DBS ชี้ปัจจัย “ภาษีทรัมป์-การเมืองไทย” กดดัน SET อาจร่วงแตะ 1,000 จุด
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (DBS) คาดตลาดหุ้นไทยปี 68 มีโอกาสผันผวนสูงจากประเด็นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และการเมืองในประเทศ หากสถานการณ์เลวร้าย ดัชนีฯ อาจปรับลดเป้าหมายจาก 1,300 จุด เหลือ 1,000-1,100 จุด แนะลงทุนหุ้นปลอดภัยพื้นฐานแกร่ง
นางสาวจันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยในงาน DBS 2H25 CIO Market Outlook ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2568 ยังมีโอกาสแกว่งตัวจากปัจจัยภาษีตอบโต้ (tariff) ของสหรัฐฯ และการเมืองในประเทศไทย
ซึ่งยังมีมุมมองเป้าหมายดัชนีฯ ปีนี้ที่ 1,300 จุด ภายใต้เงื่อนไขการเจรจาลดหย่อนภาษีเหลือกรอบระดับประมาณ 18-20% ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตามหากภาษี tariff ถูกจัดเก็บในระดับ 36% อาจปรับเป้าหมายดัชนีฯ ปีนี้เหลือ 1,100 -1,000 จุด
ปัจจุบันภาพรวมตลาดจับตาประเด็นหลักๆ 2 เรื่อง คือภาษีทรัมป์ และการเมืองไทย โดยหากสถานการณ์ไม่เลวร้ายมองจีดีพีปีนี้โต 1.8% ส่วนถ้าเลวร้ายอาจโตเพียง 1%
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ยังแนะนำหุ้นปลอดภัยและมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งได้แก่กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ PR9, BDMS / กลุ่มการบริโภคในประเทศ ได้แก่ CPALL, COM7, OSP/ กลุ่มสื่อสาร ได้แก่ ADVANC/กลุ่มพลังงาน ได้แก่ BCP/ กลุ่มไฟแนนซ์ ได้แก่ MTC / กอง REIT ได้แก่ WHAIR
ด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทย มองว่ามีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายทางการเงิน(กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง ในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปีหน้า ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในปี 69 มีโอกาสลงมาอยู่ที่ระดับ 1% ด้านเงินบาทคาดปีนี้ 32.80 บาท/ดอลลาร์ และปี 69 แข็งค่าไปที่ระดับ 32 บาท/ดอลลาร์
ด้านนายเวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office, DBS Bank เปิดเผยว่าในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นจุดชนวนสงครามภาษีในระดับโลก รวมทั้งความไม่ชัดเจนด้านนโยบายได้สร้างความเสี่ยงในสินทรัพย์การเงินทั่วโลก โดยแนะนำลดน้ำหนักตลาดพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว เพิ่มน้ำหนักหุ้นยุโรป มองธุรกิจหุ่นยนต์มนุษย์ ระบบอัตโนมัติภาคอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอวกาศเป็นเทรนด์ระเบียบโลกใหม่ และเพิ่มน้ำหนักทองคำควรถือครองเพิ่ม 5-10% ในพอร์ตลงทุน
หุ้น
คงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ และให้น้ำหนัก “Overweight” ต่อหุ้นยุโรป ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษี การจัดสรรการลงทุนตามประเทศ ยังคงขึ้นอยู่กับผลของการ เจรจา ข้อตกลงการค้า ช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งอาจมีผลลัพธ์สองทางอย่างชัดเจน
ยังคงสมมติฐานฐานว่า สหรัฐฯ จะเลือกแนวทางที่เป็น กลางและลดความตึงเครียดกับทั้งจีน และยุโรป ภายในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เรายังคงน้ำหนัก “Underweight” เล็กน้อยในหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากการคาดการณ์กำไรของตลาด ยังคงสูงเกินจริงที่ระดับ 11% เทียบกับ 7%
สำหรับตลาดพัฒนาแล้ว และทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่ากดดันให้นักลงทุนต้องกระจายการลงทุน มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การให้แนวโน้ม ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Nvidia ยังคงตอกย้ำธีมการเติบโตของ AI ว่ายังมีความแข็งแรง
ขณะที่โมเมนตัมในกลุ่มเทคโนโลยีคาดว่าจะช่วยชดเชยจุดอ่อน ในกลุ่มที่ไม่ใช่เทคโนโลยีของ สหรัฐฯ ได้ บางส่วน เรายังคงให้น้ำหนัก “Overweight” ต่อหุ้นยุโรป จากความกังวลด้านความยั่งยืน ทางการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางการจัดสรรการลงทุน รวมถึงแรงหนุน จากการเพิ่มขึ้น ของงบประมาณด้าน กลาโหมในฝั่งเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) หุ้นยังคงมีมูลค่าที่น่าดึงดูด โดยมีส่วนลดอยู่ที่ 33% เมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว และคาดว่ากำไรในปี 68 จะเติบโตถึง 12.4%
ตราสารหนี้
ใช้กลยุทธ์ “Duration Barbell” ท่ามกลางความกังวลด้านการคลัง และเงินเฟ้อ ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดเริ่มหันมาให้ความสนใจกับประเด็นความยั่งยืนทางการคลังหลังอัตราผลตอบแทน พันธบัตร ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ และอุปทาน โดยอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และญี่ปุ่น (JGBs) อายุยาวที่ปรับตัวพุ่งขึ้น
สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งมีแนวโน้มจะยืดเยื้อจากความไม่แน่นอน ของนโยบายภาษี ภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน และการเร่งตัวของปริมาณเงินในระบบ ทั้งในระยะ 3 เดือน และ 12 เดือนข้างหน้า เราจึงปรับลดน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้ว (DM) ลงสู่ระดับ “Neutral”
เนื่องจากคาดว่าผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว จะยังคงอยู่ในระดับสูง และส่วนต่างอัตราผล ตอบแทนระยะสั้น -ยาว มีแนวโน้มชันขึ้น (steepening yield curve) สำหรับตราสารหนี้ภาคเอกชน เรายังคงเน้นลงทุนในกลุ่ม คุณภาพระดับ A/BBB และใช้กลยุทธ์ “Duration Barbell”
โดยเน้นลงทุนในตราสารระดับ Investment Grade ที่มีอายุตั้งแต่ 2-3 ปี และ 7-10 ปี กลยุทธ์ Liquid+ อายุ 2-3 ปี ของเรายังคงมีความเหมาะสมในภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยง ทั้งด้าน การชะลอตัว และเงินเฟ้อ (stagflation) ขณะที่ตราสารหนี้ High Yield (HY) เรายังคงมีมุมมองระมัดระวัง เนื่องจากความเสี่ยงด้านการขยายตัวของส่วนต่าง อัตราผลตอบแทน (credit spread widening)
สินทรัพย์ทางเลือกแนะทองคำ
ให้น้ำหนัก “Overweight” ทองคำ พร้อมเป้าหมายที่ 3,765 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในไตรมาส 4/68 มองหาโอกาสในสินทรัพย์นอกตลาดที่สร้างรายได้ประจำ โดยทองคำยังคงได้รับประโยชน์ไม่ว่าผลลัพธ์ทางนโยบายของ “ทรัมป์ 2.0” จะออกมาในรูปแบบใด ก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งมาตรการลดภาษี และการผ่อนคลายกฎระเบียบของทรัมป์ จะยิ่งตอกย้ำความกังวล ระยะยาว เรื่องการลดค่าเงินของสหรัฐฯ (monetary debasement) ในอีกด้านหนึ่ง โดยแนะนำพอร์ตลงทุนควรมีทองคำติดพอร์ต 5-10%
Thematic focus ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) - DBS มองว่าธุรกิจหุ่นยนต์มนุษย์ (humanoids), ระบบอัตโนมัติภาคอุตสาหกรรม (industrial automation) และกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศ (defence & aerospace) จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์หลักในโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การพึ่งพาตนเองและการปรับฐานการผลิตกลับสู่ภูมิลำเนา (reshoring)