โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ตะวันออกกลาง’ ก้าวสู่เกม ‘กดดันเพื่อเจรจา’

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 26 มี.ค. เวลา 07.28 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. เวลา 23.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐและพันธมิตรกับอิหร่านทวีความรุนแรงจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมเป็นเพียงการปะทะทางทหารในวงจำกัด ยกระดับไปสู่การเผชิญหน้าเชิงยุทธศาสตร์ ที่มี “พลังงาน” เป็นศูนย์กลางของการต่อรอง

ภาพรวมช่วงวันที่ 23-24 มี.ค.69 สะท้อนว่าสงครามยังไม่เข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย แต่กำลังเข้าสู่ช่วงเรียกว่า “กดดันเพื่อเจรจา”ที่แต่ละฝ่ายต่างใช้แรงกดดันทางทหารและโครงสร้างพื้นฐาน มาสร้างอำนาจต่อรอง ก่อนเข้าสู่โต๊ะเจรจา

พัฒนาการสำคัญที่สุด คือ กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจชะลอแผนการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านออกไป 5 วัน โดยระบุว่าพบ “จุดตกลงที่สำคัญ” ในการติดต่อกับฝ่ายอิหร่าน และต้องการเปิดพื้นที่ให้กลไกทางการทูตได้ทำงานก่อน ความเคลื่อนไหวนี้ส่งผลบวกต่อตลาดโลกทันที โดยราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวลงและตลาดหุ้นฟื้นตัวบางส่วน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านกลับออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ทำให้บรรยากาศทางการทูตในขณะนี้เป็นเพียง “ช่องสัญญาณที่เปราะบาง” เท่านั้น

ขณะเดียวกัน กองกำลัง IRGC ของอิหร่านยังรักษาท่าทีแข็งกร้าว ด้วยนโยบาย “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”โดยขู่ว่าหากโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าของตนถูกโจมตี อิหร่านจะมุ่งเป้าทำลายโรงไฟฟ้าในอิสราเอลและโครงสร้างพลังงานที่จ่ายไฟให้ฐานทัพสหรัฐในภูมิภาคทันที

อย่างไรก็ดี “อิหร่าน” เริ่มลดระดับการข่มขู่ต่อโครงสร้างพลเรือนบางประเภท เช่น โรงกลั่นน้ำทะเลของประเทศในแถบอ่าว เพื่อเลี่ยงภาพลักษณ์การโจมตีพลเรือนอย่างเต็มรูปแบบ

แม้จะมีการเจรจาระดับนโยบาย แต่การสู้รบภาคสนามยังคงดุเดือด อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในกรุงเตหะรานและเบรุตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวม ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.69 สูงเกิน 2,000 คน แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตในเลบานอน กว่า 1,000 คน ในอิหร่านกว่า 1,500 คน และมีทหารสหรัฐเสียชีวิตอย่างน้อย 13 นาย

วิกฤตครั้งนี้ลุกลามสู่ความมั่นคงทางพลังงานระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก และเป็นเส้นทางหลักของ LNG สู่เอเชีย สถานการณ์ที่ตึงเครียดทำให้บาห์เรนเสนอต่อ UN ให้ใช้วิธีการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์

ขณะที่หน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปรียบเทียบว่า วิกฤตครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันยุคปี 1973 เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน 40 แห่ง ใน 9 ประเทศ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้อุปทานพลังงานหายไปมาก กว่า 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ผลกระทบนี้เริ่มส่งผลชัดเจนต่อภูมิภาคเอเชีย ที่ต้องนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากถึง 80% โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ถึงกับออกโรงเตือนว่า..นี่คือ “วิกฤตของเอเชีย” จนทำให้ประเทศอย่างญี่ปุ่น ต้องเริ่มปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาเพื่อรับมือ

ในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ ขณะนี้โลกถูกแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ กลุ่มที่เน้นการใช้กำลังคุ้มครองการเดินเรือนำโดยสหรัฐและกลุ่มที่เน้นการทูตนำโดยยุโรปและฝรั่งเศส

สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณของการหยุดยิงอย่างเป็นทางการ และความเสี่ยงยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่เพียงการสู้รบทางทหาร แต่มันคือสภาวะ Energy Shockที่อาจลุกลามไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อและวิกฤตเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง หากการ “กดดันเพื่อเจรจา”ล้มเหลวและนำไปสู่การทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ

และนั่นคือสิ่งที่ “น่าสะพรึง” เป็นอย่างยิ่ง..!!!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...