โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไทยแจงยกระดับการตอบโต้ เพราะ 'กัมพูชา' ทิ้ง MOU43

แนวหน้า

เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2568 เวลา 17.00 น.

7 มิ.ย. 68 เวลา 16.48 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พระรางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและพสกกระทรวงการต่างประเทศพร้อมด้วย พ.อ.หญิง ผศ.ดร.พญ.ดังใจ สุวรรณกิตติ โฆษกกระทรวงกลาโหม และ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ร่วมแถลงถึงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

โดยนายนิกรเดช กล่าวถึงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตามที่เกิดเหตุปะทะระหว่างของทหารทั้งสองฝ่าย ฝ่ายเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 บริเวณช่องบกอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งฝ่ายไทยมีความจำเป็นต้องป้องกันตนเองและปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยเป็นไปอย่างเหมาะสมได้สัดส่วนและสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และแนวปฏิบัติสากล ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวฝ่ายไทยได้ใช้ความอดทน อดกลั้นและมุ่งแก้ไขสถานการณ์ด้วยสันติวิธี โดยเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาพยายามลดความตึงเครียดในพื้นที่ และจำกัดความขัดแย้งให้อยู่เพียงจุดเกิดเหตุ โดยมีการพูดคุยหารือในทุกระดับ ทั้งระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และกองทัพปกครองทั้งสองประเทศ บนพื้นฐานของความสุจริตใจ และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับกัมพูชา ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศสมาชิกอา ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็เห็นพ้องแนวทางการแก้ไข ปัญหาด้วยสันติวิธี โดยผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้วมาโดยตลอด ล่าสุด เมื่อวันที่ห้ามิถุนายน 2568 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของทั้งสองประเทศ ได้พบหารือกันที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อหารือกัน โดยฝ่ายไทยได้ย้ำอีกครั้งถึงความจำเป็นในการลดระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดน และเสนอให้มีการปรับกำลังทหารให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติเดิมก่อนเกิดเหตุขัดแย้งเพื่อลดโอกาสการปะทะทางทหาร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายที่ฝ่ายกัมพูชา ได้ปฏิเสธทันที ต่อข้อเสนอในการปรับกำลัง และยังมีการเสริมกำลังทหารในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง และปฏิเสธที่จะปฏิบัติตาม MOU ปี 2543 หรือปี ค.ศ. 2000 บนพื้นฐานของการเจรจาแบบสันติวิธี ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียด และทำให้สถานการณ์ในพื้นที่มีความเปราะบางมากยิ่งขึ้น การดำเนินการของฝ่ายกัมพูชาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงการขาดเจตนารมย์ และความจริงใจที่จะร่วมมือกับฝ่ายไทยในการที่จะลดและระงับความตึงเครียดที่มีอยู่เดิมและทำให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ

ดังนั้น เป็นไปตามมติ ที่ประชุม สภาความมั่นคง แห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 และเพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยแก่ประชาชนไทยตามแนวชายแดน ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องพิจารณาใช้มาตรการควบคุมการเปิดปิดจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา โดยที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กองทัพภาคที่1 และกองทัพภาคที่2 รวมถึงกองกำลังจันทบุรี ตราด โดยที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติได้มอบหมายให้กองทัพภาคที่1 และกองทัพภาคที่2 เป็นผู้กำหนดมาตรการหลัก เกณฑ์วิธีและเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลา เงื่อนเวลาที่จำเป็นและเหมาะสม ของการผ่านแดน บริเวณจุดผ่านแดนทุกประเภท ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งความเข้มข้นดังกล่าวเป็นไปตามความตึงเครียดของสถานการณ์ อันเกิดจากความร่วมมือของฝ่ายกัมพูชาในการแก้ไขปัญหา

ขอย้ำว่าการดำเนินการของไทย มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความปลอดภัยของประชาชนไทยและกัมพูชา ในพื้นที่ชายแดน และความสงบเรียบร้อยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยฝ่ายไทยจะคำนึงและระมัดระวังไม่ให้มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการค้าขายและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ ที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว รวมทั้งด้านมนุษยธรรม ฝ่ายไทยขอเรียกร้องอีกครั้งหนึ่งให้ฝ่ายกัมพูชาลดระดับความตึงเครียดตลอดแนวชายแดนเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อประชาชนทั้งสองฝ่ายตามแนวชายแดน

ฝ่ายไทยยืนยันความพร้อมที่จะใช้กลไกทวิภาคีโดยเฉพาะการประชุมคณะกรรม มาธิการร่วมว่าด้วยเขตแดนเจบีซีไทย-กัมพูชา ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2568 นี้ รวมถึงกลไกทวิภาคีอื่นๆที่มีอยู่ เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ บนพื้นฐานของความเคารพและความจริงใจต่อกันเพื่อให้ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับไปสู่ความสงบสุขเพื่อประโยชน์ของประชาชนของทั้งสองประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกองทัพ และทางกระทรวงกลาโหม โดยรองนายกฯและรัฐมนตรีกลาโหม ได้มีข้อกำชับหรือข้อสั่งการอะไรเป็นพิเศษในการดูแลเรื่องนี้อย่างไร และได้มีการดำเนินการในด้านใดไปแล้วบ้าง

พ.อ.หญิง ผศ.ดร.พญ.ดังใจ กล่าวว่า ทางกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่รับและดำเนินการตามนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งที่ผ่านมา ท่านำม่ได้ละเลย หากแต่ท่านได้อดทนและพยายามใช้การเจรจาอย่างสันติวิธี และมากไปกว่านั้นยังได้กำชับหน่วยในพื้นที่ให้เฝ้าระวัง ไม่ให้เกิดการรุกล้ำเพิ่มขึ้นเด็ดขาดขาด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในกระบวนการและความพยายามที่ผ่านมา กลับได้รับการตอบสนองไม่เป็นทางบวกเลย จึงมีการปรับมาตรการต่างๆ โดยล่าสุดทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ประเทศไทย ได้มีมติได้มอบหมายให้กองทัพบกเป็นผู้รับผิดชอบในการนำแผนไปปฏิบัติต่อ ดังนั้น จึงขอให้ทางกองทัพบกได้อธิบายชี้แจงเพิ่มเติม

ทางด้าน พลตรีวินธัย กล่าวว่า กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 และยังมีการประสานกับกองบัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดยในส่วนของกองทัพบกได้มีการมอบอำนาจให้ผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่กองกำลังสุรนารี และกองกำลังบูรพา มีอำนาจในการควบคุมการเปิด-ปิด จุดผ่านแดน ซึ่งตนได้ชี้แจงไปตอนเที่ยงวันนี้แล้ว แตาจะมีเพิ่มเติมลายละเอียดเรื่องของขั้นตอน โดย ขั้นตอนการดำเนินการยังคงนึกถึงผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และกิจกรรมที่มีในบริเวณพื้นที่ ตามแนวชายแดน จึงให้แต่ละหน่วยพิจารณาเรื่องของขั้นตอน โดยมี 4 ขั้นตอน โดย แต่ละจุดอาจจะไม่เหมือนกัน โดยในขั้นตอนแรกเป็นเรื่องของการจำกัด เรื่องของคน ผู้ที่ไม่มีความจำเป็นจริง เช่น กลุ่มคนที่อาจจะไปเล่นการพนัน หรือกลุ่มคนที่จะไปสนับสนุนการ กระทำผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งหน่วยในพื้นที่ก็จะคัดกรองตรงนี้ สำหรับส่วนอื่นๆ เจ้าหน้าที่ยังพิจารณาสามารถที่จะเข้าออกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านผู้บัญชาการทหารบก ท่านค่อนข้างห่วงใยกลุ่มผู้ที่ต้องการเดินทางมาเข้ารับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษา หรือ กลุ่ม คนที่เข้าออกเกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะคนชรา โดยท่านผู้บัญชาการทหารบก ได้เน้นย้ำเป็นกรณีพิเศษไปที่หน่วยในระดับพื้นที่

ส่วนขั้นที่ จะเป็นลักษณะของการ การควบคุม ควบคุม เรื่องเวลา มีการกำหนดช่วงเวลา อาจจะไม่ได้เปิดตลอด หรือเวลาเดิมที่เปิดอยู่นั้นเปิดอยู่ยาว แต่ตอนนี้ ตอนนี้จะเปิดในระยะสั้น ให้มีความ จำเป็นจริงจริง เท่านั้น หรือให้มีการ พิจารณาบางจุดที่ไม่จำเป็น หรือบางจุดที่มีการกระทำผิดกฎหมายบ่อย ๆ เช่น การ ลักลอบนำเข้าสินค้า ซึ่งตรงนี้จะมีการพิจารณาปิดบางจุดที่ไม่จำเป็น ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังคงคำนึงถึงการดำรงชีวิต ใช้ชีวิตวิถีชีวิต ในพื้นที่ชายแดน

และมาตรการสุดท้าย คือ ปิด ทุกจุด ตลอดชายแดน แม้ว่าขณะนี้กองทัพบกได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วย สามารถ ดำเนินการได้ แต่มาตรการต่างๆ ก็คงต้องมีการประสานกับหน่วยทุกๆระดับอยู่เหมือนเดิม

ผู้สื่อข่าวถามว่า กระทรวงการต่างประเทศ การประชุมเจบีซียังมีอยู่ใช่หตือไม่ นายนิกรเดช กล่าวว่า ยังมีอยู่ เรายังคงประสงค์และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะมีการประชุมเจบีซี ในวันที่ 14 มิถุนายน นี้ หวังว่าจะมีการเจรจาแบบจริงใจ ใน ชั้นนี้ทุกอย่างก็เป็นไปตามตำรวจที่จะมีการประชุม

พล.ต.วินธัย กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการเรื่องการควบคุมเข้มงวดในการเปิด-ปิดด่าน คำนึงถึงความปลอดภัยประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ และอยากทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าในมุมของความมั่นคงจำเป็นจริงๆที่จะต้องพิจารณา เพราะหนึ่งชีวิตมรความสำคัญมากในมุมมองของเจ้าหน้าที่ทหาร

ผู้สื่อข่าวถามถามว่า มีด่านไหนที่ปิดไปแล้ว หรือด้านไหนที่มีการปรับเวลาบ้าง พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เนืาองจากจุดมีเยอะแต่ละพื้นที่จะบริหารจัดการไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละจุดอาจจะได้รับโจทย์ หรือมีข้อมูลทางด้านการข่าวหรือมีสิ่งต่างๆในพื้นที่ที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าใน 4 ขั้นนั้น ตรงนี้อยากให้เป็นดุลพินิจ ของหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ฝ่ายปกครองด้วย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพิจารณา

.-008

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...