โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เลือด...‘ประชาธิปัตย์’

แนวหน้า

เผยแพร่ 19 มี.ค. 2565 เวลา 17.00 น.

เหมือนเวลานี้ พระแม่ธรณีบีบมวยผมออกมาเป็นเลือด!

“พรรคประชาธิปัตย์” ที่แทบจะเป็น “สถาบันทางการเมือง” หนึ่งเดียวของประเทศไทย ด้วยความอยู่ยงคงกระพันมา 70 กว่าปี มีขึ้น-มีลง มีรุ่งโรจน์ และมีเสื่อมถอยไปตาม “ปกติธรรมดา” ของพรรคการเมือง กำลังถกเถียงกันด้วยเรื่อง “เลือดแท้ เลือดเทียม เลือดเก่า เลือดใหม่ เลือดเข้ม เลือดจาง”

อาจกล่าวได้ว่า ตกอยู่ในสภาวะ “ห้อเลือด” หรือ “เลือดขึ้นหน้า” จนหันมา “ฉะกันเอง” เมามันจนไม่คุมทรง!!

ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะ “เลือดร้อน” คือ ข่าวการลาออกถี่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อันประกอบไปด้วย นายอภิชัยเตชะอุบล, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และนายไพร พัฒโน จนอาจเป็นเหตุให้ถูกตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น ทำไมเลือดไหลออกอีกแล้ว”

1) นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.คณะกรรมการประสานงานองค์กรเครือข่ายภายนอกพรรค เเละคณะกรรมการกิจการสาขาตัวเเทนจังหวัดและสมาชิกพรรค พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ก่อนเข้าโหมดการเลือกตั้งทั้งสนาม กทม.และสนามใหญ่ โดยเปิดเผยว่า ขณะนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีเเละสดใสของพรรคในยุคกัปตันจุรินทร์ ซึ่งเป็นยุคเลือดเเท้จริงๆ ผสมกับเลือดใหม่และเลือดเก่าที่หลั่งไหลกลับบ้านเกิด จึงเป็นการเริ่มต้นยุคที่จะนำไปสู่ความมั่นคงเเละยั่งยืนในการสร้างรากฐานของสถาบันทางการเมืองของชาติ นอกจากนี้ยังเป็นการทำให้เห็นความชัดเจนความไม่มั่นคงส่วนตัวของเเต่ละตัวบุคคลนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี โดยมาอาศัยพื้นที่ของพรรคเพื่อสร้างพื้นที่ทางการเมืองด้วยเหตุผลส่วนตัว

และหลังจากนี้ไปพรรคน่าจะสามารถวางตัวเลือดแท้ เลือดใหม่ที่มีอุดมการณ์ทันสมัย ทำได้ไวทำได้จริง พร้อมเลือดเก่าที่คิดถึงพรรคและบ้านเมืองได้อย่างราบรื่นเเละมั่นคงในเเต่ละพื้นที่เลือกตั้งและอีกหลายหน้าที่ในพรรคเเละตำเเหน่งในสภาฯ รวมถึงในรัฐบาล ซึ่งจะทำให้การคาดการณ์ของทีมยุทธศาสตร์พรรคชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับการตั้งเป้าหมายที่นั่ง สส. 80-100 กว่าที่นั่งสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยจะมีความชัดเจนขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

นายภูมิสรรค์กล่าวต่อว่า การเข้าออกจากพรรคของบุคคลต่างๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดาทุกยุคสมัย เพราะอุดมการณ์ไม่ได้เป็นการบอกกล่าวจากการเรียกร้องหรือคำพูดคำจา เเต่เป็นการพิสูจน์หัวจิตหัวใจเเละตัวตนของเเต่ละบุคคลอย่างเป็นที่ประจักษ์เช่น นายชวน นายบัญญัติ นายจุรินทร์ นายอภิสิทธิ์ นายไตรรงค์ คุณหญิงกัลยา นายนราพัฒน์ หรือเลือดใหม่อย่าง ดร.เอ้-สุชัชวีร์ เมธี ลาบานูน ดร.ดนุวัศ สาคริกนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รวมทั้งตนเองที่อยู่กับบ้านหลังนี้มาตลอด 25 ปี ในหลากหลายบทบาทหน้าที่

ตนเเค่อยากเรียนด้วยความเคารพถึงอีกหลายบุคคลที่กำลังจะออกไป ให้เร่งตัดสินใจเพื่อเห็นเเก่ส่วนรวม เห็นเเก่พรรค ที่อย่างน้อยเคยเป็นบ้านหลังหนึ่งหรือเเค่ที่อยู่อาศัยชั่วคราว ในการวางแผนอนาคตร่วมกับพรรค เพื่อให้เตรียมการวางตัวเลือดเเท้และเลือดใหม่ได้ อันจะนำไปสู่การวางรากฐานอนาคตอย่างยั่งยืนในยุคเลือดเเท้ เลือดใหม่ผสมเลือดเก่าไหลกลับ ของทีมกัปตันจุรินทร์อเวนเจอร์ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายและจุดหมายที่สมบูรณ์ของการเป็นสถาบันทางการเมืองของประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2) แม่ค้าย่านตลาดนัดริมทางรถไฟสามเสน นินทากันให้แซ่ดว่า ไม่มีใครได้ยินการให้สัมภาษณ์ของนายภูมิสรรค์ด้วยปากของเขา และด้วยหูของคนรอฟังเลย แต่ถูกผลิตออกมาในฐานะเอกสารข่าว ที่ “เลือดแท้” เป็นคนร่าง จะเป็น“เลือดแท้ของประชาธิปัตย์” หรือไม่-ไม่ทราบ! แต่เป็น “เลือดแท้ของหัวหน้าพรรค” แน่ๆ เขาว่ากันอย่างนั้น

3) เฟซบุ๊ค เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ขิง) แชร์ข่าวนี้ พร้อมข้อความว่า

“ไม่ใช่ #เลือดแท้ ?

ทุกคนเกิดมาเท่าเทียม มีเลือดสีเดียวกัน มุ่งมั่นทำงานให้พรรคกันเต็มที่แหละครับ ถ้าหากได้รับโอกาสที่เท่าเทียม… ความสำเร็จสร้างด้วยความสามารถ ความเพียรพยายามความมุมานะ

ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน…

ลองทบทวนสิ่งที่พูดออกมาดีๆ นะครับ การใช้วาทกรรมเลือด “แท้” หรือ “เทียม” แบ่งแยกชนชั้นคนนั้น เหมาะสหรือไม่ใน “ยุค” นี้

3) นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่มีสมาชิกพรรคลาออก ว่า พรรคเคารพในการตัดสินใจของสมาชิกพรรคที่ได้ลาออก ส่วนจะไปดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในพรรคการเมืองใดคงไม่สามารถตอบแทนได้ กรณีของนายอภิชัย เตชะอุบล สส.บัญชีรายชื่อนั้น ต้องเอาความจริงมาพูดกันว่าทุกคนทราบดีมานานแล้วว่า ได้มีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคการเมืองอื่นมานานแล้ว อาจจะมีเหตุผลพิเศษที่ไม่ต้องการลาออกจากสมาชิกพรรคได้ คือ หากลาออกก็จะหลุดจาก สส.ทันที แต่ขณะนี้คงเห็นแล้วว่าอายุของสภาผู้แทนราษฎรเหลือไม่มากก็เลยตัดสินใจลาออกไปทำงานการเมืองกับพรรคการเมืองอื่นคนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปก็จะได้มีโอกาสในการทำงานให้กับประชาชนและประเทศ ให้กับพรรคเพื่อไม่ให้เสียโอกาสที่จะทำสิ่งที่ดีๆ ซึ่งพรรคย้ำตลอดมาต้องใช้โอกาสที่มีทำหน้าที่ให้กับประชาชนประเทศให้มากที่สุด ส่วนคนอื่นที่ลาออกยังไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง แต่ทั้งหมดจะกล่าวว่าเป็นผลมาจากปัญหาภายในพรรคก็จะเกิดความเป็นธรรมต่อพรรค เพราะอย่างที่บอกว่าคนที่ลาออกไปมีเหตุผลโดยส่วนตัวที่แตกต่างกัน

นายราเมศ กล่าวว่า พรรคเป็นสถาบันทางการเมือง ผ่านความเปลี่ยนแปลงมามากมายหลายสถานการณ์ สิ่งที่สำคัญที่พรรคดำเนินการมาตลอดคือมุ่งมั่นก้าวไปข้างหน้าเพื่อประชาชน ขณะนี้ต้องถือว่าการเลือกตั้งใหญ่กำลังจะมาถึงทุกคนในพรรคมีความตั้งใจ ร่วมมือกันเพื่อก้าวไปข้างหน้าทุกคนในพรรคคือส่วนสำคัญของพรรค การเปลี่ยนแปลงแปรเปลี่ยนของตัวบุคคลเกิดขึ้นได้เสมอ แต่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องอยู่เพื่อทำงานให้กับประชาชนและประเทศตลอดไปและขณะนี้ทุกคนทุกฝ่ายเตรียมการพร้อมเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งที่จะถึงนี้ มั่นใจพรรคจะได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนมากขึ้นอย่างแน่นอน

นายราเมศ กล่าวถึงที่นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ให้สัมภาษณ์ว่า มีอีกหลายบุคคลที่กำลังจะออกไป ให้เร่งตัดสินใจเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่พรรค ว่า ตนไม่ทราบว่าพูดในนามพรรคหรือไม่ แต่ในฐานะตนเป็นโฆษกพรรคช่วยบอกมาหน่อยมีใครบ้างที่จะลาออก จะได้หาวิธีการพูดคุยทำความเข้าใจกันให้ถึงที่สุดก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอาจกระทบความรู้สึกหลายๆ คนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

4) นายชัยชนะ เดชเดโช สส. นครศรีธรรมราช และรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายไพรพัฒโน ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยปรากฏตัวในการประชุมพรรคเศรษฐกิจไทยว่า ก็เข้าใจถึงความจำเป็นทางเลือกการเมืองที่มีไม่มากนัก ตามที่นายไพร กล่าวอ้าง แต่ควรที่บอกเหตุผลและข้อเท็จจริงให้ประชาชนและคนในพื้นที่รับทราบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่พูดจาในลักษณะให้ร้ายบ้านเก่าเพื่อเอาใจบ้านใหม่

“ที่ผ่านมาคนในพื้นที่ก็ทราบดีว่า นายไพร ได้ทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างเปิดเผยกับพรรคการเมืองอื่นๆ จนกระทั่งมาร่วมประชุมกับพรรคเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้
ดังนั้น ทางพรรคฯ จึงจะต้องหาคนดีและมีคุณภาพ เพื่อที่จะให้ชาวบ้านในพื้นที่พิจารณาและสร้างเชื่อมั่นได้ว่า สามารถทำงานทดแทน นายไพร ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย”

ส่วนกรณี นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.คณะกรรมการประสานงานองค์กรเครือข่ายภายนอกพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ระบุให้คนที่มีทีท่าว่าจะลาออกจากสมาชิกพรรค รีบตัดสินใจว่าจะอยู่กับพรรคต่อหรือไม่ เพื่อจะได้คัดเลือกผู้สมัครฯ โดยเร็วนั้น ตนเห็นว่า นายภูมิสรรค์ ไม่ควรที่จะออกมาพูดจาในลักษณะแบบนี้ เพราะดูเหมือนเป็นการบีบบังคับและไม่ให้เกียรติผู้อื่น เนื่องจากว่า สมาชิกพรรคแต่ละคนย่อมมีวิจารณญาณในการตัดสินใจโดยไม่มีใครมาคาดคั้นและเมื่อตัดสินใจไปแล้วก็ต้องเคารพในการตัดสินใจ

“ถ้าหากใครตัดสินใจ แล้วทิ้งท้ายตามทำนอง ให้ร้ายบ้านเก่าเพื่อเอาใจบ้านใหม่ ทางพรรคก็จำเป็นต้องชี้แจงต่อประชาชน อีกทั้ง นายภูมิสรรค์ ก็น่าจะทราบดีถึงขั้นตอนและวิธีการทำงานของพรรคในการคัดเลือกบุคคลมาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งอยู่แล้ว ดังนั้น ตนเห็นว่า เรื่องที่สำคัญในการดำเนินงานของพรรคควรจะต้องให้ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรรมการบริหารพรรคออกมาชี้แจง ดีกว่าการให้ข่าวที่เป็นไปในลักษณะที่ไม่ส่งผลดีต่อสมาชิกพรรคฯ ที่ยังอยู่ในขณะนี้”

5) และแน่นอนว่า สส.อีกหลายคนของพรรคประชาธิปัตย์ อาจได้เห็นข้อความทักท้วงหนึ่ง ที่ส่งกันเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้ “เจริญสติ” ไปด้วยกัน ความว่า

“ผมเห็นว่าการให้สัมภาษณ์แบบนี้ ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น สมาชิกพรรคจะรู้สึกว่าพรรคมีปัญหาความขัดแย้งภายใน มีความหวาดระแวงต่อกัน

ส่วนการพูดถึง สส. และคนในพรรคว่า อาศัยพรรคสร้างพื้นที่การเมืองให้ตัวเอง เป็นคำพูดที่ดูหมิ่นกันอย่างรุนแรงที่สุด คนที่กว่าจะเป็น สส. ต้องผ่านการต่อสู้ในพื้นที่มาหนักหนาสาหัสเพียงไร จะรู้ดีว่าต้องสู้กับอะไรบ้าง จะสรุปแบบดูถูกกันเลยหรือว่า อาศัยชื่อเสียงพรรคมา

ทุกคนที่เป็น สส. เพราะทุกอย่างมันประกอบกัน ทั้งคนและพรรค

แต่เขาเลือกพรรค เพราะอุดมการณ์ตรงใจเขา

ถ้าวันหนึ่งเขาเห็นว่ามันเปลี่ยน เขาย่อมมีสิทธิ์ ที่จะตัดสินใจทางการเมือง

คนที่เลือกพรรคนี้ เพราะอบอุ่นมีความเป็นพี่น้องก็มากเขาสบายใจที่พรรคนี้ทุกคนมีความเป็นเจ้าของเท่าเทียมกัน ไม่มีใครผูกขาดเป็นเจ้าของเที่ยวชี้นิ้วสั่งการใครได้ เพราะพรรคเราเป็นประชาธิปไตย

พรรคไม่มีชีวิต คนต่างหากที่ช่วยกันสร้างชีวิตให้พรรค

พรรคอยู่ได้เพราะทุกคนช่วยกัน กลายเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทุกคนเป็นเจ้าของพรรค รักหวงแหนพรรคด้วยกัน

ไม่มีใครจะผูกขาดความรักพรรคแล้วเที่ยวชี้หน้าคนอื่นว่า คุณมันเลือดไม่แท้ ผมสิแท้กว่าคุณ

คนที่เขาเลือกจะเดินออกจากพรรค อย่าไปชี้นิ้วด่าทอเขาว่า คุณมันเลือดไม่แท้เลยต้องไป เขาจะถามกลับเอาได้ว่า คุณเอาอะไรมาวัด คนบางคนทำงานทุ่มเทสร้างพรรคมา แต่วันหนึ่งเขาอาจเห็นว่าเลือดมันจาง มีการเอาเลือดปลอมปนเข้ามาอาศัยพรรคหาประโยชน์เข้าตน พอมีตำแหน่งทำใหญ่โตคับพรรค ชี้หน้าคนอื่นว่า คุณมันเลือดไม่แท้ เพียงเพื่อกำจัดคนที่ไม่ใช่พวก

เวลานี้ คือ เวลาของการสร้างความเชื่อมั่นให้พรรค ไม่ใช่สร้างความหวาดระแวง แบ่งพรรคแบ่งพวก

อย่าให้ใครเขาว่าได้ว่า พรรคอื่น หาคนเข้าพรรค แต่พรรคนี้ขยันไล่คนออก

ผมหวังแต่ว่า นี่คือ ความเห็นส่วนตัวของคนพูด ที่ต้องรับผิดชอบกับคำพูดแบบนี้ ไม่ใช่ความเห็นของกรรมการบริหารพรรคทุกคน… มิเช่นนั้น สภาพพรรค คงสุดจะคาดเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไร

ไปดูผลโพลจากเรื่องนี้เถอะครับ #ผมรับผิดชอบสิ่งที่ผมเขียนครับ”

6) วันที่ 18 มีนาคม 2565 ที่ จ.เชียงใหม่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมงานพบปะตัวแทนพรรคภาคเหนือ ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว พร้อมนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ปชป.,นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรค หัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย, นายไพฑูรย์ แก้วทอง กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค พร้อม สส. และอดีต สส.ภาคเหนือ กลุ่มพลังคนรุ่นใหม่ NorthDem

นายจุรินทร์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ยุคอุดมการณ์ ทันสมัย มีคนที่มีศักยภาพ คนรุ่นใหม่เดินทางเข้ามาร่วมอุดมการณ์กับพรรคเป็นจำนวนมาก วันนี้กล้าบอกว่า เลือดใหม่ไหลเข้าเยอะและเลือดใหม่นี้ไม่ได้แปลว่าอายุ 16 แต่อายุ 45 อายุ 53 ก็เป็นเลือดใหม่ได้ ความใหม่ไม่ได้อยู่ที่วัยแต่อยู่ที่ศักยภาพ อยู่ที่ความคิดความอ่าน ความทันสมัย ที่จะพัฒนาประเทศของเราเดินไปข้างหน้า ประชาธิปัตย์พิสูจน์ชัดแล้วว่าเรา มีทั้งรุ่นอาวุโส รุ่นกลาง และรุ่นใหม่ๆ ที่จะพัฒนาจากยุวประชาธิปัตย์ ไปเป็น Young Blue ในอนาคต และเป็นความแตกต่างระหว่างประชาธิปัตย์กับหลายพรรคการเมือง

“แม้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจะได้รับเลือกตั้งเพียง 1 คนแต่เที่ยวหน้าไม่ใช่ว่าจะเป็นศูนย์ หรือติดลบ พรรคเรามีขึ้นมีลงมีน้อยมีมาก เราผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้มาแล้ว ครั้งนี้ 1 ครั้งหน้าอาจจะมากกว่านี้ และวันนี้ทีมภาคเหนือประชาธิปัตย์ยังแข็งแรงเข้มแข็งแน่นเหนียวอย่างยิ่ง อดีตสส.ทั้ง 11-12 คน ที่พลาดการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แต่จุดแข็งคือทุกคนที่เป็นอดีตสส.ในปี’54ยังอยู่กับพรรคครบทุกคนและยืนหยัดต่อสู้ต่อไปเพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า” นายจุรินทร์ กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า พรรคได้เตรียม 2 เรื่อง คือ ตัวบุคคล และนโยบาย ยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนภาคเหนือโดยเฉพาะเศรษฐกิจภาคเหนือภายใต้ยุทธศาสตร์ประชาธิปัตย์ภาคเหนือที่เน้น 3 เรื่อง คือ 1.การเกษตรหรือเกษตรกร 2 การค้า ซึ่งรวมถึงการค้าชายแดนและการส่งออก 3.การท่องเที่ยว ซึ่งทั้งการค้าและการท่องเที่ยวจะต้องไม่ใช่การท่องเที่ยวและการค้า แค่ค้าในภาคเหนือ และค้าในประเทศ แต่จะต้องค้าไกลไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และทั่วโลก เป็นยุทธศาสตร์เหนือเชื่อมโลก ที่ต้องขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ปัจจุบันนี้ด่านชายแดนมี 96 ด่าน เป็นด่านชายแดนรอบภาคเหนือ 29 ด่าน ทุกด่านสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของคนภาคเหนือ ประชาธิปัตย์จะทำให้ฝันนี้เป็นจริงที่เป็นรูปธรรม และเรายังมีนโยบายขับเคลื่อนเฉพาะเพื่อพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ด้วย

สรุป : นี่คือ “เสรีภาพ” ในการแสดงความคิดเห็นของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถือว่ามี “ความเป็นประชาธิปไตย” สูงมากแต่เสรีภาพต้องมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” หลักการที่สำคัญคือ เมื่อเลือกจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เป็นหัวหน้าพรรคแล้ว ทุกคนก็ควรส่งเสริมการทำงานของพรรค ผ่านการส่งเสริมหัวหน้าพรรค และหัวหน้าพรรคก็ต้องส่งเสริมพรรคมากกว่าส่งเสริมพวก แม้การมีพวกจะเป็นเรื่องธรรมดา และมีกันทุกคนก็ตาม

พรรคอยู่นานกว่าพวก พวก-เป็นสมบัติส่วนตัว พรรค-เป็นสมบัติส่วนรวม

พยายามรักษาคนที่วันนี้ คุณอาจไม่ถนัดที่จะใช้ ไว้ให้พรรคได้ใช้ในวันข้างหน้า ในสมัยหน้า ในเวลาที่หัวหน้าพรรคเป็นคนอื่นบ้างก็ได้

อย่าให้ “เลือดแท้ของท่าน” เที่ยวรานน้ำใจคนอื่น เช่นกันกับอย่าให้ “การไม่พูดด้วย” บีบบังคับให้คนอื่นต้องตัดสินใจ

“บอกมาหน่อยมีใครบ้างที่จะลาออก จะได้หาวิธีการพูดคุยทำความเข้าใจกันให้ถึงที่สุดก่อน” แบบที่โฆษกพรรคกล่าว คือแนวปฏิบัติที่มีวุฒิภาวะที่สุด ที่ควรมีจริงและใช้กันจริง!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...