โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพิ่มมูลค่า “ผักตบชวา-ขยะอินทรีย์” แปรรูปเป็น “ปุ๋ยหมัก” สร้างรายได้

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 26 ส.ค. 2562 เวลา 06.40 น. • เผยแพร่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 06.40 น.

*ผักตบชวา เป็นวัชพืชน้ำที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถขยายพันธุ์โดยการแตกไหลกลายเป็นลำต้น  ผักตบชวารวมกลุ่มกันแน่น แต่เมื่อโดนกระแสน้ำจะไหลขาดออกจากกัน กระจายตัวออกเป็นส่วนย่อยๆ ง่ายต่อการกระจายพันธุ์ไปในที่ต่างๆ และเพิ่มปริมาณจนหนาแน่นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะทางน้ำ กีดขวางทางไหลของน้ำ การขนส่งคมนาคมทางน้ำ ทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน *

ผักตบชวา ที่มีอายุ 1 เดือน จะมีความสูงเฉลี่ย 40 เซนติเมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะให้น้ำหนักสด 10 ตัน ส่วนผักตบชวาที่อายุ 4 เดือน ความสูง 100 เซนติเมตร จะให้น้ำหนักสด 30 ตัน เนื่องจากผักตบชวาสด มีน้ำเป็นส่วนประกอบในตัวแล้ว ยังมีน้ำที่ติดมากับรากและใบผักตบชวากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การขุดลอกผักตบชวาจากแหล่งน้ำจำนวนมากๆ เพื่อขนส่งไปทิ้งจึงทำได้ยาก เพราะมีน้ำหนักมาก หากนำผักตบชวามากองบริเวณลำน้ำโดยขาดการบริหารจัดการที่ดี จะส่งกลิ่นเน่าเหม็นก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม

ผักตบชวา เป็นพืชที่มีระบบรากฝอยจำนวนมาก จึงดูดซับแร่ธาตุต่างๆ จากตะกอนในน้ำเก็บไว้ในส่วนลำต้นและราก เฉลี่ยมีปริมาณไนโตรเจนไม่น้อยกว่า 1% ฟอสฟอรัส 0.25% และโพแทสเซียม 4% ส่วนโลหะหนักในผักตบชวา พบว่าต่ำกว่ามาตรฐาน นอกจากนี้ ผักตบชวายังมีสัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน 30:1 จึงกล่าวได้ว่า ผักตบชวา จัดเป็นวัสดุที่ย่อยสลายง่าย มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการทำปุ๋ยหมัก ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงแนะนำให้นำผักตบชวาที่ขุดลอกจากแหล่งน้ำมาใช้เป็นวัสดุในการทำปุ๋ยหมัก โดยใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ เช่น สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 และ พด.1 ช่วยในการย่อยสลายและลดกลิ่นเหม็น

วช. หนุนใช้ “นวัตกรรม” แก้ปัญหา

“โครงการนำนวัตกรรมไปจัดการกับวัชพืชและผักตบชวาเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน” เป็น 1 ใน 8 โครงการที่ ภาครัฐบาลและศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 ได้น้อมนำพระราชดำริ พระราชปณิธาน และพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มาแปลงเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า เพื่อสืบสานพระราชดำริและต่อยอดโครงการดังกล่าว วช. ได้จัดกิจกรรม “การนำนวัตกรรมไปจัดการกับวัชพืชและผักตบชวา เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน” ภายใต้ “โครงการจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนเฉลิมพระเกียรติ โดยจัดกิจกรรมนำร่องขึ้น ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดแรก เพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน ช่วยให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา มีรายได้จากการนำวัชพืชและผักตบชวามาทำปุ๋ยหมักหรือดินปลูก เพื่อนำไปใช้ในการเกษตรและจำหน่าย ซึ่งส่งผลให้สิ่งแวดล้อมในคลองและลำน้ำดีขึ้น และผลักดันให้เกิดเป็นต้นแบบชุมชนในการจัดการกับวัชพืชและผักตบชวาในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนและขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ ต่อไป

การดำเนินงานอาศัยข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการวัชพืชและผักตบชวา ที่สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การนำมาผลิตเป็นเครื่องจักสาน งานหัตถกรรม การใช้เพื่อการบำบัดน้ำ การใช้เพื่อผสมเป็นอาหารสัตว์ การนำมาหมักเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ ตลอดจนการนำมาทำเป็นวัสดุปรับปรุงดินและปุ๋ย แต่กิจกรรมการนำวัชพืชและผักตบชวามาแปรรูปในการทำปุ๋ยหมักหรือดินปลูก เป็นกิจกรรมที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างดี

การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ วช. ได้นำนวัตกรรม “เครื่องผลิตปุ๋ยหมัก” ผลงานวิจัยของ ดร. ลักขณา เบ็ญจวรรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับทุนสนันสนุนจาก วช. และ “ระบบคลังความรู้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาลำน้ำ” บนเว็บไซต์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (www.krw.nrct.go.th) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้งานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ในการพัฒนาลำน้ำและชีวิต แก้ไขปัญหาลำน้ำได้ตรงความต้องการของชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิต และเพิ่มรายได้ให้ประชาชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป

นวัตกรรม “เครื่องผลิตปุ๋ยหมัก”

นวัตกรรม “เครื่องผลิตปุ๋ยหมัก” มี 2 ขนาด ได้แก่

  • เครื่องผลิตปุ๋ยหมักขนาดเล็กสำหรับครัวเรือน ความจุถังหมัก 80 ลิตร และ
  • เครื่องหมักปุ๋ยขนาดใหญ่สำหรับภาคการเกษตร ความจุถังหมัก 400 ลิตร เครื่องหมักปุ๋ยรุ่นนี้มีคุณสมบัติและลักษณะเฉพาะ ประกอบด้วย ถังหมักหรือถังปฏิกิริยา ชุดอุปกรณ์กวนผสม ช่องระบายปุ๋ยหมัก ผลงานชิ้นนี้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 1.5 แรงม้า ใช้ไฟ 220 โวลต์ มีระบบป้องกันกระแสไฟฟ้าเกิน (Overload) โดยกระแสไฟจะถูกตัดเพื่อป้องกันความเสียหายของมอเตอร์ นอกจากนี้ ยังมีล้อเลื่อนทำให้สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย และล็อกเบรกเพื่อควบคุมไม่ให้เคลื่อนที่

ขั้นตอนการใช้งาน เพียงแค่นำขยะอินทรีย์ ได้แก่ เศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ หรือวัชพืชต่างๆ เช่น จอก แหน ผักตบชวา และใบไม้แห้ง ใส่ลงถังหมัก เครื่องผลิตปุ๋ยหมักมีมอเตอร์ในการขับใบพัดกวนที่อยู่ภายในถังหมักเพื่อพลิกกลับกองเป็นการเติมอากาศเข้าสู่กองปุ๋ยหมัก โดยใบพัดกวนผสมหมุนได้ 2 ทิศทาง (หมุนไปทางข้างหน้าและหมุนกลับ) เพื่อกวนผสมทุกครั้งที่มีการเติมขยะอินทรีย์ในถังหมัก ช่วยให้อากาศไหลวนเข้าไปเพื่อเอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดที่ใช้ออกซิเจน เกิดการย่อยสลายได้เร็วขึ้น ทำให้ได้สารฮิวมัสที่มีลักษณะคล้ายดิน ภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นปุ๋ยหมักสำหรับใช้เพื่อการบำรุงดินหรือนำไปผสมวัสดุอื่นๆ เพื่อการปลูกต้นไม้

ดร. ลักขณา เบ็ญจวรรณ์ นักวิจัยชำนาญการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า นวัตกรรมเครื่องผลิตปุ๋ยหมัก ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำปุ๋ยหมักและทุ่นแรงในการพลิกกลับกองปุ๋ย เหมาะสำหรับใช้ในบ้านเรือนและหน่วยงานที่มีขยะอินทรีย์ประเภทเศษผัก เศษอาหาร ใบไม้แห้ง วัชพืชน้ำประเภทจอก แหน ผักตบชวา หรือเหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการผลิตปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในแปลงเกษตร

ในการใช้งาน เกษตรกรสามารถเติมขยะอินทรีย์เข้าระบบได้ทุกวันและทุกเวลา ถ้ามีขยะอินทรีย์ ทำการควบคุมสัดส่วนของขยะอินทรีย์ประเภทต่างๆ เช่น อินทรียวัตถุสีเขียว สีน้ำตาล และความชื้นให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้เกิดการย่อยสลายได้ดีและเร็ว

จากผลงานวิจัยของ ดร. ลักขณา พบว่า เมื่อใช้เศษอาหาร 2 ส่วน ต่อเศษผัก 1 ส่วน และใบไม้แห้ง 1 ส่วน (โดยน้ำหนัก) หรือใช้เศษอาหารและเศษผัก 1 ส่วน ต่อใบไม้แห้ง 3 ส่วน (โดยปริมาตร) ขยะอินทรีย์ในถังหมักจะเกิดการย่อยสลายและเปลี่ยนสภาพเป็นปุ๋ยหมักได้ในระยะเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้ ผู้ใช้สามารถเติมขยะลงถังหมักได้ทุกวัน จนกว่าจะเต็มถังจึงนำปุ๋ยหมักออก และนำปุ๋ยหมักที่ได้นั้นกองหรือใส่เข่งตั้งไว้จนกว่าอุณหภูมิของปุ๋ยหมักเท่ากับอุณหภูมิบรรยากาศ ซึ่งแสดงว่าสภาวะการย่อยสลายเสร็จสมบูรณ์ สามารถนำปุ๋ยหมักไปใช้งานได้

ปุ๋ยหมักที่ผลิตได้ มีคุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยหมักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ มีปริมาณไนโตรเจน ประมาณ 2.5-3% ฟอสฟอรัส 0.4-1% โพแทสเซียม 0.8-2% นำไปใช้ประโยชน์เพื่อเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ หรือเป็นวัสดุปรับปรุงดินได้อย่างดี

ปัจจุบัน นวัตกรรมเครื่องหมักปุ๋ยของ ดร. ลักขณา ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายในโรงเรียนและภาคการเกษตรในหลายจังหวัด เช่น เชียงราย สตูล นครศรีธรรมราช นครปฐม สมุทรสงคราม และกรุงเทพมหานคร ฯลฯ โดยตัวอย่างที่นำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนสถาพรวิทยา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ได้นำนวัตกรรมนี้ไปใช้ผลิตปุ๋ยหมักและดินปลูกคุณภาพสูง โดยสร้างยี่ห้อของตัวเอง ในชื่อ “E-ดอกลูกดก” และกองทุนชุมชนเมืองวัดท่าพูด ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม นำไปใช้ผลิตปุ๋ยหมักและดินปลูกจากผักตบชวา โดยตั้งชื่อยี่ห้อสินค้าของตัวเองว่า “ดินกองทุนชุมชนวัดท่าพูด” เป็นต้น

สำหรับผู้อ่านที่สนใจนวัตกรรมเครื่องหมักปุ๋ย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร. ลักขณา เบ็ญจวรรณ์ ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง คณะเกษตร กำแพงแสน เลขที่ 1 หมู่ที่ 6 ถนนมาลัยแมน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อำเภอแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 E-mail: rdilnb@ku.ac.th Mobile: 094-4635614

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...