โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

กรณีข่าวโอปป้าถึงยาพิษในมือคุณ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 พ.ค. 2568 เวลา 02.52 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2568 เวลา 02.52 น.

บทความพิเศษ | มีเกียรติ แซ่จิว

กรณีข่าวโอปป้าถึงยาพิษในมือคุณ

ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ข่าวคราวโอปป้า (คนที่เราก็รู้ว่าเป็นใคร) อดีตคนเคยคบหาสาวต่างวัยที่จบชีวิตตัวเองลง และยังคงเงียบกริบไม่มาร่วมงานศพและไม่ออกแถลงการณ์ด้วยตัวเองแต่อย่างใดนั้น จึงถูกกระแสสังคมลุกฮือตีกลับอย่างหนักหน่วง

โลกสีชมพูของเหล่าบรรดาแฟนคลับที่เคยหลงรักโอปป้าผู้นี้ ต่างพร้อมใจกันสบัดอัลฟอลโลว์กันกระหน่ำ แบรนด์ไฮเอนด์ต่างๆ ถอดป้ายปลดสัญญาออกเป็นแถว

แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามแต่ ตื้น ลึก หนา บาง เราคงมิอาจล่วงรู้ข้อเท็จจริงที่เคลือบฉาบความพราวเสน่ห์ของหนุ่มแดนโสมผู้นี้ได้

บทความชิ้นนี้คงไม่มุ่งเจาะลึกลงรายละเอียด สวมแว่นสายตานักจิตบำบัด สำรวจลงลึกรากที่มาของปัญหา สืบเสาะผลกระทบจากวัยเยาว์หรืออะไรทำนองนั้น (อาจแตะต้องเพียงผิวเผิน) ซึ่งมีให้อ่านให้ศึกษาเรียนรู้กันมากต่อมากแล้ว

เพียงแต่อยากจะฉายภาพมุมกว้างถึงสารพันความเป็นคนผ่านหลากหลายตัวละครทั้งในโลกภาพยนตร์และหนังสือ ที่เจียระไนให้เห็นว่า มนุษย์นั้นเป็นเช่นไร

ทำไมมนุษย์จึงมีความต่างจิตต่างใจกันได้ราวกับขาวและดำ เปรียบเสมือนดังคำกล่าวของนักปรุงยาคนหนึ่งที่ว่า สิ่งที่ร้ายแรงยิ่งกว่ายาพิษนั่นก็คือ

‘จิตใจมนุษย์’

ขอยกตัวอย่างภาพยนตร์ Happy-Go-Lucky (2008) ซึ่งเล่าเรื่องราวเล็กๆ แต่ท้นหัวใจของผู้หญิงมองโลกในแง่ดีคนหนึ่ง

‘ป๊อปปี้’ เธอยิ้มร่าอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเจอวันที่ดีหรือวันร้ายๆ (เช่น จักรยานถูกขโมย “ยังไม่ได้บอกลากันเลย”) และอยากให้คนที่รายล้อมรอบตัวมีแต่ความสุข

แต่มันก็ไม่ง่ายอย่างนั้นไปทั้งหมด โลกไม่ได้บรรจงจูบสวยงามไว้ให้กับเธอแต่ผู้เดียว ยังมีคนอีกหลายประเภทที่อยู่ขั้วตรงข้ามชนิดที่ยากเกินจะเข้าใจ

ไม่ว่าจะเป็น ‘สก๊อต’ คนสอนขับรถหัวร้อนที่หงุดหงิดได้แทบจะทุกอย่างในชีวิตและพร้อมจะระเบิดอารมณ์ได้ตลอดเวลา

น้องสาวคนเล็กที่ชอบทำหน้าบึ้ง ยิ้มยาก

น้องคนกลางที่ชอบเจ้ากี้เจ้าการชีวิตคนอื่น

หรือเด็กเกเรในห้องที่ชอบแกล้งเพื่อน

คนไร้บ้านที่ไม่อยากให้ใครมาเข้าใจ

มีเพียงคนเดียวที่พร้อมทำความเข้าใจการมองโลกในแง่ดีของเธอคือ ‘โซอี้’ รูมเมตที่อยู่ด้วยกันมานาน เธอจึงบอกราวบทสรุปจบในตอนท้ายว่า

“เราไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขได้หรอก”

สิ่งที่หนังเจียระไนเป็นภาพให้เห็นโดยไม่ต้องจินตนาการคือ ทุกคนมีต้นทุนปัญหาในชีวิตเป็นทุนเดิมสะสมมาไม่เท่ากัน สายตาการมองโลก ความสวยงามจึงต่างกัน

ปัญหาของคนมองโลกในแง่ร้ายเป็นทุนเดิม จึงมักหลีกเลี่ยงไม่พ้นแผลที่เคยถูกกระทำมาก่อนกันทั้งสิ้น

จากที่เคยขาวจึงค่อยๆ กลายเป็นดำ จากสภาพแวดล้อมและสังคมที่กำหนดชีวิตคนคนนั้น

เช่นดังคำที่ว่า น้ำดินเป็นอย่างไร คนก็เป็นเช่นนั้น

ทีนี้ลองมาพูดถึงในระดับที่ลึกลงในจิตใจมนุษย์อย่างหนังสือ Yellowface (หรือ ‘วรรณกรรมสลับหน้า’) กันดูบ้าง ว่าด้วยเรื่องราวของเพื่อนที่คิดไม่ซื่ออย่าง ‘จูน’ ที่แสดงออกถึงความอิจฉาริษยา แต่กลั่นเก็บไว้ในใจ ก่อนสบโอกาสฉวยคว้าผลงานต้นฉบับของ ‘อะธีนา’ เพื่อนนักเขียนดาวรุ่งที่เสียชีวิตแล้วสวมรอยแอบอ้างมาเป็นของตน

แต่ระหว่างทางที่ได้มาซึ่งการยอมรับนับหน้าถือตา กลับต้องแลกมาซึ่งความเจ็บปวด หลอกหลอน จนแทบจะพังพาบในท้ายที่สุด

แม้จะเป็นเรื่องแต่งที่ทั้งสนุก ตื่นเต้น ชิงไหวชิงพริบ และสู้ยิบตาจนนาทีสุดท้ายของหน้ากระดาษ

แต่ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นเพื่อน แต่ลับหลังเพื่อนที่ดูเหมือนว่าเป็นมิตรกลับถือมีดรอจังหวะทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา

คำว่าการได้รับการยอมรับในทุกสื่อ ทุกแพลตฟอร์มในโลกทุกวันนี้มันช่างหอมหวานเสียยิ่งกระไร ด้านหนึ่งก็พุ่งพรวดทะยานแรงเร็ว อีกด้านก็พังทลายรวดเร็วมานักต่อนัก

บทเรียนของนักปลอมแปลงลวงหลอกโลก สุดท้ายก็สลัดหนีตัวไม่พ้นหรือเขวี้ยงงูไม่พ้นคอกันสักราย!

หวนกลับสู่ปัญหาทางจิตกันสักเรื่องกับ The perks of being a wallflower หรือในชื่อภาษาไทยว่า ‘ขอให้วัยเยาว์ของเราเป็นนิรันดร์’ บันทึกเรื่องราวของชาร์ลี เด็กหนุ่มวัยมัธยมปลายที่เข้าสังคมไม่เก่ง ไม่ชอบเป็นจุดสนใจ แต่ชอบรับฟัง ชอบเขียนบันทึกและอ่านหนังสือมากกว่า

ครูบิลล์ผู้มองออกและเห็นความพิเศษในตัวของเขา จึงแนะนำให้ชาร์ลีอ่านหนังสือหลายต่อหลายเล่มและเขียนเรียงความออกมา (อาทิ วรรณกรรมคลาสสิคอย่าง The Catcher in The Rye หรือ To Kill a Mockingbird)

รวมถึงบันทึกเรื่องราวของเพื่อนรุ่นพี่อย่าง ‘แพทริก’ กับ ‘แซม’ ความรักที่ชาร์ลีมีต่อแซม เรื่องราวในครอบครัวของชาร์ลีเอง (พ่อ แม่ พี่ชาย พี่สาว) เรื่องเล่าของคุณตาและอีกหลายเรื่องในบันทึกความทรงจำ โดยเฉพาะเรื่องของป้าเฮเลนที่มักจะคืบคลานขึ้นมาจากการกลบฝังในวัยเยาว์ของเขาเสมอๆ

เราได้เห็นอะไรจากการเติบโตขึ้นมาของเด็กคนหนึ่ง เห็นอะไรจากเรื่องราวที่พยายามสื่อสารให้เราเห็นอย่างค่อยเป็นค่อยไปค่อยจินตนาการตามพัฒนาการที่ ‘ไปต่อไม่ได้’ ของตัวละคร ผู้มีปมฝังลึกอยู่ในใจจนต้องเข้าออกโรงพยาบาลพบจิตแพทย์เป็นว่าเล่น เหล่านี้คือสิ่งที่ยากเกินรับมือของคนในครอบครัวจะเข้าถึง หากไม่พูดออกมาให้กระจ่างชัด

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ประสบการณ์เลวร้ายที่ชาร์ลีประสบจนกลายเป็นภาพหลอกหลอนไม่ลบเลือนนั้น กลับพบว่าผู้ที่ทำต่อตัวชาร์ลีก็เคยถูกกระทำในร่องรอยซ้ำเดียวกันนี้มาก่อนเช่นกัน

อาจกล่าวได้อย่างไม่เยินยอจนเกินไปนักว่า The perks of being a wallflower เป็นหนึ่งในหนังสือที่ควรค่าแก่การศึกษา เพราะวิเคราะห์เจาะลึกจิตใจตัวละครทุกตัวได้ดีเทียบเท่าหนังสือจิตวิทยาดีๆ สักเล่มหนึ่ง

หนังสือชี้ให้เห็นว่าแต่ละตัวละครมีที่มาอย่างไร เติบโตมาอย่างไร อะไรบ่มเพาะให้เขาเธอเหล่านั้นเป็นคนเช่นนี้

ซึ่งน่าเสียดายว่าภาพยนตร์ลดทอนเสน่ห์ตรงนี้ของหนังสือไปโดยปริยาย (เน้นความสัมพันธ์ในวัยเรียนกับผองเพื่อนเสียมากกว่าและปัญหาทางจิตของชาร์ลีเป็นหลัก)

คราวนี้ลองเหวี่ยงกลับมาที่หนังสโลว์ไลฟ์ Perfect Days (2023) ของผู้กำกับฯ วิม เวนเดอร์ส กันสักหน่อย เรื่องราวของ ‘ฮิรายามะ’ ชายทำความสะอาดส้วมสาธารณะในญี่ปุ่น

เรื่องราวธรรมดาสามัญที่กินใจคนไปทั่วโลกเรื่องนี้ บอกเล่าเรื่องแสนธรรมดาในชีวิตประจำวันของเขา ‘วันนี้ก็คือวันนี้’ ไม่ใช่วันพรุ่งนี้หรือในวันวานไม่ย้อนกลับมา

ชีวิตธรรมดาที่ไม่ต้องโจนทะยานอยากได้แสงไฟสาดส่องเหมือนตัวละครจูนในหนังสือ Yellowface

ไม่หงุดหงิดหัวเสียตะพึดตะพือไปทุกเรื่องเหมือนอย่าง ‘สก็อต’ ในหนัง Happy-Go-Lucky แต่มีความสุขในแบบฉบับเรียบง่ายเป็นของตัวเอง อย่างกาแฟยามเช้า รดน้ำต้นไม้ ฟังเพลงจากเทปคาสเส็ต อ่านหนังสือ กินอาหารร้านเดิมๆ นั่งสวนสาธารณะ มองต้นไม้ มองแสงแดง ดื่มด่ำบรรยากาศเดิมๆ ในทุกเช้าที่ลืมตาตื่นขึ้นมาฟังเสียงคนกวาดถนน ทุกวันคือความสุขและแน่นอนว่านิยามความสุขของแต่ละคนไม่เท่ากัน

แต่ทว่า คน ‘น้อยแต่มาก’ แบบนี้นี่แหละคือคนที่ ‘ข้างใน’ มีมากพอแล้ว จึงไม่อยากสร้างเรื่องสร้างราวอะไรให้เกินตัวไปมากกว่าที่เป็นอยู่

ตัวละครตัวนี้ก็คล้ายกับ ‘โยโกะ’ ในฉบับที่อ่อนวัยกว่า ในภาพยนตร์อย่าง Caf? Lumiere (2003) ของผู้กำกับฯ โหวเสี้ยวเฉียน ที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย เงียบๆ ลำพัง อยู่กับการอ่านหนังสืออยู่ในร้านกาแฟร้านเดิมๆ มีเพื่อนเป็นเจ้าของร้านหนังสือมือสองที่ชื่อ ‘ฮาจิเมะ’

ต่างคนต่างทำงานที่รัก ไม่สุงสิงกับใครมากนัก เป็นนิยามชีวิตที่ดูออกจะน่าเบื่อเกินไปสำหรับคนในยุคสมัยนี้

แต่เธอก็ออกแบบชีวิตที่เรียกได้ว่า ‘ความสุข’ ในแบบของตัวเองอย่างชนิดที่ไม่ต้องวิ่งไขว่คว้าหาความสุขอย่างที่คนอื่น ‘ออกแบบ’ โพสต์ไว้ใน Instagram หรือ Facebook เธอเลือกที่จะลดทอนละทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิตเหมือนฮิรายามะ

นิยามความสุขของสองคนนี้จึงละม้ายคล้ายกันคือ ‘มินิมอลลิสม์’ (Minimalism) ทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่ สมองและหัวใจราวกับลิ้นชักที่จัดสะอาดเป็นระเบียบ ไม่รกรุงรัง

โลกภายนอกจึงเขย่าคนแบบนี้ได้ยากเต็มที

การที่ผู้เขียนหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาพูดถึง ‘น้อยแต่มาก’ ‘โลกสวย’ หรืออะไรทำนองนี้ก็ตาม ทั้งนี้ เพียงแค่อยากให้มองหาและ ‘เห็น’ ความสุขในแบบฉบับที่เรียบง่ายเหมือนอย่างตัวละครดังที่กล่าวมาข้างต้น ไม่จมจ่อมอยู่กับเรื่องในอดีต เรื่องที่แก้ไขไม่ได้ เรื่องที่ยังมาไม่ถึง หรือสร้างเรื่องราวที่ทำให้ตัวเองต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า ‘ไม่ง่าย’ และยากเต็มทีที่จะให้ทุกคนมองโลกด้วยแว่นสายตาเดียวกัน

ชีวิตจริงไม่เหมือนอย่างในภาพยนตร์ มนุษย์จึงให้ความสำคัญกับเรื่องที่เห็นว่าสำคัญไม่เท่ากัน

คนขาดความรักจึงอยากจะได้ความรักมาเติมเต็ม

คนอยากได้รับการยอมรับจึงอยากไขว่คว้าชื่อเสียงมาสนองตัวตน

เช่นเดียวกับคนที่อยากประสบความสำเร็จ ก็อยากจะได้ความสะดวกสบายในชีวิต บ้าน รถ ทรัพย์สินเงินทองมารองรับ สร้างความมั่นคงให้กับตัวเอง ฯลฯ

มนุษย์จึงต่างจิตต่างใจและยากจะแยกออกว่าแต่ละคนขาดพร่องสิ่งใดและกำลังต้องการสิ่งใดมาเติมเต็มหรือทบทวียิ่งขึ้นไปอีก

จิตใจมนุษย์จึงซับซ้อนและร้ายแรงยิ่งกว่ายาพิษ หากพื้นฐานมนุษย์มีใจที่หยาบกระด้างโลภโมโทสันเป็นทุนเดิม แต่หากพื้นฐานเป็นคนจิตใจดี เหมือนมีเมฆสีทองในการ์ตูนดราก้อนบอลมาทดสอบ ชีวิตก็จะโลดแล่นพุ่งทะยานและตกต่ำลงได้ยาก

จริงหรือไม่ อย่างน้อยโดยภาพรวม เราคงได้เห็น ‘พิมพ์เขียว’ การออกแบบของชีวิต ทั้งในโลกความจริงและสถานการณ์จำลองในโลกภาพยนตร์และในหนังสือกันแล้วว่า ‘ทางที่เลือก’ เป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิตที่กำลังจะเป็นไปของคนคนนั้น จะดีหรือร้าย จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ‘ทางออกเดียว’ โดยบริสุทธิ์ใจนั้นก็คือ อย่าไปทำร้ายทำลายความรู้สึกใครเป็นดีที่สุด อย่าหยิบยื่นยาพิษในมือคุณส่งให้ใคร

เพราะแรงต้านทานพิษของคนต่างกัน!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กรณีข่าวโอปป้าถึงยาพิษในมือคุณ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...