โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธ.ก.ส. เปิด “BAAC Family” บน LINE Official เสริมให้ลูกค้า ใช้ติดต่อสื่อสาร

อีจัน

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 18.45 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 11.45 น. • อีจัน

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ได้ร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เปิดตัว “บริการแจ้งเตือนภัยมิจฉาชีพ” ฟีเจอร์ใหม่บน LINE Official “BAAC Family” เพื่อเป็นช่องทางในการช่วยเหลือลูกค้าของธนาคาร ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าติดต่อสื่อสารผ่านระบบดิจิทัลของธนาคารมากกว่า 14 ล้านราย

สำหรับ LINE Official “BAAC Family” ถือเป็นการยกระดับความปลอดภัยให้เข้าถึงเครื่องมือในการเช็ก – แจ้ง – เตือนภัยมิจฉาชีพได้สะดวกทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ บัญชีม้าหรือบัญชีปลอม ต้องสงสัย เว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยและอันตราย รวมไปถึงการแจ้งเบาะแสอาชญากรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียลไทม์ แบบ “All in one place” ครบจบในแชตเดียว

“ปัจจุบันลูกค้าของธนาคารส่วนใหญ่ เป็นผู้สูงอายุ เราจึงจำเป็นต้องออกแบบเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ใหม่ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่สูงอายุเหล่านี้ เพราะโอกาสที่จะถูกหลอกง่ายกว่า กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่”

นายฉัตรชัย กล่าวว่า ธนาคารไม่สามารถระบุได้ว่า มีลูกค้าของ ธ.ก.ส.จำนวนกี่หลายที่ถูกแก๊งต้มตุ๋นหลอกลวง เนื่องจากธนาคารจะได้รับแจ้งจากลูกค้ากรณีที่เกิดความเสียหายจริงๆ เท่านั้น บางรายความเสียหายไม่มาก หรือไม่มีความเสียหายเลย เรื่องก็ไม่มาที่ธนาคาร ดังนั้น การมี “BAAC Family” ช่วยทำให้ลูกค้าของธนาคารสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ เช่น การรับเงินเยียวยาจากภาครัฐ กรณีที่เกิดความเสียหายจากภัยแล้งหรือน้ำท่วม เป็นต้น

ด้านพล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทวีความรุนแรงขึ้นมาก โดยในประเทศไทยมีความเสียหายมากถึงปีละ 30,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูงในการถูกหลอกผ่านเอสเอ็มเอส หรือ LINE ที่แอบอ้างว่าเป็นหน่วยงานรัฐ เช่น เงินช่วยเหลือ หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ตลอดจนมิจฉาชีพปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงอย่างรวดเร็ว เข้าถึงประชาชนได้ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ ทั้งจากการโทรหลอกลวง จึงได้เกิดความร่วมมือครั้งนี้ขึ้น

สำหรับความเสียหายจากการโดนหลอกของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังจากรัฐบาลมีการปราบปรามอย่างจริงจัง ทำให้ในช่วงต้นปี ยอดแจ้งความเสียหายลดลงจาก ปกติเฉลี่ยวันละ 1,200-1,300 คดี เหลือ 800 คดี อย่างไรก็ตามช่วงหลังแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการปรับตัว โดยย้ายศูนย์บัญชาการจากติดชายแดนไทยไปติดอีกชายแดนประเทศหนึ่ง รวมถึงมีการลงทุนปรับโครงสร้างพื้นฐานหลอกลวงครั้งใหญ่ เช่น การใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ทผ่านระบบดาวเทียมแทนเสาสัญญาณจากเมืองไทย และลงทุนระบบเทคโนโลยีมาหลอกลวง จากเดิมมีการจ้างคนไทยมาหลอกคนไทย แต่ต่อไปจะสร้างอัลกอริทึม และใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาปลอมเสียง ปลอมภาพเป็นคนไทย เพื่อโน้มน้าวให้เหยื่อโอนเงินอย่างแนบเนียน

ส่วนความคืบหน้าการใช้ พ.ร.ก.ไซเบอร์ ให้ธนาคารและค่ายมือถือ ร่วมรับผิดชอบประชาชนถูกหลอกลวง ซึ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อเดือนเม.ย.นี้ ขณะนี้ อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะธุรกรรมที่ต้องสงสัย 21 รูปแบบ และจะเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกกฎหมายบังคับใช้โดยครอบคลุมทั้งธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการอีเพย์เมนท์ สกุลเงินดิจิทัล ซึ่งผู้ให้บริการจะต้องสร้างระบบป้องกันแอพฯดูดเงินให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะต้องมีส่วนรับผิดชอบความเสียหาย เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...