ไม่แต่งโป๊ = ไม่โดน? : เมื่อการถูกลวมลาม กลายเป็นภาระของเหยื่อ เมื่อสังคมบอก “ไม่แต่งโป๊ ก็ไม่โดน”?
ตอนที่แล้ว เรานำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากสงกรานต์สีลมกันไปแล้ว แต่ในตอนนี้เราจะมาคุยถึงการแก้ไขปัญหา นับตั้งแต่อุปสรรคในการเอาผิดผู้กระทำในทางกฎหมายที่ค่อนข้างยาก ตลอดจนถึงมุมมองความเห็นของคนในสังคม แล้วจริงหรือไม่ที่ถ้าเราไม่แต่งโป๊ เราจะไม่โดนล่วงละเมิดทางเพศ
หรือนั่นเป็นการผลักภาระให้เหยื่อกันแน่?
> อุปสรรคทางกฎหมายในการเอาผิด
ผู้ก่อเหตุลวนลามช่วงสงกรานต์มักอาศัยความวุ่นวายหลบหนีไปได้ และเหยื่อจำนวนมากไม่กล้าเข้าแจ้งความ – ในการสำรวจพบว่ามีเพียง 25.8% ของผู้ถูกลวนลามเท่านั้นที่ไปแจ้งความดำเนินคดี สาเหตุหนึ่งคือหลักฐานและพยานยากจะชี้ชัดตัวคนผิดในที่ชุลมุน หลายครั้งต้องอาศัยการถ่ายภาพหรือให้พลเมืองดีช่วยจับ
เช่น กรณีปี 2559 ชาวบ้านช่วยกันจับชายต่างด้าววัย 23 ปีที่ใช้มือล้วงอนาจารหญิงสาววัยรุ่นกลางฝูงชนสงกรานต์สีลม ส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดี เคสนี้ตำรวจแจ้งข้อหาว่ากระทำอนาจารโดยที่ผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืน ซึ่งตามกฎหมายอาญามีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แสดงให้เห็นว่ากฎหมายไทยมีบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับการล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ว่าผู้เสียหายจะเป็นเพศใดก็ตาม เพียงแต่การบังคับใช้ในทางปฏิบัติยังมีช่องว่างอยู่มาก
> ปฏิกิริยาจากสังคมและเสียงผู้เชี่ยวชาญ
ประเด็นการคุกคามทางเพศในสงกรานต์สีลมได้รับความสนใจจากภาคประชาสังคม นักสิทธิมนุษยชน นักจิตวิทยา รวมถึงบุคลากรทางกฎหมายในไทยอย่างต่อเนื่อง กลุ่มเฟมินิสต์และองค์กรด้านสิทธิสตรี เช่น มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ออกมารณรงค์ทุกปีให้เทศกาลสงกรานต์เป็นพื้นที่ปลอดภัย มีการยื่นจดหมายต่อผู้ว่าราชการ กทม. มาแล้วหลายครั้ง เพื่อเรียกร้องมาตรการป้องกันการลวนลามในพื้นที่เล่นน้ำ แต่ที่ผ่านมา แนวทางของภาครัฐมักเน้นที่การห้ามแต่งตัวโป๊ โดยให้เหตุผลว่าจะลดโอกาสถูกคุกคาม ซึ่งนักกิจกรรมโต้แย้งว่าเป็นการโยนความผิดให้เหยื่อและปล่อยผู้กระทำลอยนวล
กรณีล่าสุดก่อนสงกรานต์ปี 2566 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้ย้ำ “ห้ามแต่งตัววาบหวิวเล่นสงกรานต์ เพราะเสี่ยงถูกคุกคาม” สร้างความผิดหวังแก่กลุ่มสิทธิสตรีอย่างมาก นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้า แต่มาจากพฤติกรรมของผู้กระทำที่ใช้อำนาจข่มเหงและมักมาเป็นกลุ่ม ไม่ว่าเหยื่อจะแต่งตัวอย่างไรหรืออายุเท่าใดก็ถูกลวนลามได้ เขาเรียกร้องให้เลิกใช้วาทกรรมโทษการแต่งกายเสียที และแนะให้เน้นจับตาพฤติกรรมคุกคามของกลุ่มเสี่ยง (เช่น กลุ่มชายเมาสุราที่จับกลุ่มลวนลามคนอื่น) มากกว่าจะคอยกำกับการแต่งกายของประชาชน
เสียงสะท้อนนี้สอดคล้องกับแคมเปญ #DontTellMeHowToDress ที่ริเริ่มโดยซินดี้ สิรินยา บิชอพ นางแบบชื่อดัง ซึ่งออกมาวิจารณ์แนวคิด “ให้ผู้หญิงแต่งตัวมิดชิดป้องกันถูกลวนลาม” ว่าแก้ไม่ตรงจุด และควรหันไป “Tell men to respect” หรือเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ชายแทน
นักจิตวิทยาและนักสังคมวิทยา ให้ความเห็นว่าปัญหาล่วงละเมิดในเทศกาลสะท้อนค่านิยมเชิงโครงสร้างของสังคมไทยที่ยังมองเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เกิดเป็น “วัฒนธรรมข่มเหงทางเพศ” ที่สืบทอดต่อกันมาโดยไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างเช่น มุขตลกทำนอง “เดินยั่วทั้งคืน โดนล้วงแค่ไอโฟน” ที่เคยแพร่หลายในหมู่ชายหนุ่ม เป็นการปะปนเรื่องการล้วงทรัพย์กับล่วงละเมิดทางเพศเข้าด้วยกันอย่างไม่เหมาะสม เพื่อสื่อว่าผู้หญิงควรจะรู้สึกโชคดีด้วยซ้ำที่ถูกล้วงแค่มือถือไม่ใช่อวัยวะ มุขเช่นนี้ตอกย้ำว่าเราชินชากับการคุกคามทางเพศเพียงใด
นักวิชาการมองว่าการทำให้ความรุนแรงทางเพศกลายเป็นเรื่องตลก คือส่วนหนึ่งของการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมในสังคมชายเป็นใหญ่ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เราเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดของเหยื่อจริงๆ ไปโดยปริยาย
หน่วยงานรัฐและตำรวจ ในช่วงหลังเริ่มตระหนักปัญหามากขึ้น ก่อนสงกรานต์ปี 2568 กระทรวง พม. จับมือ สสส. และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจัดแคมเปญ “สงกรานต์ปลอดภัย สังคมไทยเคารพสิทธิ” กระตุ้นให้คนเล่นน้ำด้วยความสุภาพและแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นการคุกคาม ขณะเดียวกันตำรวจนครบาลก็ประกาศว่าจะจับกุมผู้ลวนลามและดำเนินคดีอย่างจริงจัง หากประชาชนพบเจอสามารถแจ้งสายด่วนได้ทันที ซึ่งมาตรการเหล่านี้สะท้อนว่าสังคมไทยกำลังเริ่มเปลี่ยนทัศนคติ ไม่ยอมรับการลวนลามว่า “เป็นเรื่องปกติ ใครๆ ก็ทำกัน” อีกต่อไป ในการสำรวจปี 2559 แม้ 85.9% เห็นว่าการฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งเป็นเรื่องไม่ควรทำ แต่ก็มีถึง 14% ที่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดายอมรับได้ เสียงจากนักสิทธิสตรีระบุว่าแนวคิดของคนส่วนน้อย 14% นี้เองที่ต้องได้รับการแก้ไข ผ่านการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกเรื่อง “การเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกาย” อย่างกว้างขวางต่อเนื่อง
บทความต่อไปจะมาคุยกันถึงประเด็นกรณีศึกษา และทำไมถึงมีคนประเภทนี้อยู่ในสังคม? เขาลวนลามทำไม? เราจะหาคำตอบมาให้ โปรดติดตามต่อ