โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดรหัสกลยุทธ์ P&G ดัน "แพนทีน ทรีตเมนต์" บุกตลาด คาดดันยอดโต 300%

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 24 ก.ค. 2568 เวลา 07.47 น. • เผยแพร่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 22.10 น.

นางสาวชิดชนก อมรมนัส P&G Haircare Brand Director บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เผยเทรนด์ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับการบำรุงเส้นผมเชิงลึกมากขึ้น ดันตลาดทรีตเมนต์เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ P&G Haircare

โดยแบรนด์ "แพนทีน" เปิดตัว "ทรีตเมนต์ไข่มุกโปรวี" นวัตกรรมกู้ผมเสียสะสมนาน 3 ปี ที่โดดเด่นด้วยเม็ดไข่มุกโปรวีที่มองเห็นวิตามินและลิพิดด้วยตาเปล่า มั่นใจจุดพลุตลาดแฮร์แคร์มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง พร้อมตั้งเป้ายอดขายทรีตเมนต์ของแพนทีนให้เติบโตถึง 300% ในปีหน้า ชี้ผู้บริโภคยุคใหม่เน้น "ส่วนผสม" และ "ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง" เป็นสำคัญ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ตลาดผลิตภัณฑ์พรีเมียมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เทรนด์ผู้บริโภคไทยหนุนตลาด Haircare พุ่งจากแชมพูสู่ "ทรีตเมนต์" ครบวงจร

นางสาวชิดชนก อมรมนัส เปิดเผยถึงภาพรวมและทิศทางของตลาด Haircare ในประเทศไทยว่า ผู้บริโภคชาวไทยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลเส้นผมอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่ใช้เพียงแชมพู หรือแชมพูคู่ครีมนวด ปัจจุบันความต้องการได้พัฒนาไปสู่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มทรีตเมนต์ ซึ่งหลายคนเริ่มใช้ แชมพูคู่กับทรีตเมนต์ หรือแม้แต่ใช้ครบวงจรทั้งแชมพู ครีมนวด และทรีตเมนต์ในคราวเดียวกัน

"เราเห็นศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ในตลาดกลุ่มนี้ของประเทศไทย จึงนำผลิตภัณฑ์ที่เรียกได้ว่าเป็นทรีตเมนต์ที่ดีที่สุดของแพนทีนมาเปิดตัวในวันนี้"

มูลค่าตลาด Haircare โดยรวมในประเทศไทยมีขนาดใหญ่กว่า 10,000 ล้านบาท และเติบโตอย่างต่อเนื่องมาหลายปี แม้ในปีที่ผ่านมามูลค่าตลาดจะค่อนข้างทรงตัว (Flat) เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ แต่ P&G เชื่อว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทรีตเมนต์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง จะช่วยผลักดันให้ตลาด Haircare โดยรวมกลับมาเติบโตอีกครั้ง

ปัจจุบัน สัดส่วนตลาดแฮร์แคร์ประกอบด้วยแชมพูประมาณ 70% ส่วนครีมนวดและทรีตเมนต์รวมกันคิดเป็น 30% ที่เหลือ โดยสังเกตว่าในอดีตครีมนวดมีสัดส่วนสูงกว่าทรีตเมนต์มาก แต่ปัจจุบันสัดส่วนของทั้งสองประเภทใกล้เคียงกันที่ประมาณ 50:50 สะท้อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของกลุ่มทรีตเมนต์ ทั้งทรีตเมนต์แบบล้างออก (Rinse-off) และแบบไม่ต้องล้างออก (Leave-on)

เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แพนทีน (Pantene) ได้เปิดตัว "แพนทีน ทรีตเมนต์ไข่มุกโปรวี" (Pantene Pro-V Pearls Treatment) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ที่ P&G ภูมิใจนำเสนอ ด้วยความสามารถในการ ฟื้นคืนผมเสียที่สะสมมานานถึง 3 ปีให้กลับมาสวยงาม ได้อย่างน่าอัศจรรย์

จุดเด่นของนวัตกรรมนี้คือเป็น ครั้งแรกที่วิตามินดูแลเส้นผมสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในรูปแบบของ "เม็ดไข่มุกโปรวี" สีเหลืองที่อยู่ในเนื้อทรีตเมนต์ โดยเม็ดไข่มุกเหล่านี้ไม่เพียงอุดมด้วยวิตามิน แต่ยังมี "ลิพิด" ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของผมที่มักสูญเสียไปจากการสระหรือทำเคมี ผลิตภัณฑ์นี้จะช่วยเติมเต็มลิพิดกลับเข้าไปถึงระดับพันธะแกนผม (Bond Repair) เรียกได้ว่าเป็นการผสานสุดยอดนวัตกรรมของแพนทีนไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว

เทรนด์ "ทำสีดัดหนีบ" และ "ส่วนผสมแบบสกินแคร์" ดันตลาดเติบโต

นางสาวชิดชนก วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด Haircare ไว้ 2 ประการหลัก เทรนด์การทำเคมีกับเส้นผมที่เพิ่มขึ้น: ผู้บริโภคนิยมทำสี ยืด หรือดัดผมมากขึ้น ทำให้มีความต้องการโซลูชันที่แอดวานซ์เพื่อแก้ปัญหาผมเสียที่ตามมา หากแบรนด์สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจน ผู้บริโภคก็พร้อมที่จะลงทุน แม้ราคาจะสูงขึ้นเล็กน้อย

เทรนด์ "Ingredient" แบบสกินแคร์ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับส่วนผสมในผลิตภัณฑ์แฮร์แคร์มากขึ้น คล้ายกับการเลือกสกินแคร์ แพนทีนจึงพัฒนาไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ระบุส่วนผสมหลักชัดเจน เช่น โปรวี + คอลลาเจน, โปรวี + เคราติน, โปรวี + ไบโอติน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตลาด

P&G ทุ่มงบ 3 เท่า ผลักดัน "แพนทีน ทรีตเมนต์" ตั้งเป้าโต 300%

P&G ตั้งเป้าให้กลุ่มทรีตเมนต์ของแพนทีนเติบโตสูงถึง 300% ในปีหน้า โดยวางกลยุทธ์หลัก 3 ส่วน การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ทั้งในด้านการฟื้นฟูคุณภาพผม และรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น แบบหลอดและแบบกระปุก

การลงทุนด้านสื่อ (Media Investment) ทุ่มงบประมาณเพิ่มขึ้น 3 เท่าจากปีก่อน เน้นการสร้าง "Talk" หรือการบอกต่อ โดยร่วมมือกับ KOLs (Key Opinion Leaders) และ Hair Experts บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อสร้างบทพิสูจน์ที่เห็นผลจริง นอกจากนี้ยังใช้พรีเซ็นเตอร์อย่าง ญาญ่า, ณเดชน์, หลิน และออม เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์การดูแลเส้นผมแบบ "เป็นคู่" ที่เหมาะกับคนหลากหลายสไตล์

การขยายช่องทางการจัดจำหน่าย (Channel Distribution) ขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทรีตเมนต์ให้ครอบคลุมทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven หรือร้านค้าปลีกพรีเมียมอย่าง Watsons เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายที่สุด

"แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ P&G เชื่อว่าเราไม่สามารถหยุดการเติบโตของ Category ได้"

นางสาวชิดชนกกล่าว พร้อมเสริมว่า P&G มีความพร้อมด้วยนวัตกรรมที่ถูกต้องและตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง โดยสังเกตว่าแม้ภาพรวมตลาดจะทรงตัว แต่ตลาดพรีเมียมแฮร์แคร์ โดยเฉพาะแบรนด์นำเข้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ยังคงมีการเติบโตสูง สะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงพร้อมจ่ายเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า

รับมือคู่แข่งและการขับเคลื่อนแบรนด์ P&G มั่นใจนวัตกรรมและช่องทาง

นางสาวชิดชนก มองว่าการมีแบรนด์จำนวนมาก ทั้งแบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์ขนาดเล็กเข้ามาในตลาด ถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยกระตุ้นพฤติกรรมใหม่ๆ ของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม P&G ยังคงมั่นใจใน นวัตกรรม ของแพนทีน ซึ่งเกิดจากการวิจัยและพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์กว่า 10,000 คนจากสถาบันวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์ "เรามั่นใจว่าในส่วนของนวัตกรรม เราสู้ได้แน่นอน"

ในอนาคต P&G ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เน้นผมสวย (Cosmetic Brand), กลุ่มขจัดรังแค (Anti-Dandruff Brand) หรือกลุ่มพรีเมียม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย โดยเชื่อว่าไม่ว่าลูกค้าจะต้องการแก้ปัญหาใด "สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องการปลายผมที่สวยงาม"

เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคไทย นางสาวชิดชนกชี้ว่า คนไทยเป็นกลุ่มที่ ชอบทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และไม่ได้มี Loyalty สูงมากนัก P&G จึงมุ่งเน้นการสร้าง "Delightful Experience" ในทุกขั้นตอนการใช้ผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แพ็กเกจจิ้ง กลิ่น ไปจนถึงประสิทธิภาพที่เห็นผลจริง เพื่อสร้างความผูกพันและกระตุ้นการซื้อซ้ำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...