จับตาทางแก้ ภาระงานครูล้นเกิน หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคสังคม พูดถึงการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน
สืบเนื่องจากกรณีของครูมัท–ข้าราชการครูผู้จบชีวิตตัวเองลง หลังเผชิญปัญหารุมเร้าจากการทำงานในโรงเรียน สังคมก็พูดถึงปัญหาภาระงานล้นเกินของครูไทย พร้อมตั้งคำถามต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึง ‘แนวทางแก้ไข’ ปัญหาที่ยืดเยื้อนี้
ล่าสุดเมื่อวานนี้ (17 มิถุนายน 2568) ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรขับเคลื่อนประเด็นนี้อย่างเร่งด่วน
“เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบบริหารจัดการงานธุรการของโรงเรียนให้เอื้อต่อการทำงานของครูมากที่สุด” เลขาธิการ กพฐ.ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง กับกรณีการเสียชีวิตของครูการเงินและพัสดุของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ พร้อมเน้นย้ำให้ สพฐ.หามาตรการเชิงระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะนี้ซ้ำอีก
จากข้อความในจดหมาย ที่ประชุมฯ พบว่า ภาระงานเอกสารที่มีความซับซ้อน อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างความกดดัน โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีนักเรียนไม่เกิน 60 คน และมีบุคลากรจำกัด แม้ที่ผ่านมา สพฐ. จะได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เข้าไปสนับสนุนด้านงานจัดซื้อ การเงิน และพัสดุแล้วก็ตาม แต่ที่ประชุมฯ ระบุว่าในบางพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไกล โรงเรียนอาจเลือกดำเนินการเองเพื่อความรวดเร็ว ส่งผลให้ภาระตกอยู่กับครูเพียงไม่กี่คน
แนวทางใหม่มีอะไรบ้าง?
สำหรับแนวทางต่อไป สพฐ. ได้มอบหมายให้สำนักการคลังและสินทรัพย์ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนคู่มือปฏิบัติงานเพื่อปรับปรุงขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และออกแบบ ‘ระบบใหม่’ ให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่พิเศษ
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมฯ ระบุว่าจะมีการผลักดันให้ใช้เทคโนโลยีงานธุรการ ‘ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์’ มากขึ้น เพื่อลดภาระงานเอกสาร และให้ครูสามารถทุ่มเทกับภารกิจหลักคือ “การสอน” ได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู เจ้าหน้าที่พัสดุ เจ้าหน้าที่การเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาในเชิงระบบได้อย่างตรงจุด โดยให้รายงานผลภายใน 7 วัน
“ครูไม่ใช่เพียงผู้ปฏิบัติงาน แต่คือหัวใจของระบบการศึกษา เราต้องดูแลครูให้มากเท่ากับที่ครูดูแลเด็ก” เลขาธิการ กพฐ.ย้ำ
กระแสจากสังคม
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายต้องการให้การแก้ไขปัญหาครั้งนี้เป็นไปอย่างตรงจุดและยั่งยืน โดยมีผู้เสนอว่า หน้าที่ด้านเงินและพัสดุ ควรมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ พร้อมลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คุณครูทำหน้าที่สอนได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหา ให้เห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
ส่วน ‘เครือข่ายก่อการครู’ มีข้อเรียกร้องต่อกรณีดังกล่าว 4 ข้อ ได้แก่
1.ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้านและเป็นธรรม :
เพื่อทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และร่วมกันหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอย
2.ยกเครื่องระบบการเงินและพัสดุในโรงเรียน :
กระทรวงศึกษาธิการควรวางระบบการบริหารจัดการงบประมาณ การเงิน และพัสดุในโรงเรียนใหม่ที่โปร่งใส รัดกุม มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตและไม่ปล่อยให้ครูต้องรับผิดชอบทุกอย่างเพียงลำพัง
3.ลดภาระงานครูและเพิ่มบุคลากรสนับสนุนที่มีความเชี่ยวชาญ :
ลดภาระงานครูโดยเฉพาะงานด้านการเงินและพัสดุที่ซับซ้อนเกินบทบาทของครูผู้สอน ควรจัดหาบุคลากรสนับสนุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินและบัญชีโดยตรง และจัดอบรมพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการเงินการบัญชีให้แก่ผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
4.จัดตั้งระบบสนับสนุนสุขภาพจิตในโรงเรียน :
ครูไม่ควรต้องต่อสู้กับความเครียดและความโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ควรมีระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย และไม่ตีตราเพื่อให้ครูและบุคลากรสามารถเข้าถึงการปรึกษาและได้รับการช่วยเหลือได้ทันการณ์
อ้างอิงจาก