โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หนุนสร้าง ‘ทะเลชุมชน’ ปกป้องระบบนิเวศ เปิดผลสำรวจความหลากหลายชีวภาพทะเลไทย

เดลินิวส์

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 13.34 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 23.00 น. • เดลินิวส์
กรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกับนักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัย และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดผลสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพหน้าดิน ในพื้นที่ทะเล จ.ชุมพร และ จ.สงขลา ซึ่งเก็บข้อมูล โดยร่วมมือกับชุมชนประมงท้องถิ่น ตามหลักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง พบว่า พื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดล้วน มีความหลากหลายทางชีวภาพและมีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทยมีพื้นที่คุ้มครองทางทะเลที่ชุมชนเป็นผู้นำ และปกป้องสิทธิของชุมชนชายฝั่งที่กำลังได้รับผลกระทบจากทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศ มลพิษจากอุตสาหกรรม และประมงทำลายล้าง

ผลการสำรวจในพื้นที่ อ.ปะทิว จ.ชุมพร และ อ.จะนะ จ.สงขลา พบว่าทั้งสองพื้นที่มีระบบนิเวศทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลาย โดยตรวจพบสิ่งมีชีวิตที่เป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของทะเล เช่น

แพลงก์ตอนในกลุ่มAmphioxus ชนิดBranchiostoma เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสะอาดของตะกอนพื้นทะเลที่มีลักษณะเป็นทรายหยาบ แพลงก์ตอนกลุ่มนี้กรองกิน
แพลงก์ตอนในน้ำและตัวมันเองยังเป็นอาหารให้กับสัตว์หน้าดินขนาดใหญ่ และกลุ่มปลา ซึ่งเชื่อมโยงสายใยอาหารในระบบนิเวศให้มีความซับซ้อนมากขึ้น

หนอนธนูเป็นนักล่าที่กินแพลงก์ตอนสัตว์ชนิดอื่น เช่น copepods และตัวอ่อนของสัตว์ทะเลหลายชนิด หนอนธนูจึงช่วยควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนสัตว์ให้สมดุล หากไม่มีพวกมัน ประชากรแพลงก์ตอนบางชนิดอาจเพิ่มขึ้นจนเกินสมดุลและส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ หนอนธนูยังเป็นอาหารของสัตว์ทะเลที่หลากหลาย จึงมีบทบาทเป็น “แหล่งพลังงาน” ที่สำคัญในมหาสมุทรอีกด้วย

กุ้งลูซิเฟอร์(Lucifer shrimp) เป็นฐานอาหารสำคัญของสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด เช่น ปลาเล็ก, ปลาหมึก, สัตว์น้ำอื่น ๆ ที่กินแพลงก์ตอนสัตว์ นอกจากนี้ยังเป็นสัตว์น้ำขนาดเล็กที่ชุมชนนิยมนำมาใช้ในการทำกะปิ โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคใต้ของไทย

กุ้งเต้นเป็นสัตว์กินอินทรีย์สารเป็นอาหาร(Omnivores) และกินสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร พฤติกรรมการกัดกินเศษซากอินทรีย์ เป็นการช่วยย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ให้เร็วขึ้น มีพฤติกรรมขุดรู (burrower) เป็นถิ่นอาศัย เป็นการช่วยหมุนเวียนออกซิเจน และธาตุอาหารบริเวณหน้าดินลงสู่พื้นทะเล

ไข่ปลากระบอก ปลากระบอกเป็นปลาเศรษฐกิจพื้นบ้านที่ชาวประมงจับขายได้ตลอดทั้งปี เพราะนิยมนำมาทำอาหาร เช่น ย่าง ทอด ต้มเค็ม แกงส้ม หรือทำปลาเค็ม

ไข่ปลาทรายขาว จากปลาทรายขาวที่เป็นปลาทะเลขนาดเล็กถึงกลาง มีชื่อเสียงเรื่องเนื้อแน่น รสหวาน และมีก้างน้อย

ไข่ปลานกแก้ว ปลานกแก้วเป็นสัตว์ทะเลที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศแนวปะการัง ปลานกแก้วกินสาหร่ายที่เกาะอยู่บนปะการัง และมักกินเศษปะการังแข็งเข้าไปด้วย เศษปะการังเหล่านี้จะถูกบดและย่อยภายในระบบทางเดินอาหาร ก่อนจะถูกขับถ่ายออกมาในรูปของทรายขาวละเอียด จากการศึกษาพบว่า ปลานกแก้ว 1 ตัวสามารถผลิตทรายได้มากถึง 100 กิโลกรัมต่อปี นอกจากนี้ ปลานกแก้วยังช่วยควบคุมปริมาณสาหร่ายไม่ให้เจริญเติบโตจนเบียดเบียนพื้นที่ของปะการัง ทำให้ปะการังสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

ไข่ปลาผีเสื้อ โดยปลาผีเสื้อเป็นดัชนีวัดสุขภาพแนวปะการัง การมีอยู่ของปลาผีเสื้อบ่งบอกว่าแนวปะการังในบริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะอาหารหลักของมันคือ “โพลิปปะการัง” ถ้ามีปลาอยู่ในบริเวณนี้มากแสดงว่าบริเวณนั้นมีแนวปะการังอุดมสมบูรณ์

นอกจากนี้ได้ย้ำถึงความสำคัญของ ทะเลชุมชน หรือการสร้างพื้นที่คุ้มครองทางทะเลที่ชุมชนเป็นผู้นำเพื่อให้ไทยบรรลุเป้าหมาย 30×30 ที่ได้ให้พันธสัญญาไว้กับนานาชาติ และสานต่อความร่วมมือในการทำงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล โดยใช้หลักการวิทยา ศาสตร์ภาคพลเมือง เพื่อเก็บข้อมูลร่วมกันระหว่างรัฐ นักวิจัย และชุมชนท้องถิ่น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและเศรษฐกิจของชุมชน

เกตน์สิรี ทศพลไพศาลนักรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนโยบายสิ่งแวดล้อมและการจัดการพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งคือการติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะนโยบายเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากร นั่นหมายถึงมีคนได้คนเสียประโยชน์จากการจัดการทรัพยากรอยู่เสมอ และหมายรวมถึงวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งที่อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย

การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ทำได้ทั้งแบบบนลงล่าง เช่น การทำเขตอุทยาน เขตห้ามล่า อีกแบบหนึ่งคือแบบล่างขึ้นบน (bottom-up) เช่น การทำพื้นที่คุ้มครองทางทะเลโดยชุมชนเป็นผู้นำ หรือที่เราเรียกว่า “ทะเลชุมชน” เป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎกติกาการใช้และรักษาทรัพยากรในเขตทะเลหน้าบ้านของพวกเขาเองในแบบที่พวกเขาพอใจที่สุด โดยมีนักวิจัยมาช่วยออกแบบวิธีการเก็บและตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพโดยใช้หลักการ citizen science
โดยมีคนในชุมชนเป็นคนบันทึกให้เป็นระบบมากขึ้น และพื้นที่คุ้มครองประเภทนี้ควรได้รับการยอมรับและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
จากรัฐ”

.ศักดิ์อนันต์ ปลาทองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า “จากการสำรวจในครั้งนี้ เราพบว่าสัตว์หน้าดินในบริเวณทะเลของ อ.ปะทิว และ อ.จะนะ มีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นการผลักดันให้มีพื้นที่คุ้มครองทางทะเลที่นำโดยชุมชน ไม่เพียงแต่จะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่ยังสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจให้กับชาวประมงในระยะยาวด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการดูแลรักษาทะเลหน้าบ้าน เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ทรัพยากรทางทะเลของเรายั่งยืน เพราะชุมชนรู้จักพื้นที่ของตัวเองดีที่สุด และสามารถเป็นผู้พิทักษ์ทะเลได้อย่างแท้จริง”

นรงค์ ม่วงทองคำประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านสะพลี-ปะทิว กล่าวว่า “ที่ผ่านมา ชาวประมงพื้นบ้านเราทำงานดูแลทะเลกันเองมานาน ตอนนี้เรามีโอกาสได้ร่วมกับนักวิจัยลงสำรวจแพลงก์ตอนและสัตว์หน้าดินในทะเลหน้าบ้านเรา ได้เห็นข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าทะเลหน้าบ้านเรานั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพและอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารและการดำเนินวิถีชีวิตชุมชน โดยมองว่า ข้อมูลที่ได้จากนักวิจัยเหล่านี้ไม่ใช่แค่กระดาษ แต่เป็นเครื่องมือที่ชุมชนจะใช้
ต่อยอดในการวางแผนดูแลทะเลของตัวเองได้ ให้ความรู้กับคนรุ่นใหม่ รวมถึงการคัดค้านนโยบายหรือโครงการที่อาจกระทบต่อระบบนิเวศของเรา เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้ ชุมชนจะสามารถจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ทั้งนี้การสร้าง “ทะเลชุมชน” หรือพื้นที่คุ้มครองทางทะเลที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน พร้อมสนับสนุนสิทธิของชาวประมงพื้นบ้าน ชุมชนชายฝั่งที่กำลังเผชิญผลกระทบจากทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศ มลพิษจากอุตสาหกรรม และประมงทำลายล้าง รวมถึงโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น นิคมอุตสาหกรรมริมทะเลหรือท่าเรือน้ำลึก ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...