การกลับมาอีกครั้ง Ferrari 250 GTO ของยนตรกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
ขึ้นชื่อว่า Ferrari คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักรถยนต์ยี่ห้อนี้ โดยเฉพาะ Ferrari 250 GTO ที่โด่งดังมากที่สุดในยุค ค.ศ. 1960s แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ายนตกรรมสุดคลาสสิกรุ่นนี้กำลังจะกลับมาให้เราได้เห็นกันอีกครั้งในไม่ช้า
Ferrari 250 GTO เป็นรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง 2 ประตู 2 ที่นั่ง ผลิตขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1962 – 1964 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าร่วมงานของสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (Fédération Internationale de l'Automobile) หลังจากการเปิดตัวในงานดังกล่าวบริษัทรถยนต์สัญชาติอิตาลีได้ผลิตรถยนต์ Ferrari 250 GTO Series I ออกมา 36 คัน ตามมาด้วย Series II อีกเพียง 3 คันเท่านั้น รถยนต์ Ferrari 250 GTO ได้รับการขนานนามให้เป็นรถยนต์สปอร์ตแห่งศตวรรษที่ 1960 และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นรถเฟอร์รารี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลอีกด้วย
ปัจจุบันบริษัทวิศวกรรมยานยนต์ GTO Engineering แห่งประเทศอังกฤษ ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงด้วยการเป็นผู้จำหน่าย บำรุงรักษา และเป็นผู้ชุบชีวิตรถยนต์และรถแข่งเฟอร์รารี่รุ่นคลาสสิกหลายรุ่นขึ้นมาใหม่ในช่วง 30 ที่ผ่านมา ได้ประกาศโครงการในฝันซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างสรรค์ยนตรกรรมสุดคลาสสิกจากยุค 60s ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง โดยบริษัท GTO Engineering ระบุว่ารถยนต์รุ่น GTO Engineering Moderna ที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงมาจาก Ferrari 250 GTO ที่จะสร้างขึ้นมาใหม่นี้จะเป็นการผสมผสานแรงบันดาลใจในยุคสมัยใหม่ให้เข้ากับความเป็น Ferrari 250 GTO ดั้งเดิมที่มีความโดดเด่นจนทำให้ทุกคนต่างต้องหลงใหล
รถยนต์รุ่น GTO Engineering Moderna เป็นรุ่นที่ตามหลังผลงานรุ่น 250 SWB Revival ที่บริษัทได้สร้างขึ้นจากตัวถังของรถยนต์ที่ได้รับบริจาคมาให้ตรงตามแบบรถยนต์รุ่น 250 GT SWB Berlinetta Competizione แต่ความท้าทายของการสร้างรถยนต์รุ่น GTO Engineering Moderna คือการดัดแปลงเพื่อสร้างยานยนต์ที่เน้นผู้ขับ ซึ่งผู้ผลิตต้องการให้รถยนต์ดังกล่าวมีน้ำหนักน้อยกว่า 2,200 ปอนด์ และมีตัวถังที่ผลิตขึ้นใหม่ด้วยมือทั้งหมด เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของยนตรกรรมในยุค 1960s
การผลิตรถยนต์รุ่น GTO Engineering Moderna จะใช้แชสซีเหล็กรูปทรงกระบอก โครงอลูมิเนียม และตัวถังที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ตามแบบของรถแข่งฟอร์มูลาวัน เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขุมพลัง 12 สูบ วิศวกรของบริษัท GTO Engineering คาดว่าจะใช้เวลาผลิตรถยนต์รุ่นนี้นานถึง 18 เดือน และรูปโฉมล่าสุดของยนตรกรรมชิ้นเอกน่าจะปรากฏสู่สายตาคนทั่วโลกในอีกไม่นาน