โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โทน บางแค จากเด็กชายท่าพระจันทร์ สู่เจ้าอาณาจักรพระเครื่องพันล้าน

แนวหน้า

เผยแพร่ 05 พ.ค. เวลา 17.00 น.

ในทำเนียบเซียนพระเครื่องผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุคดิจิทัลชื่อของ โทน บางแค หรือ โทนทอง สุขแก่น คือแบรนด์ที่แข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในฐานะผู้พลิกโฉมวงการพระเครื่องไทยจากโลกแห่งความเชื่อสู่โลกที่มีมาตรฐานสากลรองรับ แต่กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจระดับพันล้านเบื้องหลังความสำเร็จนี้เต็มไปด้วยบททดสอบและการต่อสู้ดิ้นรนที่เริ่มต้นจากจุดติดลบ

วันนี้ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์จะพาทุกท่านไปเจาะลึกเส้นทางชีวิตของชายผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา จากเด็กชายท่าพระจันทร์สู่เจ้าอาณาจักรพระเครื่องอันน่าทึ่ง

โทน บางแค

ชีวิตของโทนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์แต่ต้องมาเติบโตภายใต้การดูแลของคุณย่าในย่านบางแค กรุงเทพฯ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ต้องดิ้นรนตั้งแต่วัยเยาว์ จุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เขาเข้าสู่โลกพระเครื่องเกิดขึ้นในช่วงอายุประมาณ 11-14 ปี เมื่อเขามีปัญหาชีวิตจนต้องไปบวชเรียนและได้อยู่กับพระนักเรียน หน้าที่ในแต่ละวันคือการท่องบทสวดถวาย ซึ่งพระรูปนั้นมักจะหยิบพระเครื่องขึ้นมาสอนให้เขาดูและจดจำว่าองค์ไหนคือวัดอะไร นี่จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่ทำให้เขาซึมซับความรู้เรื่องพุทธศิลป์โดยไม่รู้ตัว

และเมื่อสึกออกมาตอนชั้น ป.4 ความสงสัยในป้ายรับเช่าพระ ทำให้เขาลองนำพระที่บ้านไปปล่อยเช่าจนได้เงินมาหลักสิบ ความสำเร็จเล็ก ๆ นั้นแปรเปลี่ยนเป็นความหลงใหล เขาเริ่มแอบเดินทางไปยังสนามพระเครื่องท่าพระจันทร์เพียงลำพังเพื่อศึกษาหาประสบการณ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

โทน บางแค

ยิ่งในช่วงวัยรุ่นด้วยความทะเยอทะยานอยากโดดเด่นและเป็นเจ้าของกิจการ เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่ธุรกิจด้านมืดโดยเริ่มจากการเป็นเด็กวิ่งในบ่อน จนไต่เต้าขึ้นมาเป็นเจ้าของบ่อนได้สำเร็จ แต่เส้นทางสายนี้กลับเต็มไปด้วยขวากหนามและอันตราย เขาถูกโกง ถูกกดดันจากผู้มีอิทธิพล และร้ายแรงถึงขั้นโดนขู่ฆ่า ท่ามกลางความกดดันจากการโดนรังแก โทนตัดสินใจหันหลังให้กับธุรกิจสายมืดอย่างเด็ดขาด และเลือกที่จะใช้วิชาความรู้เรื่องพระเครื่องที่ติดตัวมาแต่เด็กมาสร้างอาชีพที่สุจริตแทน

ซึ่งในช่วงที่ต้องสร้างตัวใหม่ เขาผ่านการทำงานมาอย่างโชกโชนเพื่อเลี้ยงชีพ จนได้รับฉายาว่า ผู้ชายขายหอย ทว่าในมือข้างหนึ่งที่ต้องสู้ชีวิต อีกข้างหนึ่งก็ยังคงกำพระเครื่องและสั่งสมความรู้และเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นเซียนพระแถวหน้าของเมืองไทย

โทน บางแค

แม้จะมีความชำนาญเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก แต่เส้นทางอาชีพเซียนพระของเขาก็เคยพบกับความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่เป็นข่าวดังไปทั่ววงการ เมื่อเขาเคยสูญเงินกว่า 100 ล้านบาท จากการซื้อพระเก๊ ทว่าเหตุการณ์นั้นกลับไม่ได้ทำให้เขาละทิ้งเส้นทางนี้ ในทางกลับกัน มันคือแรงผลักดันมหาศาลที่ทำให้โทนหันมาศึกษาและพัฒนาความรู้ด้านพระเครื่องอย่างจริงจังและละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น จนได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญพระยอดนิยมที่มีความแม่นยำสูงระดับประเทศ

โดยสิ่งที่ทำให้ โทน บางแค แตกต่างจากเซียนพระรุ่นเก่า คือวิสัยทัศน์ในความเป็น ผู้ประกอบการความรู้ เขาใช้สื่อโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook เพจ โทน บางแค FC. และ YouTube เป็นเครื่องมือในการสอนวิธีดูพระเครื่องและเตือนภัยพระเก๊ จนมีผู้ติดตามถล่มทลายนับล้านคน และนอกจากนี้เขายังได้ยกระดับความน่าเชื่อถือของวงการด้วยการก่อตั้ง บริษัท พระเครื่องเมืองไทย จำกัด และ T-Amulet Center เพื่อให้บริการตรวจสอบและออกใบรับรองพระแท้ สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการซื้อขายพระเครื่องในยุคดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

โทน บางแค

นอกจากนี้ โทน บางแค หรือ โทนทอง สุขแก่น ยังได้ก่อตั้งทำ มูลนิธิกู้ภัยชื่อว่าสยามนนทบุรี โดยมีจุดประสงค์คือเราอยากช่วยเหลือคนเราอยากให้มากกว่าเราอยากทำอะไรให้มันเกิดขึ้นกับประเทศนี้เราอยากเป็น 1% ของความดีถ้าคนไทยทุกคนมองว่าเราทำอะไรเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้างผมว่าประเทศเราจะเจริญและพัฒนาเพิ่มขึ้น

ในปัจจุบัน โทน บางแค ไม่ใช่เพียงแค่เซียนพระที่รับเช่าหรือปล่อยเช่าพระเครื่องเท่านั้น แต่เขาคือฟันเฟืองสำคัญที่กำลังผลักดันตลาดพระเครื่องไทยให้มีความเป็นมืออาชีพ มีความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักสะสมทั้งในและต่างประเทศอย่างมั่นคง

โทน บางแค

ขอขอบคุณภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก เพจ โทน บางแค FC

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...