โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. เปิดทางลูกหนี้ ‘เจรจาก่อนเจ๊ง’ ปรับหนี้ก่อนสายเกินแก้

อีจัน

อัพเดต 19 ก.ค. 2568 เวลา 17.17 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2568 เวลา 00.51 น. • อีจัน

วันนี้ (19 ก.ค. 68) น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภายหลังการบบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพ ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง ประจำปี 2568 “รู้ทันโลกการเงิน ทลายหนี้สู่ความยั่งยืน“ ถึงการดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่า ที่ผ่านมา ธปท. มีมาตรการตามแนวทางการให้สินเชื่อด้วยความรับผิดชอบ หรือ Responsible Lending คือเมื่อลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ก่อนจะเป็นหนี้เสีย (NPL) และหลังเป็นหนี้เสีย เจ้าหนี้ยังต้องช่วยเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวใช้มาตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด สำหรับมาตรการภาษีตอบโต้ที่อาจทำให้รายได้ลดลง จนประสบปัญหาการชำระหนี้ ไม่ต้องรอให้เป็น NPL สามารถเข้าไปขอเจรจา เพื่อปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ได้

ส่วนการปรับอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิต (min pay ) ที่มีการปรับลดการจ่ายขั้นต่ำในช่วงโควิด จาก 10% เหลือ 5% และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ได้มีการปรับเพดานการจ่ายขั้นต่ำขึ้นมาที่ 8% อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้มีหลายฝ่ายมองว่ามีโอกาสที่จะปรับลดจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำไปในระดับ 5% อีกครั้งหรือไม่ นางสุวรรณีกล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว กำลังพิจารณาทบทวนและจะประกาศเร็ว ๆ นี้

ส่วนสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยปัจจุบันอยูที่ 16.4 ล้านล้านบาท โดยไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ 87.4% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 0.1 % ส่วนหนึ่งเกิดจากจีดีพีขยายตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังสถการณ์โควิด สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทยอยปรับลดลงจากเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวอย่างช้า ๆ จากสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ขยายตัวชะลอลง สอดคล้องกับคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลง โดยยังต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อในระยะต่อไป โดยเฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับความคืบหน้าโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ณ วันที่ 15 ก.ค. 2568 มีผู้ลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 1.5 ล้านราย ครอบคลุม 2.0 ล้านบัญชี และจากการสำรวจข้อมูลผลการคัดกรองคุณสมบัติจากสถาบันการเงิน ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2568 พบว่ามีลูกหนี้ที่ลงทะเบียนข้างต้นที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายร่วมโครงการได้จำนวน 6.5 แสนราย (คิดเป็นร้อยละ 34 ของลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 1.9 ล้านราย) เป็นยอดหนี้ 4.8 แสนล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 54 ของยอดหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 8.9 แสนล้านบาท)

ส่วนการดำเนินโครงการระยะที่ 2 ที่เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ก.ค. 2568 มีลูกหนี้มาลงเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งระยะที่ 1 และ 2 แล้ว 7.3 หมื่นราย 1.3 แสนบัญชี ทั้งนี้ สถาบันการเงินจะต้องเร่งติดต่อลูกหนี้เพื่อดำเนินการทำข้อตกลงในการปรับโครงสร้าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...