โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 12 กรกฎาคม 2568 ปิดลบ 279 จุด กังวลนโยบายภาษีทรัมป์

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 01.29 น.
หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 12 กรกฎาคม 2568 ส์ปิดที่ 44,371.51 จุด ลดลง 279.13 จุด กังวลนโยบายภาษีทรัมป์- หุ้นเทคฯ ฉุดตลาด

ตลาดหุ้นสหรัฐผันผวน ทรัมป์จุดประเด็นสงครามการค้าอีกระลอก นักลงทุนชะลอการลงทุน รอผลประกอบการไตรมาส 2

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อวันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2568 โดยดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 279 จุด หลังจากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเดินหน้ามาตรการเก็บภาษีนำเข้าจากแคนาดาในอัตราสูงถึง 35% พร้อมส่งสัญญาณจะใช้มาตรการเดียวกันกับคู่ค้ารายใหญ่อื่น ๆ อย่างบราซิลและสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากในหมู่นักลงทุนว่า สหรัฐฯ อาจเข้าสู่ “สงครามการค้ารอบใหม่” หากทรัมป์กลับมามีอำนาจอีกครั้ง

ดัชนีหลักร่วงพร้อมกันทั่วกระดาน

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 44,371.51 จุด ลดลง 279.13 จุด หรือ -0.63%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,259.75 จุด ลดลง 20.71 จุด หรือ -0.33%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 20,585.53 จุด ลดลง 45.14 จุด หรือ -0.22%

แม้ในภาพรวม S&P500 จะยังคงบวกกว่า 6% ตั้งแต่ต้นปี 2568 แต่ในรอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลงราว 1% ขณะที่ S&P500 และ Nasdaq ลดลง 0.3% และ 0.1% ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะชะลอตัวของความเชื่อมั่นในตลาดหลังเผชิญข่าวเชิงลบด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ

“ภาษีทรัมป์” กลับมาเขย่าตลาด

การที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากแคนาดาในอัตราสูง เริ่มต้นเดือนหน้า และมีแผนจะขยายภาษี 15%–20% กับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศพันธมิตรอย่าง EU และบราซิล สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อบรรยากาศการลงทุนในระดับโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักลงทุนเริ่มวิตกว่า นโยบายการคุ้มครองทางการค้า (Protectionism) ที่เคยกดดันตลาดในช่วงก่อนหน้าจะกลับมาอีกครั้ง หากทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่งออกของสหรัฐฯ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

นักวิเคราะห์รายหนึ่งชี้ว่า “ตลาดเริ่มเคยชินกับการไม่มีข่าวร้ายด้านภาษีในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ประกาศล่าสุดของทรัมป์เป็นเหมือนการ ‘เตือนสติ’ ว่าภัยเสี่ยงเดิม ๆ ยังไม่หมดไป”

หุ้นเทคโนโลยีเริ่มผันผวน แม้บางตัวยังแรง

แม้ภาพรวมตลาดจะอยู่ในแดนลบ แต่หุ้นเด่นอย่าง Nvidia ยังคงสามารถบวกสวนตลาดได้ถึง 0.5% และแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Nvidia พุ่งทะลุ 4.02 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลก

ในทางตรงกันข้าม หุ้น Meta Platforms ร่วงลง 1.3% หลังมีรายงานจากสื่อยุโรปว่า บริษัทอาจเผชิญกับการตั้งข้อหาผูกขาดจากคณะกรรมาธิการยุโรป หากไม่ยินยอมปรับเปลี่ยนโมเดล "ยินยอมหรือจ่ายเงิน" ของระบบโฆษณา ทำให้เกิดความกังวลว่าการควบคุมภาคเทคโนโลยีจะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นในยุโรป

หุ้นกลุ่มความมั่นคง-ยีนส์ดีดตัวสวนกระแส

หุ้นในกลุ่มผลิตโดรน เช่น AeroVironment และ Kratos Defense & Security Solutions พุ่งขึ้นราว 11% หลังจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ภายใต้การนำของรัฐมนตรีพีท เฮกเซธ ออกคำสั่งเร่งการผลิตโดรนเพื่อใช้ในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง
หุ้น Levi Strauss & Co พุ่งขึ้น 11% หลังประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดดีกว่าคาด และปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้-กำไรตลอดทั้งปี

หุ้น Kraft Heinz พุ่งขึ้น 2.5% ตามรายงานว่า บริษัทเตรียมแยกธุรกิจ เพื่อแก้ปัญหาอุปสงค์ซบเซาในผลิตภัณฑ์ราคาแพง
ปริมาณการซื้อขายลดลง - นักลงทุนชะลอตัวรอผลประกอบการ

การซื้อขายในวันศุกร์ถือว่าค่อนข้างเบาบาง โดยมีปริมาณรวมอยู่ที่ 15.4 พันล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันซึ่งอยู่ที่ 18.3 พันล้านหุ้น สะท้อนการรอดูสถานการณ์ของนักลงทุนก่อนที่ฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 จะเริ่มต้นในสัปดาห์หน้า
โดยบริษัทที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ JPMorgan, Netflix, และ Johnson & Johnson ซึ่งอาจสะท้อนผลกระทบจากภาษีและต้นทุนพาณิชย์ระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี

คาดการณ์กำไรไตรมาส 2: เทคโนโลยียังนำ โภคภัณฑ์อาจอ่อนแรง

ข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S คาดการณ์ว่าบริษัทในดัชนี S&P500 จะมีกำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 5.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน
กลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นผู้นำการเติบโตขณะที่กลุ่มพลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน และสินค้าฟุ่มเฟือย อาจเผชิญภาวะกำไรหดตัวจากต้นทุนพุ่งและกำลังซื้อที่ชะลอลง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...