โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘ส่งออกไทย’ครึ่งปีหลังหืดจับ!!

ไทยโพสต์

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 19.27 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 17.01 น.

‘ส่งออก’ เป็นอีกส่วนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากปัจจัยกดดันโดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐ ซึ่งจะกลายมาเป็นกติกาการค้าโลกใหม่ที่โลกคงหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการเร่งเจรจาต่อรองเพื่อปรับลดอัตราภาษีลง ซึ่งหลายฝ่ายยังเฝ้าติดตามข้อสรุปอย่างใกล้ชิดต่อไป

ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมาอาจจะเห็นสัญญาณในภาคการส่งออกที่ขยับค่อนข้างแรง ส่วนหนึ่งอาจจะได้รับอานิสงส์มาจากการเร่งนำเข้าและเร่งส่งออก แต่ในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปี 2568 ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา โดย กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า ภาพรวมการส่งออกในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีนี้

การส่งออกจะชะลอตัวลง และยังต้องรอดูผลการเจรจาภาษีสหรัฐด้วยว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร และหากไทยได้อัตราภาษีเดียวกับประเทศในภูมิภาค ที่ระดับ 18-20% การส่งออกของไทยจะไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่ถ้าโดนมากกว่าอัตรานี้จะกระทบขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะสินค้าส่งออกของประเทศในภูมิภาคนี้ใกล้เคียงกัน และไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออก

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายกีดกันทางการค้า และการแข็งค่าของเงินบาท อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า

โดย พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การสร้างความสมดุลทางการค้ากับสหรัฐ ถือว่าเป็นโอกาสให้ไทยเร่งปรับปรุงโครงสร้างการส่งออกไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศเพื่อรองรับการกระจายความเสี่ยงการผลิตและการลงทุน อีกทั้งยังยกระดับสภาพแวดล้อมทางการค้าของประเทศให้แข่งขันได้ในระดับโลกที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินว่า การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จะถูกกดดันหลังผลของการเร่งส่งออกหมดลง และความเสี่ยงจากอัตราภาษีสูงกว่าคู่แข่ง แม้ว่าการส่งออกในเดือน มิ.ย.2568 จะขยายตัวถึง 15.5% ชะลอตัวจากเดือนก่อนที่ 18.4% โดยการส่งออกสินค้ากลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งสินค้าสำคัญที่ขยายตัวสูง ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์, ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง, ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ และผลไม้กระป๋อง และแปรรูป เป็นต้น ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัวในเดือนนี้ ได้แก่ ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เป็นต้น

และแม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 โดยครึ่งแรกของปี 2568 เติบโต 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังเป็นผลมาจากปัจจัยชั่วคราว จากการเร่งนำเข้าเพื่อเลี่ยงผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ ก่อนกลับมามีผลเต็มรูปแบบในวันที่ 1 ส.ค.เป็นหลัก

ทั้งนี้ มีแรงส่งหลักมาจากการขยายตัวของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งคิดเป็น 5.4% ของการเติบโตในมูลค่าส่งออกไทยช่วงครึ่งปีแรก (กว่า 46% เป็นการส่งออกไปสหรัฐ) ซึ่งเป็นสินค้าที่เสี่ยงจะถูกจัดเก็บ Sectoral Tariff จากสหรัฐ แม้ในปัจจุบันยังจะได้รับการยกเว้น รวมถึงการเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ สะท้อนภาพการเร่งนำเข้าสินค้า ซึ่งอาจจะอ่อนแรงลงหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้กลับมาใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 ส.ค.2568

แต่การส่งออกช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะถูกกดดันจากหลายปัจจัยเสี่ยง ทั้งส่วนต่างภาษีศุลกากรตอบโต้ที่สูงกว่าคู่แข่ง การเก็บ Sectoral Tariff ในสินค้าบางกลุ่มเพิ่มเติม ทั้งยังมีโอกาสที่จะถูกเรียกเก็บภาษีสำหรับสินค้าผ่านทาง ตลอดจนแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง

“หลายประเทศเร่งเจรจาและบรรลุข้อตกลงในอัตราภาษีใหม่ที่ปรับลดลง อาทิ เวียดนาม 20% อินโดนีเซีย 19% และญี่ปุ่น 15% ในขณะที่ไทยยังคงเร่งการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงให้ได้ก่อนวันที่ 1 ส.ค. หากไม่สามารถสรุปผลการเจรจาได้ทันจะมีความเสี่ยงต่อการถูกแย่งตลาด เนื่องจากมีส่วนต่างภาษีที่สูงกว่าคู่แข่ง ซึ่งจะกดดันการส่งออกในระยะถัดไป อีกทั้งไทยยังเสี่ยงถูกเรียกเก็บภาษีอัตราพิเศษสำหรับสินค้าผ่านทาง (Transshipment) เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย และเวียดนาม หากพบสินค้าที่มีการสวมสิทธิ์จากประเทศอื่น”.

ครองขวัญ รอดหมวน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...