โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

DBS ชี้ปัจจัย “ภาษีทรัมป์-การเมืองไทย” กดดัน SET อาจร่วงแตะ 1,000 จุด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 15.09 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 08.09 น.

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (DBS) คาดตลาดหุ้นไทยปี 68 มีโอกาสผันผวนสูงจากประเด็นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และการเมืองในประเทศ หากสถานการณ์เลวร้าย ดัชนีฯ อาจปรับลดเป้าหมายจาก 1,300 จุด เหลือ 1,000-1,100 จุด แนะลงทุนหุ้นปลอดภัยพื้นฐานแกร่ง

นางสาวจันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยในงาน DBS 2H25 CIO Market Outlook ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2568 ยังมีโอกาสแกว่งตัวจากปัจจัยภาษีตอบโต้ (tariff) ของสหรัฐฯ และการเมืองในประเทศไทย

ซึ่งยังมีมุมมองเป้าหมายดัชนีฯ ปีนี้ที่ 1,300 จุด ภายใต้เงื่อนไขการเจรจาลดหย่อนภาษีเหลือกรอบระดับประมาณ 18-20% ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตามหากภาษี tariff ถูกจัดเก็บในระดับ 36% อาจปรับเป้าหมายดัชนีฯ ปีนี้เหลือ 1,100 -1,000 จุด

ปัจจุบันภาพรวมตลาดจับตาประเด็นหลักๆ 2 เรื่อง คือภาษีทรัมป์ และการเมืองไทย โดยหากสถานการณ์ไม่เลวร้ายมองจีดีพีปีนี้โต 1.8% ส่วนถ้าเลวร้ายอาจโตเพียง 1%

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ยังแนะนำหุ้นปลอดภัยและมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งได้แก่กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ PR9, BDMS / กลุ่มการบริโภคในประเทศ ได้แก่ CPALL, COM7, OSP/ กลุ่มสื่อสาร ได้แก่ ADVANC/กลุ่มพลังงาน ได้แก่ BCP/ กลุ่มไฟแนนซ์ ได้แก่ MTC / กอง REIT ได้แก่ WHAIR

ด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทย มองว่ามีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายทางการเงิน(กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง ในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปีหน้า ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในปี 69 มีโอกาสลงมาอยู่ที่ระดับ 1% ด้านเงินบาทคาดปีนี้ 32.80 บาท/ดอลลาร์ และปี 69 แข็งค่าไปที่ระดับ 32 บาท/ดอลลาร์

ด้านนายเวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office, DBS Bank เปิดเผยว่าในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นจุดชนวนสงครามภาษีในระดับโลก รวมทั้งความไม่ชัดเจนด้านนโยบายได้สร้างความเสี่ยงในสินทรัพย์การเงินทั่วโลก โดยแนะนำลดน้ำหนักตลาดพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว เพิ่มน้ำหนักหุ้นยุโรป มองธุรกิจหุ่นยนต์มนุษย์ ระบบอัตโนมัติภาคอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอวกาศเป็นเทรนด์ระเบียบโลกใหม่ และเพิ่มน้ำหนักทองคำควรถือครองเพิ่ม 5-10% ในพอร์ตลงทุน

หุ้น

คงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ และให้น้ำหนัก “Overweight” ต่อหุ้นยุโรป ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษี การจัดสรรการลงทุนตามประเทศ ยังคงขึ้นอยู่กับผลของการ เจรจา ข้อตกลงการค้า ช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งอาจมีผลลัพธ์สองทางอย่างชัดเจน

ยังคงสมมติฐานฐานว่า สหรัฐฯ จะเลือกแนวทางที่เป็น กลางและลดความตึงเครียดกับทั้งจีน และยุโรป ภายในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เรายังคงน้ำหนัก “Underweight” เล็กน้อยในหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากการคาดการณ์กำไรของตลาด ยังคงสูงเกินจริงที่ระดับ 11% เทียบกับ 7%

สำหรับตลาดพัฒนาแล้ว และทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่ากดดันให้นักลงทุนต้องกระจายการลงทุน มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การให้แนวโน้ม ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Nvidia ยังคงตอกย้ำธีมการเติบโตของ AI ว่ายังมีความแข็งแรง

ขณะที่โมเมนตัมในกลุ่มเทคโนโลยีคาดว่าจะช่วยชดเชยจุดอ่อน ในกลุ่มที่ไม่ใช่เทคโนโลยีของ สหรัฐฯ ได้ บางส่วน เรายังคงให้น้ำหนัก “Overweight” ต่อหุ้นยุโรป จากความกังวลด้านความยั่งยืน ทางการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางการจัดสรรการลงทุน รวมถึงแรงหนุน จากการเพิ่มขึ้น ของงบประมาณด้าน กลาโหมในฝั่งเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) หุ้นยังคงมีมูลค่าที่น่าดึงดูด โดยมีส่วนลดอยู่ที่ 33% เมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว และคาดว่ากำไรในปี 68 จะเติบโตถึง 12.4%

ตราสารหนี้

ใช้กลยุทธ์ “Duration Barbell” ท่ามกลางความกังวลด้านการคลัง และเงินเฟ้อ ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดเริ่มหันมาให้ความสนใจกับประเด็นความยั่งยืนทางการคลังหลังอัตราผลตอบแทน พันธบัตร ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ และอุปทาน โดยอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และญี่ปุ่น (JGBs) อายุยาวที่ปรับตัวพุ่งขึ้น

สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งมีแนวโน้มจะยืดเยื้อจากความไม่แน่นอน ของนโยบายภาษี ภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน และการเร่งตัวของปริมาณเงินในระบบ ทั้งในระยะ 3 เดือน และ 12 เดือนข้างหน้า เราจึงปรับลดน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้ว (DM) ลงสู่ระดับ “Neutral”

เนื่องจากคาดว่าผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว จะยังคงอยู่ในระดับสูง และส่วนต่างอัตราผล ตอบแทนระยะสั้น -ยาว มีแนวโน้มชันขึ้น (steepening yield curve) สำหรับตราสารหนี้ภาคเอกชน เรายังคงเน้นลงทุนในกลุ่ม คุณภาพระดับ A/BBB และใช้กลยุทธ์ “Duration Barbell”

โดยเน้นลงทุนในตราสารระดับ Investment Grade ที่มีอายุตั้งแต่ 2-3 ปี และ 7-10 ปี กลยุทธ์ Liquid+ อายุ 2-3 ปี ของเรายังคงมีความเหมาะสมในภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยง ทั้งด้าน การชะลอตัว และเงินเฟ้อ (stagflation) ขณะที่ตราสารหนี้ High Yield (HY) เรายังคงมีมุมมองระมัดระวัง เนื่องจากความเสี่ยงด้านการขยายตัวของส่วนต่าง อัตราผลตอบแทน (credit spread widening)

สินทรัพย์ทางเลือกแนะทองคำ

ให้น้ำหนัก “Overweight” ทองคำ พร้อมเป้าหมายที่ 3,765 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในไตรมาส 4/68 มองหาโอกาสในสินทรัพย์นอกตลาดที่สร้างรายได้ประจำ โดยทองคำยังคงได้รับประโยชน์ไม่ว่าผลลัพธ์ทางนโยบายของ “ทรัมป์ 2.0” จะออกมาในรูปแบบใด ก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งมาตรการลดภาษี และการผ่อนคลายกฎระเบียบของทรัมป์ จะยิ่งตอกย้ำความกังวล ระยะยาว เรื่องการลดค่าเงินของสหรัฐฯ (monetary debasement) ในอีกด้านหนึ่ง โดยแนะนำพอร์ตลงทุนควรมีทองคำติดพอร์ต 5-10%

Thematic focus ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) - DBS มองว่าธุรกิจหุ่นยนต์มนุษย์ (humanoids), ระบบอัตโนมัติภาคอุตสาหกรรม (industrial automation) และกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศ (defence & aerospace) จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์หลักในโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การพึ่งพาตนเองและการปรับฐานการผลิตกลับสู่ภูมิลำเนา (reshoring)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...