สภามติเอกฉันท์‘พ.ร.ก.ไซเบอร์-สินทรัพย์ดิจิทัล’ ธนาคาร-ค่ายมือถือร่วมชดใช้ผู้เสียหาย
สภาเอกฉันท์อนุมัติ ‘พ.ร.ก.ไซเบอร์-สินทรัพย์ดิจิทัล’ ให้ธนาคารร่วมชดใช้ค่าเสียหายจากแก๊งคอล เร่งคืนเงินผู้เสียหาย ‘จุติ’ ซัดแรง! ไอ้คนที่ชั่วที่สุดคือไทยดำ เอื้อต่างชาติมาหลอกคนไทย
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ วาระการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 และ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ซึ่งแบ่งเวลาอภิปรายฝ่ายละ 2 ชั่วโมง รวม 4 ชั่วโมง โดยรวมพิจารณา และแยกลงมติทีละฉบับ
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เสนอหลักการว่า ปัจจุบัน มี พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญกรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ยังมีมาตรการบังคับทางกฎหมายที่ยังไม่เพียงพอ กับรูปแบบอาชญากรรม กลุ่มมิจฉาชีพ จึงต้องแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัย เช่น การเร่งคืนเงินให้ผู้เสียหาย, การอาญัติบัญชีม้า, การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ และมาตรการการโอนเงินผิดกฎหมาย ผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล
จากนั้น เปิดให้ สส.อภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยนายจุติ ไกรฤกษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อภิปรายว่า ไม่อยากให้เส้นผมบังภูเขา ขอให้ปราบได้จริง สิ่งที่เห็น ท่านได้ดำเนินการกับคนที่ไปหลบในประเทศเพื่อนบ้าน ภาคเหนือมาแล้ว แต่ยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยังเหลือประเทศเพื่อนบ้านภาคตะวันออก วันนี้ หนู งู หนีจากภาคเหนือไปอยู่ภาคตะวันออกหมดแล้ว
วันนี้ที่ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุนในไทย เพราะข้อมูลรั่วไหล 1 ใน 10 ของโลก มีจุดที่ต้องแก้ไขเยอะ ขอให้เป็นวาระเร่งด่วน ทำไมไม่ใช้ AI มาช่วย บทลงโทษก็เบาไป เหมือนเกรงใจ ตนจะดูว่างบ 2569 จะแต่งตั้งตำรวจสืบสวนได้กี่พันคน รัฐบาลให้เครื่องมือปราบปรามพอเพียงหรือไม่
“เราไปโทษต่างชาติเทา แต่ไอ้คนที่ชั่วที่สุดคือไทยดำ เรามีคนที่เอื้อให้ต่างชาติมาหากินมาหลอกคนไทย ไอ้พวกนี้ ชั่วที่สุดครับ วันนี้ขอให้ท่านทำจริง” นายจุติ กล่าว
ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า ปัจจุบันปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สร้างความเสียหายมหาศาล เชื่อว่า พ.ร.ก.ไซเบอร์ฉบับใหม่นี้ จะช่วยให้หน่วยงานที่กำกับดูแลระบบการชำระเงินโทรศัพท์คมนาคมมีอำนาจจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อได้ดีกว่าที่เป็นอยู่
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประเด็นที่ตนสนใจอย่างมากอยู่ที่มาตรา 8/10 ที่ระบุว่าธนาคาร เครือข่ายมือถือหรือผู้ให้บริการสื่อโซเชียลมีเดียต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายด้วย ไม่ปล่อยให้ผู้เสียหายรับผิดชอบตามลำพัง ซึ่งตนเห็นด้วย เป็นการแก้ไขตรงจุดอย่างมาก
ซึ่งตามมาตรานี้ ธนาคารไม่ต้องกลัวว่าจะเจ๊งล้มละลาย ไม่ต้องกังวล เพราะหากธนาคารต้องร่วมรับผิดชอบ เราจะเห็นการปรับปรุงระบบความปลอดภัยของธนาคารออนไลน์ครั้งใหญ่และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้เท่าทันโจร
“ถ้ากฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ ความเสียหายระดับ 3 หมื่นล้านบาทจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทันที ดังนั้น รัฐบาลต้องใช้กลไกทางกฎหมายนี้ ผลักดันให้ธนาคารเครือข่ายมือถือและผู้ให้บริการโซเชียลที่มีทั้งทุน ทั้งเทคโนโลยี ให้ไปสู้กับโจรออนไลน์ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชน ผู้สูงอายุ ไปดวลกับโจรแบบที่ผ่านมา” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องติดตามต่อนับจากนี้คือการบังคับใช้พ.ร.ก.ไซเบอร์ในภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะการออกกฎหมายลูก อยากถามว่ากฎหมายลูกจะเสร็จเมื่อไหร่ อย่างในมาตรา 8/2 เกี่ยวกับการคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ก็ต้องมีการออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขและกรอบระยะเวลา ต้องถามกระทรวงดีอีว่า จะออกกฎกระทรวงเสร็จเมื่อไหร่
ยืนยันว่าแก๊งคอล ไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรม แต่คือภัยคุกคามของระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างร้ายแรง รัฐบาลอัดฉีดเงินดิจิทัลวอลเล็ตเข้ามาในระบบ พยายามจะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ แต่แก๊งคอล ทำตัวเป็นเครื่องดูดฝุ่น ดูดเงินออกไปปีละ 30,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับพนันออนไลน์ ที่สร้างความเสียหายปีละ 60,000 ล้านบาท
สุดท้าย เงิน 100,000 ล้านบาท ที่จะสร้างพายุหมุนถูกแก๊งคอล และพนันออนไลน์ดูดไปหมด เหลือแค่ 10,000 ล้านบาทแล้วหมุนกลับมาฟอกเป็นเงินบาทในไทย กระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า การแก้ปัญหา เราต้องแยกเป็น 2 มิติ มิติแรก เป็นมิติของการทำลายโครงสร้างอาชญากรรม ซึ่งวันนี้มีปัญหา เขาขาดความต่อเนื่องในการปราบปราม วันนี้จีนเทาเริ่มกลับมาประกอบธุรกิจแบบเดิม ในสถานที่เดิมแล้ว นอกจากนี้ ที่ร้ายแรงไม่น้อยไปกว่าฝั่งเมียนมา คือกัมพูชา
“เราอาจมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชา แต่ต้องยอมรับว่าความก้าวหน้าในการปราบปรามแก๊งเหล่านี้น้อยมาก วันนี้ ขาดประสิทธิภาพ” นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า มิติที่ 2 คือการจัดการภายในประเทศ ไม่ว่าบัญชีม้า ซิมม้า วันนี้แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ แต่แนวโน้มที่มีคนถูกหลอกกลับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แสดงว่ามีปัญหาบางอย่าง เราต้องเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ต้องมั่นใจว่าคนไทยจะได้รับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
แต่วันนี้ยังเปิดให้มีช่องทางที่ควบคุมไม่ได้ ยังไม่มีการหน่วงบัญชี ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นคือถ้าประชาชนถูกหลอก เงินจะไหลเข้าสู่บัญชีม้าแถว 1 2 3 4 ก็ยังเดินทางต่อไปได้ เราไม่สามารถตามเงินต่อได้ โอกาสที่ประชาชนจะได้เงินคืนมีเท่าไหร่ มาตรฐานอยู่ตรงไหน ดังนั้น ต้องมีไกด์บุ๊ก
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าผู้ประกอบการทุกคนทุกค่าย มีทีมทนายความเยอะแยะมากมายในการพิจารณาในศาล เขาจะสามารถแสดงได้ว่าทำตามมาตรฐาน ไม่มีความผิดพลาดในระบบอะไรเลย ส่วนตาสีตาสา จะเอาพยานเชี่ยวชาญจากไหนในการหักล้าง ตนนึกไม่ออกว่าจะทำได้ ดังนั้น การกำหนดแบบนี้ ตนถือว่าไม่ได้เป็นการกำหนดภาระหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับผู้ประกอบธุรกิจอย่างแท้จริง
“ท่านสอบกันเสร็จหรือยัง พลตำรวจตรี ต.เต่าแสดงให้เห็นด้วยว่ารัฐบาลนี้จะเอาผิดกับไทยเทา เจ้าหน้าที่รัฐเทา ประชาชนจะได้เชื่อมั่น วันนี้ ท่านออกมาตรการอะไรมาก็แล้วแต่ ประชาชนจะตั้งคำถามว่ารัฐบาลนี้มีแรงจูงใจมากเพียงพอจริงหรือไม่ ในการปราบปรามแก๊งคอล และการที่ท่านแสดงให้เห็นสิ่งที่ได้ ต้องพิสูจน์ตั้งแต่วันนี้ ผมเชื่อว่าการทำงานของสภากับทางครม. เราจะได้ช่วยกันสนับสนุนแก้ไขปัญหาแก๊งคอลต่อไป” นายรังสิมันต์ กล่าว
จากนั้นที่ประชุมลงมติ อนุมัติ พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ด้วยคะแนน 452 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี และงดออดเสียง 2 เสียง
ขณะที่ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ที่ประชุมอนุมัติ 453 ไม่เห็นด้วยไม่มี และงดออกเสียง 2 เสียง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สภามติเอกฉันท์‘พ.ร.ก.ไซเบอร์-สินทรัพย์ดิจิทัล’ ธนาคาร-ค่ายมือถือร่วมชดใช้ผู้เสียหาย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th