โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

World Bank ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เป็น 1.8% มอง ‘ความไม่แน่นอนการเมือง’ เป็นความเสี่ยงขาลง

THE STANDARD

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 10.38 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 10.37 น. • thestandard.co
World Bank ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เป็น 1.8% มอง ‘ความไม่แน่นอนการเมือง’ เป็นความเสี่ยงขาลง

World Bank คาดปรับเพิ่ม GDP ไทยปีนี้โต 1.8% ชี้ยังไม่ได้รวม ‘การเมือง’ ในกรณีฐาน แต่เตือน ‘ความไม่แน่นอนการเมือง’ อาจส่งผลให้งบประมาณ-การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานล่าช้า ซึ่งอาจฉุดการลงทุนภาคเอกชนและเศรษฐกิจโดยรวมอีกที

วันนี้ (3 กรกฎาคม) ธนาคารโลก (World Bank) เปิดตัวรายงาน Thailand Economic Monitor ฉบับกรกฎาคม 2025 โดยคาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของ GDP ของไทยจะชะลอลงมาอยู่ที่ 1.8% ในปี 2568 และ 1.7% ในปี 2569 สะท้อนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าโลกในช่วงที่ผ่านมา การส่งออกที่อ่อนแอการบริโภคที่ชะลอตัว และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในระดับปานกลาง

ทั้งนี้ ในประมาณการที่ 1.8% ของธนาคารโลก มีสมมุติฐานว่า สหรัฐฯ จะเก็บภาษีไทยในระดับมากกว่า 10% แต่ไม่ถึง 18% โดยประมาณการล่าสุดนี้ นับว่า ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 1.6% ในรายงาน East Asia and Pacific Economic Update ของธนาคารโลก ฉบับเดือนเมษายน 2025

หากงบประมาณล่าช้า อาจฉุด GDP ลงอีกได้

ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกประจำประเทศไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมว่า ประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่โต 1.8% ยังไม่ได้รวมความไม่แน่นอนทางการเมืองลงไปในกรณีฐาน (Baseline)

โดยในกรณีฐานนี้ World Bank มองว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 จะสามารถผ่านได้ ทำให้นโยบายการคลังยังสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโครงการใหญ่และเล็ก เช่น ถนน น้ำ และรถไฟ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ดร.เกียรติพงศ์ มองว่า หากกระบวนการงบประมาณปี 2569 ล่าช้าไป การเติบโตทางเศรษฐกิจก็อาจลดลงอีกได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อช่วง 2 ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ในรายงานระบุว่า ประมาณการดังกล่าวยังมีความเสี่ยงขาบวก (Upside)และขาลบ (Downside) โดย GDP อาจเติบโตได้เป็น 2.2% ในปี 2568 และ 1.8% ในปี 2569 หากความตึงเครียดด้านการค้าคลี่คลายลง ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนปรับตัวดีขึ้น การดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิผล และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีคุณภาพสูง

ชี้ ‘การเมืองไทย’ เป็นความเสี่ยงขาลง

ส่วนความเสี่ยงขาลบ (Downside) มีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน โดยปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความตึงเครียดด้านการค้าโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น การฟื้นตัวที่ช้ากว่าที่คาดไว้ของการท่องเที่ยว การส่งออกและการบริการที่ชะลอตัวลง

ส่วนปัจจัยในประเทศ ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลให้งบประมาณและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะเกิดความล่าช้าได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชนและการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

World Bank แนะวิธีเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ

ดร.เกียรติพงศ์ กล่าวอีกว่า ศักยภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบันอยู่ที่ราว 2.6-2.7% เท่านับว่าลดลงจากช่วง 10 ปีก่อนที่ระดับราว 3% อย่างไรก็ตาม ศักยภาพเศรษฐกิจไทยสามารถเพิ่มขึ้นได้ไปอยู่ประมาณ 3-4 % หากมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงการศึกษาและระบบสาธารณสุข การปฏิรูปตลาดแรงงานและสังคม และการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง

ไทยควรคว้าโอกาสโชว์ศักยภาพดิจิทัลในงาน Annual Meeting 2025

เมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวว่า “ขณะที่ประเทศไทยเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปี 2569 การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลจะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือ การประชุมระดับโลกครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพอุตสาหกรรมหลักต่างๆ อาทิ บริการดิจิทัล การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ธุรกิจการเกษตร และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งล้วนมีส่วนกำหนดอนาคตของประเทศไทย”

เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยคาดว่ามีมูลค่าราว 6% ของ GDP และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคอาเซียน อุตสาหกรรมบริการการเงิน การชำระเงินดิจิทัล ฟินเทค ซอฟต์แวร์ และวิศวกรรม ถือเป็นกลุ่มที่มีอัตราการจ้างงานเติบโตเร็วที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ว่า เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถเป็นตัวเร่งการเติบโตและสร้างงาน ยกระดับคุณภาพการให้บริการ และเพิ่มผลิตภาพของประเทศได้ ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน

โดยประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตบนมือถือที่ครอบคลุมเกือบทั่วประเทศ และโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะด้านดิจิทัล ที่นับว่าทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค การใช้ดิจิทัล ID และระบบการชำระเงินดิจิทัลอย่างแพร่หลาย (เช่น ThaID และ PromptPay ) ได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเข้าถึงบริการทางการเงินและการขยายตัวของรัฐบาลดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ โดยอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปีตั้งแต่เกิดการระบาดของ COVID-19

จีอึน ชอย นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านดิจิทัลของธนาคารโลก กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ ขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการกระจายตัวทางเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยสามารถปลดล็อกศักยภาพนี้ได้ โดยการปิดช่องว่างด้านข้อมูลคุณภาพสูงและโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล ตลอดจนการส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัล

รายงานฉบับนี้นำเสนอแนวทางการดำเนินการที่สำคัญเพื่อเร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) และอีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงด้านสุขภาพและการเงิน พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นของนโยบายที่มีความสอดประสานกัน เพื่อขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ คุ้มครองข้อมูล และส่งเสริมนวัตกรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...