โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดร. กอบศักดิ์ ชี้ทางรอดไทยจากภาษี ‘ทรัมป์’ 36% อาจต้องเดินตามทางเวียดนาม ยอมเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ ให้ภาษี 0% แต่ต้องมีมาตรการเยียวยากลุ่มที่โดนกระทบ

THE STANDARD

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 00.47 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 00.47 น. • thestandard.co
ดร. กอบศักดิ์ ชี้ทางรอดไทยจากภาษี ‘ทรัมป์’ 36% อาจต้องเดินตามทางเวียดนาม ยอมเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ ให้ภาษี 0% แต่ต้องมีมาตรการเยียวยากลุ่มที่โดนกระทบ

หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตราสูงถึง 36% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีถึงผู้นำกว่า 12 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มนี้ที่ได้รับจดหมายดังกล่าว ไทยจะมีผลกระทบอย่างไร และมีทางเลือกหรือทางรอดอย่างมีอะไรบ้าง

ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะอ่อนแอและน่ากังวลใจ แม้ตัวเลขส่งออกในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมาจะดูดีขึ้น โดยเดือนพฤษภาคม มีการเติบโตถึง 18% ซึ่งกระทรวงพาณิชย์รายงานว่าเป็นผลจากการที่ผู้ประกอบการในสหรัฐฯ เร่งตุนสต็อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มใช้ในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งหมายความว่า การส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 จะไม่ดีเท่าครึ่งปีแรก เนื่องจากได้มีการเร่งซื้อสินค้าไปแล้วเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยซึ่งเคยเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ กลับเติบโตเพียง 0.5% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะท้อนปัญหาโรงงานปิดตัวและการย้ายฐานการผลิต ส่วนภาคการบริโภคก็ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนลดลงเหลือเพียง 2.6% เทียบกับ 6.9% ในปี 2566 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็ตกต่ำต่อเนื่อง ขณะที่ตัวเลขยอดขายร้านอาหารและยอดรูดบัตรเครดิตในห้างสรรพสินค้าก็ลดลงเช่นกัน

อีกทั้งที่น่าเป็นห่วง คือ ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์สำคัญ กลับมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยนักท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีแรกทำได้เพียง 16.6 ล้านคน และเดือนมิถุนายนมีจำนวนลดลงถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ส่วนการลงทุนโดยตรง (FDI) ยังคงเป็นความหวัง โดยในไตรมาส 1 ปีนี้ ยอดโครงการลงทุนเพิ่มขึ้น 20% และเม็ดเงินเพิ่มขึ้น 97% ถือเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งหวังว่าจะสามารถเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้บ้าง แต่ด้วยสถานการณ์การเมืองที่ผันผวน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐไม่เป็นไปตามเป้า

ตีความจดหมาย ‘ทรัมป์’ ไทยโดน 36% มีผลกระทบอย่างไร

จากการรวบรวมจดหมายกว่า 141 ฉบับที่ทรัมป์ส่งออกไป ตีความว่า โดยรวมแล้วทรัมป์ยังคงยืนยันที่จะเก็บภาษีตามที่เคยแจ้งไว้เกือบทั้งหมด ยกเว้นบางประเทศในกลุ่ม CLMV ที่มีการปรับลดภาษีเล็กน้อย แต่สำหรับประเทศไทยยังคงอัตรา 36% ไว้ตามเดิม ซึ่งส่งผลให้ไทยเสียเปรียบมาเลเซียถึง 11% และเวียดนามถึง 16% ที่ถูกเก็บ 20%

ดร. กอบศักดิ์ ย้ำว่า ความเป็นไปได้ยากที่ทรัมป์จะเปลี่ยนใจเรื่องการเก็บภาษีในรอบนี้ เนื่องจากตลาดทุนสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนี S&P ทำ All Time High และปรับตัวรับข่าวภาษีได้ดีขึ้น ทำให้แรงกดดันจากภายในสหรัฐฯ ที่จะให้ทรัมป์เปลี่ยนใจมีน้อยมาก

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสหรัฐฯ ก็มีเวลา 90 วันในการปรับตัวและสต็อกสินค้า ส่วนประชาชนก็ได้รับมาตรการลดภาษีจากนโยบาย One Big Beautiful Bill เข้ามาช่วยบรรเทาภาระ ทำให้แรงกดดันจากภายในสหรัฐฯ ที่จะให้ทรัมป์เปลี่ยนใจในนโยบายภาษีมีความเป็นไปได้น้อยลงมาก พร้อมทั้งยังเตือนว่า หากตลาดทุนสหรัฐฯ ยังคงรับข่าวสารได้ดี และมีการทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) อาจเป็นสัญญาณว่าทรัมป์จะใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น การเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น เป็นรายประเทศ รายอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งรายโรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ

คาดภาษี ‘ทรัมป์’ ทำรายได้เพิ่มให้สหรัฐฯ 3 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี

ขณะที่หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทรัมป์เดินหน้ามาตรการภาษีนี้ คือศักยภาพในการสร้างรายได้มหาศาลให้กับสหรัฐฯ

โดยการเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีแนวโน้มจะสูงถึงประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งหากคิดเป็นรายปีจะอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 10 ล้านล้านบาท ถือเป็นรายได้จำนวนมหาศาลนี้จะช่วยลดการขาดดุลทางการคลังของสหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังนำไปใช้เป็นเงินทุนสำหรับการลดภาษีให้กับประชาชนชาวอเมริกัน ภายใต้นโยบาย One Big Beautiful Bill อีกด้วย ซึ่งหมายความว่าแม้ประชาชนจะต้องจ่ายค่าสินค้าแพงขึ้น แต่ก็มีเงินส่วนอื่นมาช่วยชดเชย ทำให้มาตรการภาษีนี้ได้รับการยอมรับจากภาคส่วนต่างๆ ในสหรัฐฯ มากขึ้น

ส่วนในกรณีที่หากการเจรจาของไทยไม่เป็นผล และไทยต้องแบกรับภาษี 36% ประเมินว่า สัดส่วนการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ อาจหายไปถึงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงประมาณ 10% ของการส่งออกทั้งหมด แม้ไทยจะเสียเปรียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนาม และอาจกระทบต่อ FDI ในอนาคต แต่ก็ชี้ว่าไทยควรเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ เช่น อินเดีย จีน อาเซียน และกลุ่มตะวันออกกลางที่กำลังเติบโต เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ

หวั่นภาค SME-FDI กระทบหนัก

อีกทั้งยังความกังวลอย่างยิ่งต่อ SME ในประเทศ โดยยกตัวอย่างสินค้าเล็กๆ น้อยๆ เช่น กลุ่มสินค้าจาก Temu ของจีนที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ ซึ่งสหรัฐฯ คิดภาษีสูงถึง 54% หากผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่สามารถส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ ก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อ SME ในประเทศที่ต้องเผชิญการแข่งขันด้านต้นทุน การที่สินค้าเหล่านี้ถูกเก็บภาษีแพงจะทำให้หาตลาดอื่นแทน ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อ SME ไทยที่ผลิตสินค้าใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดในระยะยาวคือ การลงทุนโดยตรง (FDI) ดร. กอบศักดิ์ ชี้ว่า หากประเทศไทยยังคงมีภาษี 36% ในขณะที่เวียดนามได้อัตรา 20% บริษัทต่างชาติที่กำลังพิจารณาการลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ จะต้องคิดหนักมาก

เหตุผลคือ การตั้งฐานการผลิตในเวียดนามจะทำให้ต้นทุนภาษีถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัดถึง 16% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ส่งผลต่อกำไรและผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ บริษัทเหล่านั้นอาจตัดสินใจย้ายฐานการลงทุนไปยังเวียดนามแทน การสูญเสียโอกาสในการดึงดูด FDI จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของเศรษฐกิจไทยอย่างร้ายแรง เพราะ FDI เป็นปัจจัยสำคัญในการผลัดใบหรือสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ และฟื้นฟูภาคการผลิตของไทยที่กำลังชะลอตัวให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง หากผู้ลงทุนเลือกไปเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ ไทยก็จะเสียโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

มองไทยมีทางเลือกรับมือภาษีสหรัฐฯ ไม่มาก

ดร. กอบศักดิ์ ยังให้ความเห็นว่าประเทศไทยมีทางเลือกไม่มากนัก โดยมีดังนี้

  • การยอมรับสภาพอัตราที่ 36%

  • การกลับไปเจรจาเพื่อขออัตราภาษีที่ดีขึ้นที่อัตรา 25% เป็นจุดที่ภาคเอกชนไทยพอจะรับได้ หากแตกต่างกับคู่แข่งไม่เกิน 5% แต่หากต่างถึง 10-16% จะเป็นเรื่องยากและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันอย่างมาก เ

3.เดินตามทางเวียดนาม เพราะประเด็นสำคัญคือการที่เวียดนามสามารถลดภาษีจาก 46% เหลือ 20% ได้ แสดงให้เห็นว่าการเจรจาเป็นไปได้ แต่ต้องแลกกับการที่เวียดนามเปิดให้สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดได้อย่างเต็มที่ หรือที่เรียกว่าภาษี 0% total access แต่คำถามคือ ประเทศไทยจะสามารถให้ข้อเสนอแบบเดียวกับเวียดนามได้หรือไม่ ซึ่งอาจต้องพิจารณาเปิดตลาดในบางภาคส่วนที่เราไม่ได้ผลิตเอง เช่น อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท หรือยานยนต์บางชนิด เพื่อแลกกับการได้ภาษีที่ลดลง

อาจจำเป็นต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้สหรัฐฯ ยอมให้ภาษี 0%

ในส่วนของสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ ยอมรับว่าสหรัฐฯ มีเป้าหมายในสินค้าเกษตรบางตัวที่ระบุไว้ในรายงานของ USTR (Office of the United States Trade Representative) เช่น ถั่วเหลืองและสินค้าปศุสัตว์บางชนิด ซึ่งอาจเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับประเทศไทย

อย่างไรก็ตามมีแนวคิดว่า หากประเทศไทยจำเป็นต้องเปิดตลาดให้สินค้าเกษตรและปศุสัตว์จากสหรัฐฯ ด้วยอัตราภาษี 0% จริง ๆ เพื่อแลกกับการได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีโดยรวม สิ่งที่สำคัญคือการพิจารณาว่า ‘อะไรคือสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้จริงๆ’ เช่น สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานสุขอนามัย หรือสินค้าที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรไทยโดยตรง

หากมีความจำเป็นต้องเปิดตลาดในบางส่วน มองว่า รัฐบาลควรเตรียมงบประมาณสำหรับมาตรการเยียวยา เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการปศุสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น การเยียวยาอาจอยู่ในรูปของการสนับสนุนให้ปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือเปลี่ยนไปผลิตสินค้าอื่นที่ตลาดมีความต้องการ การเจรจาการค้าเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งอาจมีบางส่วนที่ต้องยอมเสียไป เพื่อให้ภาพรวมเศรษฐกิจเดินหน้าได้ และเมื่อเศรษฐกิจโดยรวมเติบโต ก็จะมีรายได้กลับมาเพื่อใช้ในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ

มองการเปิดแข่งขันช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้พัฒนาตัวเอง

ดร. กอบศักดิ์ ยังให้ความเห็นต่อการเปิดให้มีการแข่งขันอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป โดยยกตัวอย่างกรณีของจีนที่เคยปกป้องอุตสาหกรรม EV ของตนเอง แต่เมื่อเปิดให้ Tesla เข้ามาแข่งขัน กลับทำให้ผู้ผลิต EV ของจีนพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพิจารณาเปิดตลาดในบางสินค้าที่ไทยอาจไม่ได้มีความได้เปรียบในการผลิต หรือสินค้าที่ไทยต้องนำเข้าอยู่แล้ว อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในประเทศด้วยการเข้าถึงสินค้าที่ราคาถูกลง ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบต่อภาคส่วนที่อ่อนไหว

ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลและการปรับตัวของภาคธุรกิจ

ดร. กอบศักดิ์ ย้ำว่า รัฐบาลไทยและทุกหน่วยงานควรเร่งรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลึก และควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งด้านการคลังและนโยบายการเงิน รวมถึงการพิจารณาเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังต้องรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคเอกชน

สำหรับภาคธุรกิจ แนะนำให้เร่งหาตลาดส่งออกอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐฯ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ที่กำลังเติบโต เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน ซึ่งรัฐบาลสามารถสนับสนุนได้โดยการค้ำประกันการส่งออกไปยังตลาดเหล่านี้ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการ SGP (Small and Medium Enterprises Government Procurement) หรือการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่กำหนดสัดส่วนการซื้อสินค้าจาก SME ในประเทศให้มากขึ้น อาจเพิ่มเป็น 50% เพื่อช่วยพยุงผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศจากผลกระทบของภาษีนำเข้าจากจีน และควรเพิ่มมาตรการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับ SME ด้วย

อย่างไรก็ดี ประเมินวิกฤตครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนครั้งก่อน และตลาดโลกจะยังคงเผชิญความผันผวนจากมาตรการของนโยบายของทรัมป์อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ และพยายามเจรจาอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ดีที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...