โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม่ชอบเขา ก็แก้ที่เราก่อน! 7 วิธีจัดการอคติในใจ ให้ทำงานได้ราบรื่น

Mission To The Moon

เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2564 เวลา 13.00 น. • Thanwarat Choktapra

 

เคยไหมที่รู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่ค่อยคืบหน้า หรือ ไม่ค่อยมีความสุขกับงานที่ทำ

.

สาเหตุของปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากความยากของงานที่เราได้ แต่เป็นเพราะ “เพื่อนร่วมงาน” 

.

การศึกษาจาก Officevibe (2017) พบว่า 70% ของพนักงานให้ความเห็นว่า เพื่อนที่ทำงานสำคัญต่อความสุขระหว่างทำงาน นอกจากนี้ การวิจัยด้านจิตวิทยาจำนวนมากได้อธิบายว่า ทำไมเราถึงเข้ากับบางคนได้ง่ายกว่าคนอื่น เหตุผลคือ มนุษย์เข้าสังคมด้วยการใช้ “คุณค่า” ของเราและ “ความเชื่อที่ฝังใจ” เกี่ยวกับวิธีที่ผู้คนควรปฏิบัติตัว มีปฏิสัมพันธ์และสื่อสารด้วย 

.

นั่นจึงทำให้เรามีอคติที่คอยชี้นำการคิดหรือการรู้สึกต่อทุกสิ่ง และอคตินี้เองได้ส่งผลให้เราเลือกผู้ที่เราอยากเข้าหา ในด้านการทำงาน เรามักรู้สึกว่ามีบางคนที่ทำงานด้วยยาก หรือดูน่ารำคาญในสายตาเรา แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็มีความต้องการในใจลึกๆ ที่จะเป็นคนที่คนอื่นชื่นชอบและเคารพ 

.

แน่นอนว่า เราไม่สามารถเลือกคู่หูทำงานได้ตามใจชอบได้เสมอไป แล้วเราควรจะทำอย่างไร ถ้าต้องทำงานกับคนที่เราไม่ชอบ?

.

ลองเรียนรู้ 7 วิธีรับมือกับปัญหาผ่านบทความนี้กันเถอะ

.

.

1. ลองมองดูตัวเราก่อน

.

เคยรู้สึกไม่ชอบใครสักคนโดยไม่มีเหตุผลไหม จากนั้นเราถึงจะเริ่มหาหลักฐานที่ทำให้เราไม่ชอบเขา นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “การคิดเอนเอียงเพื่อเข้าข้างตัวเอง” (Confirmation/ Myside Bias) ความคิดนี้เกิดจากที่สมองของเรา ชอบหาวิธีควบคุมข้อเท็จจริงให้อยู่ใต้สิ่งที่เราคิดเองเพื่อให้เรารู้สึกปลอดภัย และสมองเรายังสามารถเก็บภาพจำจากตอนที่เขาทำให้เราไม่เชื่อใจ หรือทำให้เราเสียใจ ซึ่งการจะลบภาพจำนั้นเป็นเรื่องยากอีกด้วย

.

เมื่อเราไม่ชอบใคร ใจเรานี่แหละที่จะไม่มีความสุข และพลอยเสียเวลาในการพัฒนางานไปด้วย ดังนั้น ถ้าเราอยากให้คนที่เราไม่ชอบดูน่ารำคาญน้อยลง หรือเรารู้สึกเครียดน้อยลงเวลาต้องเจอพวกเขา คงต้องลองดูตัวเองแล้วถามว่า “เราเต็มใจทำงานนี้ไหม” ถ้าเราตอบว่า ไม่เต็มใจ ลองคิดถึงส่วนที่เราจะอยากทำในงานนี้ดู อาจจะเป็นโอกาสในการโชว์ฝีมือหรืออื่นๆ แทนที่เราจะจมอยู่กับอารมณ์บูดทำให้การทำงานดูน่าขัดไปเสียทุกอย่าง นี่คงช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้นเยอะ

.

.

2. ประพฤติตัวแบบมีวุฒิภาวะ

.

ได้เวลาที่เราจะเช็กความฉลาดทางอารมณ์ และการเลือกใส่ใจสถานการณ์นั้นๆ เช่น เวลาบางคนทำตัวหยาบคายกับเรา เราสามารถเลือกที่จะคิดว่า “พวกเขาไม่ชอบเรา” หรือจะ “เอาตัวเองออกจากสถานการณ์นั้นแล้วคิดซะว่า พวกเขาอาจจะเพิ่งเจอสิ่งแย่ๆ มา” แต่เราไม่ควรยอมให้พฤติกรรมแบบเด็กๆ มาควบคุมตัวเรา 

.

สิ่งที่ควรทำคือแสดงพฤติกรรมที่ช่วยให้เราดูมีวุฒิภาวะมากขึ้น อย่างการค่อยๆ ถอยตัวเองจากบทสนทนาที่ไม่สร้างสรรค์ได้อย่างสุภาพหรือเลือกจะเผชิญหน้ากับใครบางคนอย่างให้เกียรติแบบตัวต่อตัว เพื่อพูดคุยปัญหาก่อนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต 

.

เช่น ถ้าเพื่อนร่วมงานของเรามีนิสัยที่ชอบสั่งและเปลี่ยนใจไปมา เราอาจหาวิธีเผชิญหน้ากับพวกเขาแล้วอธิบายไปว่า เราทำตามแผนงานไปแล้ว และการเปลี่ยนแผนจะส่งผลกระทบต่อหลายๆ ฝ่าย ลองมาประเมินสถานการณ์ผลดี-ผลเสียในการเปลี่ยนแผน และขอเสียงโหวตจากทุกฝ่ายจะดีกว่า นี่จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับเพื่อนร่วมงานที่ชอบสั่งเปลี่ยนงานแบบฉับพลันได้ในระยะยาว

.

.

3. ให้เกียรติสิ่งที่เพื่อนร่วมงานเสนอในที่ประชุม

.

ทุกคนมีจุดแข็งและทักษะที่เป็นประโยชน์ของตัวเอง ลองหาสิ่งที่เราสามารถชื่นชมเพื่อนร่วมงานคนนั้น บางทีพวกเขาอาจจะเก่งด้านการคิดที่รอบด้าน หรือสามารถจดจำรายละเอียดปลีกย่อยได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ไม่ก็พวกเขาอาจจะถนัดสร้างเสียงหัวเราะในยามที่ห้องประชุมเครียดเกินไป

.

ที่สำคัญคือการไม่ด้อยค่าเกียรติและความคิดของคนอื่น แม้เขาจะคิดไม่เหมือนเราเลยก็ตาม ให้เรามีความเห็นอกเห็นใจและเปิดใจรับไอเดียผู้อื่นอยู่เสมอ จดจำไว้ว่า “ความแตกต่าง คือ กุญแจสำคัญในการแก้ปัญหายากๆ ได้อย่างสร้างสรรค์”

.

.

4. อย่าจมอยู่กับสิ่งที่เป็นด้านลบ

.

อย่ามัวแต่สาปแช่งให้คนอื่นมาประชุมสายหรือทำงานผิดพลาด แต่ให้ลอง

คิดว่า “เราจะแสดงออกกับสิ่งที่พวกเขาทำผิดพลาดอย่างไร” ลองคิดถึงสิ่งที่กระตุ้นอารมณ์เรา แล้วจดลงกระดาษว่า “เราจะตอบสนองยังไงและทำไมเราถึงทำตัวแบบนั้นออกไป” 

.

เมื่อเรารู้ว่าอะไรที่ทำให้เราโมโห เราจะสามารถตัดสินใจได้ว่า “เราควรปล่อยผ่านไป” หรือ “หยิบมาพูดคุยสนทนาแบบไตร่ตรองมาดีแล้ว” โดยการพูดถึงผลกระทบที่เราต้องเจอจากการกระทำนั้นของเขา ผ่านการพูดคุยแบบตัวต่อตัว หรือ Brainstorm กับเพื่อนร่วมงานคนนั้นว่า เราจะทำงานคู่ให้ดีที่สุดได้อย่างไร ก็จะช่วยเปลี่ยนแปลงความคิดของทั้งสองฝั่งให้เข้าใจกันมากขึ้นได้

.

.

5. ลองสานสัมพันธ์กับคนอื่น

.

การมองหาแง่มุมดีๆ ในตัวของคนที่เราไม่ชอบอาจเป็นเรื่องยาก และหากเป็นไปได้เราก็คงไม่อยากพูดคุยหรืออยู่ใกล้ชิดเขาเท่าไร แต่อย่างไรก็ต้องทำงานร่วมกัน ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็น่าจะลองสานสัมพันธ์กับคนคนนั้นดู โดยอาจเริ่มด้วยบทสนทนาในเรื่องที่เราทั้งสองคนสนใจร่วมกันและเป็นเรื่องแง่บวก 

.

เช่น ชื่นชมในความสำเร็จของโปรเจกต์ที่ผ่านมา ระหว่างพูดคุยให้พยายามหานิสัยหรือแง่มุมดีๆ ของเขา ซึ่งจะทำให้เราไม่จมอยู่กับพฤติกรรมภายนอกที่เราไม่ชอบ เช่น เหตุการณ์ที่เขาเคยพูดขัดหรือพูดแทรกเราในที่ประชุม โดยวิธีนี้ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ให้เกียรติและเพิ่มความสันติมากขึ้น เมื่อเราทำตามวิธีนี้สำเร็จ เราจะพบว่า เราทุกคนล้วนทำผิดพลาดกันได้

.

.

6. มีกลยุทธ์ที่ดี

.

เมื่อคิดถึงปลายทางที่จะไปให้ถึง บางทีเราอาจต้องเปลี่ยนวิธีทำงานกับคน หรือทุ่มเทเวลามากขึ้นเพื่อช่วยเพื่อนร่วมงานให้มีทักษะในการทำงาน รวมไปถึงช่วยให้พวกเขาเข้ากับคนอื่นๆ ในบริษัทได้ หรือให้ Feedback ที่ดีและมีความหมายต่อผู้รับ แม้เขาจะเป็นคนที่เราไม่ชอบก็ตาม

.

และจำไว้ว่า “ความสำเร็จของเขา = ความสำเร็จของเรา” เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เป้าหมายขององค์กร และเราต้องทำเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้น ดังนั้น เราควรจะรู้หน้าที่ของตัวเองและผู้อื่น เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน และเห็นภาพที่ชัดเจนว่า อะไรคือความสำเร็จที่มองหา

.

.

7. เลือกสู้เพื่อสิ่งที่สำคัญ

.

ทุกข้อที่ผ่านมานั้นบอกให้เราเริ่มแก้ไขที่ตัวเอง หรือปรับมุมของตัวเองก่อน แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยาก เหมือนเรากำลังต่อสู้กับความโกรธหรือเกลียดในใจของเราเอง แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อเราประเมินความคุ้มค่าจากผลประโยชน์ที่ได้รับ บางการต่อสู้ก็คุ้มค่าให้เราสู้อย่างแน่นอน

.

ทว่าในบางครั้ง ถ้าเรากำลังถูก ‘เล่นงาน’ หรือปฏิบัติไม่ดีต่อไปเรื่อยๆ  เราก็ควรรักษาสิทธิ์ของตัวเอง และแก้ไขให้ถูกต้อง ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ เช่น ถ้าถูกกลั่นแกล้ง คุณก็ไม่จำเป็นต้องยอม

.

แต่ถ้าพิจารณาโดยไร้อคติและพบว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย หรือเป็นเรื่องเล็กน้อยมากๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ อย่างการที่เพื่อนร่วมงานเผลอทำเราโกรธโดยไม่ได้เจตนา หรือนำเสนอมุมมองที่แตกต่างจากเรา เป็นต้น

.

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จำเป็นที่สุดในการทำงานกับคนที่ไม่ชอบ ก็คือการมีความเห็นอกเห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา และมองให้รอบด้าน เพื่อให้ทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุด

.

.

เนื้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง:

- ไม่อยากทำงาน แต่ก็ต้องทำ! ลอง 10 วิธีที่จะทำให้คุณมี “ความสุขในการทำงาน” มากขึ้น: https://bit.ly/3m69H0X

- 5 องค์ประกอบการมี “Social Intelligence” ทักษะในโลกที่หลากหลาย เมื่อการเข้าใจผู้อื่นทำให้เราเป็นที่รักและประสบความสำเร็จ: https://bit.ly/3EzrzII

.

.

อ้างอิง

https://bit.ly/3dvuoPa

https://cnb.cx/31GPW8w

.

#missiontothemoon

#missiontothemoonpodcast

#softskill

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...