โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ม.ฮาร์วาร์ด เผยผลวิจัย เด็กที่อาศัยใกล้สถานที่แห่งนี้ มักมีแนวโน้ม "ฉลาด" กว่า

sanook.com

เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 16.42 น. • Sanook
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า เด็กที่อาศัยอยู่ใกล้ “สถานที่แห่งนี้” มักมีแนวโน้มฉลาดกว่าคนทั่วไป นักวิจัยอธิบายว่า มีอย่างน้อย 3 กลไกทางชีวภาพและจิตใจที่สามารถอธิบายผลลัพธ์นี้ได้

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า เด็กที่อาศัยอยู่ใกล้ “สถานที่แห่งนี้” มักมีแนวโน้มฉลาดกว่าคนทั่วไป นักวิจัยอธิบายว่า มีอย่างน้อย 3 กลไกทางชีวภาพและจิตใจที่สามารถอธิบายผลลัพธ์นี้ได้

เมื่อพูดถึงความฉลาดของเด็ก พ่อแม่มักนึกถึงปัจจัยอย่างพันธุกรรม โภชนาการ โรงเรียนที่ดี หรือการส่งเสริมพัฒนาการตั้งแต่ยังเล็ก แต่ผลวิจัยจากทีมผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และคณะสาธารณสุขศาสตร์ T.H. Chan กลับพบปัจจัยหนึ่งที่น่าประหลาดใจ นั่นคือ “พื้นที่สีเขียว” รอบตัวเด็ก

งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นที่เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยติดตามกลุ่มเด็กวัยประถมจำนวนหลายร้อยคน และเปรียบเทียบข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของสมอง เช่น ความสามารถในการจดจำ สมาธิ และการคิดวิเคราะห์ กับระดับการสัมผัสพื้นที่สีเขียวในชีวิตประจำวัน ซึ่งรวมถึงสวนสาธารณะ แปลงต้นไม้ รั้วพุ่มไม้ หรือแม้แต่มุมเล็ก ๆ ที่มีต้นไม้ตามละแวกบ้าน

ผลลัพธ์พบว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในย่านที่มีต้นไม้หนาแน่น มีคะแนนด้านการทำงานของสมองส่วนหน้า (executive function) และสมาธิสูงกว่าเด็กที่อยู่ในเขตเมืองที่เต็มไปด้วยคอนกรีตอย่างมีนัยสำคัญ แม้ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ระดับการศึกษาของพ่อแม่ รายได้ หรือคุณภาพโรงเรียนจะใกล้เคียงกันก็ตาม

Kampus Production

ทำไมต้นไม้และพื้นที่สีเขียวจึงช่วยให้เด็ก “ฉลาดขึ้น” ได้?

นักวิจัยอธิบายว่า มีอย่างน้อย 3 กลไกทางชีวภาพและจิตวิทยาที่อธิบายผลลัพธ์นี้ได้ ได้แก่:

  • ธรรมชาติช่วยลดความเครียด: เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่นเขียวขจี มักมีระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนแห่งความเครียด) ต่ำกว่า เมื่อสมองไม่ถูกรบกวนด้วยความเครียด เด็กจะมีสมาธิมากขึ้น เรียนรู้ได้ดีขึ้น และรับข้อมูลใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ช่วยให้หลับสนิทและมีคุณภาพ: งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า สภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดธรรมชาติช่วยให้เด็กนอนหลับลึกและสม่ำเสมอมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของสมอง โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กตอนต้น

  • กระตุ้นการเคลื่อนไหวและจินตนาการ: พื้นที่สีเขียวมักดึงดูดให้เด็กออกจากหน้าจอ เด็กจึงได้วิ่งเล่น สำรวจโลกรอบตัว ใช้จินตนาการ และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาสมองอย่างรอบด้าน

เด็กที่เติบโตท่ามกลาง “ป่าคอนกรีต” ความเสียเปรียบที่หลายคนมองข้าม

สิ่งที่ทำให้ผลการศึกษานี้น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือการสะท้อนความจริงที่หลายเมืองกำลังเผชิญ เด็กกำลังเติบโตห่างไกลจากธรรมชาติ อยู่ท่ามกลางตึกสูงและพื้นปูน

หลายคอนโดมิเนียมแทบไม่มีสนามเด็กเล่น เด็กต้องอยู่แต่ในห้องแอร์ ดูทีวี เล่นโทรศัพท์ พอถึงวันหยุด แทนที่จะได้วิ่งเล่นในสวนหรือสวนสาธารณะ พ่อแม่กลับพาไปห้าง ที่ซึ่งไม่มีดิน ไม่มีหญ้า และไม่มีต้นไม้

ที่ผ่านมา เราอาจกังวลว่าเด็กขาดการเคลื่อนไหว มีปัญหาสายตา หรือเสพติดหน้าจอมากเกินไป แต่งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดได้ส่งสัญญาณเตือนแรงยิ่งกว่าเดิม การขาดธรรมชาติไม่ได้กระทบแค่ร่างกาย แต่ยังค่อย ๆ บั่นทอนพัฒนาการทางความคิดและการเรียนรู้ของเด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว

Vitaly Gariev

พ่อแม่สามารถทำอะไรได้บ้าง?

ข่าวดีคือไม่จำเป็นต้องย้ายบ้านไปอยู่ต่างจังหวัดเพื่อเพิ่มความฉลาดให้ลูก แค่ปรับเปลี่ยนกิจวัตรเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันก็สร้างความแตกต่างเชิงบวกได้แล้ว

  • ใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์พาเด็กไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ ริมทะเลสาบ เยี่ยมชมสวนพฤกษศาสตร์ หรือปีนเขา
  • ให้เด็กได้เล่นกลางแจ้งอย่างน้อยวันละ 30 นาที แม้จะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่มีต้นไม้ในบ้านก็ช่วยได้
  • ปลูกต้นไม้หรือดอกไม้ในกระถางที่ระเบียงหรือทางเดิน และสอนให้ลูกดูแล สังเกต และพูดคุยกับต้นไม้
  • ลดเวลาที่ใช้ในห้างสรรพสินค้า และเพิ่มกิจกรรมกลางแจ้งที่แท้จริงมากขึ้น
  • หากมีความพร้อม เลือกโรงเรียนที่มีสนามเด็กเล่นกว้าง ต้นไม้เขียวขจี และบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ

ความฉลาดเริ่มต้นจากสิ่งที่ “เขียวชอุ่ม”

ในยุคที่พ่อแม่หลายคนพยายามหาวิธีเสริมทักษะ ฝึกเรียนพิเศษ หรือเร่งเรียนล่วงหน้าให้ลูก แต่บางครั้ง แค่เวลาเล่นท่ามกลางธรรมชาติ วิ่งเล่นใต้ร่มไม้ หรือแม้กระทั่งนั่งเฝ้าดูผีเสื้อบินไปมา ก็ช่วยบ่มเพาะปัญญาและจิตใจของเด็กได้อย่างลึกซึ้งเกินคาด

จงจำไว้ว่า ธรรมชาติไม่ใช่แค่ที่พักผ่อน แต่สำหรับเด็กคือห้องทดลอง ห้องเรียน และเวทีสำคัญแห่งการเติบโตทางปัญญา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...