง การเลี้ยงช้างในครัวเรือน โดยไม่มีการประกอบกิจการเกี่ยวกับช้างเพื่อการท่องเที่ยวหรือการแสดง การเลี้ยงช้างไว้ใช้แรงงาน เช่น การชักลาก
องค์ประกอบของปางช้าง
1."ปางช้าง" ทำเลที่ตั้ง ต้องเป็นอย่างไรบ้าง
การเลือกสถานที่ตั้งเพื่อประกอบกิจการปางช้าง นั้น ครอบครองสถานที่อย่างถูกต้อง คำนึงถึงความปลอดภัยของช้างและชุมชน ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน จากอันตรายทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ ที่มีผลต่อสุขภาพ และสวัสดิภาพสัตว์
รวมทั้งต้องมีเส้นทางสะดวกต่อการขนส่งช้าง อาหาร และเวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ และต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อป่าต้นน้ำ แบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนเพื่อสุขลักษณะ และมีสถานที่พักผ่อนสำหรับช้าง
ภาพจาก : กรมปศุสัตว์
2.ปางช้าง ต้องมีขนาดพื้นที่และผัง อย่างไรบ้าง
ปางช้าง ต้องมีขนาดพื้นที่เหมาะสมกับลักษณะกิจกรรมและจำนวนช้าง การวางผังปางช้างต้องเอื้อต่อการปฎิบัติงานที่ถูกสุขลักษณะ มีการแยกพื้นที่ปฎิบัติงานเป็นสัดส่วน เช่น สถานที่พักช้าง พื้นที่พักผ่อนสำหรับช้าง พื้นที่เก็บอาหาร พื้นที่เก็บอุปกรณ์ และพื้นที่รวบรวมขยะและมูลช้าง
3.สถานที่พักช้าง และพื้นที่พักผ่อนสำหรับช้าง
มีสถานที่พักช้าง เพื่อรอให้บริการ หรือ พักจากการบริการ โดยหากเป็น อาคารพักช้าง ต้องมีพื้นที่เพียงพอในการเลี้ยงช้าง มีหลังคาสำหรับกันแดด กันฝน มีการระบายอากาศที่ดี และไม่มีน้ำขังบริเวณพื้นที่อาคารพักช้าง แต่หากไม่ใช่อาคารพักช้าง พื้นที่ต้องมีร่มเงา มีแหล่งน้ำเพียงพอ
มีพื้นที่พักผ่อนสำหรับช้าง เพื่อใช้พกผ่อนในช่วงที่ไม่มีงานบริการ หรือ ช่วงกลางคืน เช่น การล่ามช้าง ไว้ในป่าธรรมชาติหรือสวน หรือในอาคาร มีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 16 ตารางเมตรต่อเชือก โดยใช้เชือดมัดหรือโซ่ล่าม ความยาวไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร
การจัดการปางช้าง
1.การจัดการปางช้าง ต้องมีคู่มือที่แสดงให้เห็นรายละเอียดการปฎิบัติงานที่สำคัญภายในปางช้าง อาทิ การดูแลการจัดการช้างท้อง ช้างคลอด ลูกช้าง ช้างวัยรุ่น ช้างวัยทำงาน ช้างชรา และช้างพิการ, การแยกและการฝึกลูกช้าง, การจัดการช้างตกมันและช้างอาละวาด นอจากนี้ยังมีเรื่องการจัดการด้านสวัดิภาพสัตว์, การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม, การจัดการด้านบริการ การแสดง และการทำงานของช้าง
2.การจัดการอาหารและน้ำ ให้ช้างได้รับอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเหมาะสมสำหรับเลี้ยงช้างโดยเป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558, มีสถานที่เก็บอาหารแยกเป็นสัดส่วน, จัดการให้ช้างทุกเชือกได้กินอาหารและน้ำเพียงพอ และอาหารที่หลากลาย
3.การจัดการอาคารและอุปกรณ์ ต้องทำความสะอาดสม่ำเสมอ บำรุงรักษาอาคารและอุปกรณ์ให้ปลอดภัยต่อช้างและบุคลากร
4.การจัดการแหล่งที่มาของช้าง ช้างบ้านทุกเชือกต้องมีหลักฐานประจำตัวช้างที่ออกให้โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น ตั๋วพิมพ์รูปพรรณ บัญชีลูกครอก
บุคลากร - ของปางช้าง
มีสัตวแพทย์ผู้ควบคุมปางช้าง
ควาญช้างทำหน้าที่เลี้ยงช้าง ต้องมีความรู้ ได้รับการฝึกอบรมหรือฝึกปฎิบัติเกี่ยวกับการเลี้ยงช้าง ดูแลในเรื่องการจัดการอาหาร น้ำ และที่พัก
บุคลากรมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน โดยคำนึงถึงจำนวนของช้างพี่เลี้ยง และประเภทของปางช้าง
บุคลากรอื่น ๆ ที่ให้บริการ ต้องมีความรู้เกี่ยวกับช้าง มีทักษะในการบริการ ดูแลช่วยเหลือผู้มาให้บริการ
บุคลากรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคจากสัตว์สู่คน
จัดหาอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของควาญช้าง มีการทำอุบัติเหตุสำหรับควาญช้าง
สุขภาพช้าง ในปางช้าง
มีการตรวจสุขภาพของช้างประจำปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
มีการป้องกันและควบคุมโรค เช่น ช้างได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค
มีการกักกันโรคสำหรับช้างที่นำเข้าใหม่ แยกช้างป่วยออกจากพื้นที่เลี้ยงช้างปกติ
กรณีเกิดโรคระบาดหรือสงสัยว่าเกิดโรคระบาดต้องปฎิบัติตาม พ.ร.บ.โรคระบาด พ.ศ.2558 และคำแนะนำของกรมปศุสัตว์
การบำบัดโรคต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการสัตวแพย์ พ.ส.2545
ช้างทุกเชือกมีสมุดประจำตัวช้าง
สวัสดิภาพสัตว์
สำหรับสวัสดิภาพสัตว์ ต้องดูแลและปฎิบัติต่อช้างให้มีความเป็นอยู่ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ 5 ประการ นั้นคือ
มีอิสระจากความหิวกระหาย
มีอิสระจากความไม่สะดวกสบาย อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อม
มีอิสระจากความเจ็บปวด การบาดเจ็บ และเป็นโรค
มีอิสระจากความกลัวและทุกข์ทรมาน
มีอิสระในการแสดงพฤติกรรมตามปกติของช้าง
นอกจากนี้ ต้องดูแลปฎิบัติต่อช้างให้มีความเป็นอยู่ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรม และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557
สิ่งแวดล้อม
มีการกำจัดซากขยะของเสีย และน้ำเสีย โดยวิธีที่เหมาะสมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีมาตรการการจัดการมูลช้างไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การจัดการด้านความปลอดภัย
มีบุคลากร และป้ายหรือเอกสาร ให้คำแนะนำ เรื่องความปลอดภัยในการเข้าหาช้าง ให้อาหารช้าง การนั่งบนหลังช้าง และการปฎิสัมพันธ์ใกล้ชิดช้าง
ควาญช้างมีการตรวจสอบพฤติกรรมก่อนเริ่มให้บริการแเก่ผู้มาใช้บริการทุกครั้ง
มีการจัดการด้านความปลอดภัย
มีรั้วกั้นหรือสิ่งกีดขวางระหว่างผู้ให้บริการกับช้าง ขณะที่ชมการแสดงและให้อาหารช้าง
มีสถานที่สำหรับขึ้น - ลง หลังช้างที่มั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย
มีแผนและฝึกซ้อมการปฎิบัติตามแผนในการจัดการภาวะฉุกเฉินในปางช้าง
ภาพจาก : กรมปศุสัตว์
การบันทึกข้อมูล
มีการบันทึกข้อมูลที่สำคัญดังนี้
- ประวัติบุคลากร ประวัติการฝึกอบรมหรือฝึกปฎิบัติ และผลการตวจสุขภาพประจำปี
- แหล่งที่มาของอาหารและน้ำ
- การใช้สารเคมี ยาฆ่าเชื้อ หรือวัตถุอันตรายทางการปศุสัตว์
- การใช้ยาสัตว์และอาหารเสริม
- บันทึกใบอนุญาตเคลื่อนย้ายช้าง
ทั้งนี้ให้เก็บรักษาบันทึกข้อมูลเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี
ประเภทของ "ปางช้าง" ใช้เกณฑ์อะไรในการแบ่ง
ปางช้างแบบดั้งเดิม คือ ปางช้างที่มีกิจกรรมการขี่ช้าง โดยนั่งบนแหย่ง และ/หรือ การชมการแสดงความสามารถของช้าง
ปางช้างแบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศ คือ ปางช้างที่มีกิจกรรมขี่ช้าง โดยนั่งบนแหย่งหรือไม่มีแหย่ง หรือเดินไปด้วยกันกับช้าง หรือมีการให้ความรู้เรื่องช้างและการอนุรักษ์ช้าง
ปางช้างพิการหรือชรา คือ ปางช้างที่มีการนำช้างพิการ หรือช้างชรามาเลี้ยงและดูแล
ปางช้างแบบผสมผสาน คือ ปางช้างที่รวมกิจกรรมของปางช้างดั้งเดิมและปางช้างแบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และมีการปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์
สำหรับปางช้าง มีการแบ่งตามขนาดดังนี้
ปางช้างขนาดเล็ก มีช้างจำนวนไม่เกิน 10 เชือก
ปางช้างขนาดกลาง มีช้างจำนวนตั้งแต่ 11 เชือก ถึง 30 เชือก
ปางช้างขนาดใหญ่ มีช้างจำนวนตั้งแต่ 31 เชือกขึ้นไป
และหากพูดถึง "ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การจัดสวัสดิภาพช้างในปางช้าง พ.ศ.2563" มีเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับกฎหมายการจัดสวัสดิภาพช้างในปางช้าง โดยในกฎหมายนี้ได้ให้ความหมายของ "ปางช้าง" ว่า
สถานที่ที่มีการเลี้ยงช้างไว้เพื่อเป็นพาหนะ เพื่อใช้งาน ใช้ในการแสดง ใช้ในกิจการท่องเที่ยว หรือใช้ในการศึกษาและการอนุรักษ์ ไม่ว่าจะมีการแสวงหาผลประโยชน์โดยตรงจากช้างหรือไม่ก็ตาม การใช้ช้างเพื่อทำงานหรือเพื่อการแสดง ต้องคำนึงถึงสภาพร่างกายและจิตใจของช้าง
การใช้ช้างไว้ขี่เป็นพาหนะ
ช้างที่ใช้ขี่แบบหลังเปล่า ต้องมีอายุตั้งแต่ 10 ปี จนถึง 60 ปี หรือมีความสูงจากพื้นถึงไหลของช้างไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร
ช้างที่ใช้ขี่แบบนั่งแหย่ง ต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปี จนถึง 60 ปี หรือมีความสูงจากพื้นถึงไหลของช้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร
การบรรทุกคนหรือสิ่งของ น้ำหนักบรรทุกรวมต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวช้าง และไม่เกิน 350 กิโลกรัม กำหนดเวลาทำงานปกติไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน ระยะเวลาทำงานติดต่อกันแต่ละครั้งต้องไม่เกิน 1 ชั่วโมง กำหนดเวลาพักของช้างหลังทำงานแต่ละครั้งไม่น้อยกว่า 15 นาที ระยะเวลาการฝึกช้างเพื่อขี่เป็นพาหนะต้องไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง
การใช้ช้างเพื่อการแสดง ช้างที่จะใช้ในการแสดงต้องมีอายุตั้งแต่ 3 ปี จนถึง 60 ปี ลักษณะการแสดงต้องไม่เป็นการแสดงที่มีผลกระทบต่อสวัสดิภาพของช้างหรืออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อช้าง เช่น การให้ช้างยืนสองขา การยืน นั่ง หรือเดินบนอุปกรณ์ต่าง ๆ การขับขี่อุปกรณ์ล้อเลื่อน การใช้เสียงดัง เป็นต้น
นอกจากนี้ การใช้ช้างเพื่อประกอบกิจกรรมร่วมกับช้าง ช้างที่จะใช้งาน ต้องมีอายุตั้งแต่ 3 ปี จนถึง 60 ปี ส่วน การใช้ช้างเพื่อการชักลาก ช้างต้องมีอายุตั้งแต่ 25 ปี จนถึง 50 ปี น้ำหนักสำหรับการชักลาก ช้างหนึ่งเชือกต้องไม่เกินร้อยละ 50 ของน้ำหนักตัว
อ่านข่าว : ภารกิจสุดหิน! ย้ายพลายขุนเดช-ดอกแก้ว ช้างไม่คุ้นควาญ