โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“วิตามินซี” ฮีโร่แห่งการป้องกันโรค ที่อาจเป็นโทษได้!

TheHippoThai.com

เผยแพร่ 18 ก.ย 2562 เวลา 01.00 น. • THE HIPPO | Another Point Of View

หลายคนเติบโตกับความรู้ที่ว่า การกินอาหารครบ 5 หมู่ คือแนวทางที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแรงสมบูรณ์ เมื่อเราโตขึ้นมาอีกหน่อย วัยเรียน และวัยทำงาน ไปจนถึงวัยชราแล้ว ชีวิตที่เร่งรีบและหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบหลาย ๆ อย่างอาจทำให้การใส่ใจและวินัยในการกินที่ลดลง ทำให้เริ่มมองหาอาหารและวิตามินเสริม เพื่อเป็นการทำให้ร่างกายเรายังแข็งแรงพร้อมสู้ทุกสถานการณ์ หนึ่งในวิตามินยอดฮิตของผู้รักสุขภาพ คงหนีไม่พ้นวิตามินซี แน่นอน

วิตามินเสริมที่หลายคนยกให้เป็นฮีโร่แห่งการป้องกันโรค โดยเฉพาะไข้หวัด ที่ดูแนวโน้มแล้วว่าหลายคนจะเผชิญได้ง่ายขึ้นทุกที แถมโรคภัยเหล่านี้ก็แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นแต่ละครั้งหายยากเหลือเกิน ท่ามกลางอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย และไลฟ์สไตล์ที่รายล้อมด้วยฝุ่นควันมลภาวะ เป็นตัวเร่งทำให้เกิดโรคได้มากมาย อาหารการกินก็ไม่มั่นใจว่าเพียงพอหรือเปล่า วิตามินเสริมคือตัวช่วยที่ดีและตอบโจทย์ที่สุดนั่นเอง แต่การจะกินวิตามินซีเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ก็ต้องกินอย่างถูกวิธี ไม่อย่างนั้นนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ ยังอาจจะเกิดโทษต่อร่างกายได้อีกด้วย

*ทำความรู้จักกับวิตามินซี อีกสักทีจะเป็นไร *

วิตามินซี เป็นวิตามินหลักที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่พอเพียง พบได้ในผักและผลไม้ทั่วไป แต่ผลไม้ที่วิตามินซีสูงได้แก่ ฝรั่ง มะขามป้อม มะเขือเทศ ส้ม มะละกอ หรือมะนาว รวมทั้งผักผลไม้รสเปรี้ยวทั้งหลาย ล้วนอุดมด้วยวิตามินซีทั้งนั้น โดยวิตามินซีมีส่วนช่วยเรื่องป้องกันโรคภัยต่าง ๆ เช่น ไข้หวัด เลือดออกตามไรฟัน โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน และยังมีส่วนช่วยเรื่องผิวพรรณ รวมทั้งมีคุณค่าในการช่วยเรื่องชะลอวัยได้เช่นกัน

 

ปริมาณไม่ถูก ก็ไม่เกิดประโยชน์

หลายคนรู้แล้วว่าถ้าร่างกายได้รับวิตามินซีในปริมาณที่น้อยเกินไปก็ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บอย่างไร แต่ในแง่ว่าถ้าร่างกายได้รับวิตามินซีมากเกินไป ก็ทำให้เกิดโทษมากมายเช่นกัน อาทิ ร่างกายจะมีธาตุเหล็กมากเกินไป เนื่องจากวิตามินซีมีส่วนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย ซึ่งธาตุเหล็กที่มากเกินจะไปสะสมตามอวัยวะภายในต่าง ๆ ของร่างกาย จนอาจทำให้อวัยวะทำงานไม่ดี เช่นเดียวกับแร่ธาตุอื่น ๆ ที่วิตามินซีมีส่วนช่วยดูดซึม นอกจากนี้วิตามินซีที่มากเกินไปก็ยังมีผลต่อระบบย่อยอาหาร เกิดอาการปวดท้องได้ เสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ่วได้ มีผลทำให้การวินิจฉัยโรคบางชนิดคลาดเคลื่อนได้ เป็นต้น

ทั้งนี้วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายได้น้ำได้ ดังนั้นวิตามินซีที่มากเกินไปร่างกายจะขับออกมาจากปัสสาวะเป็นหลัก กล่วาคือหากกินเกินปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แถมยังขับออกมาเสียมากกว่า ส่วนกรณีที่สะสมจนเกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงกับร่างกายนั้น ก็เกิดขึ้นเฉพาะบุคคลเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเราควรกินวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสม โดยเราควรบริโภควิตามินในปริมาณวันละ 500-1,000 มก. แต่ในกรณีที่ใครกำลังเป็นไข้หวัด หรือมีอาการภูมิแพ้ รวมทั้งในวัยผู้ใหญ่ (ที่รู้ตัวว่าอยู่ในช่วงเวลาที่ร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนไม่พอ ทำงานหนักเกินไป ) ควรบริโภควันละ 2,000 มก.

ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการกินวิตามินซี

หากสุดท้ายแล้วใครรู้ตัวว่าไม่ค่อยกินผักผลไม้ จนทำให้ได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ การกินวิตามินซีเสริมจึงเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอ ซึ่งวิตามินซีมีหลายชนิด ไม่ว่าจะในรูปแบบเม็ด แคปซูล หรือแบบผงละลายน้ำ โดยแต่ละชนิดมีปริมาณแจ้งไว้ชัดเจนเพื่อจะได้เลือกได้ถูกต้อง ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการกินวิตามินซีควรเป็นช่วงเวลาหลังอาหารเช้าประมาณ 9-10 โมงเช้า เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะสามารถดูดซึมวิตามินซีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ไม่ควรบริโภควิตามินซีตอนท้องว่างเพราะอาจมีส่วนทำลายลำไส้ และระบบย่อยของเราได้ นอกจากนี้มีงานวิจัยหลายงานที่ระบุว่าในวิตามินซีมีสารที่ทำให้ร่างกายตื่นตัว ดังนั้นการกินก่อนนอนก็มีส่วนทำให้หลับยากได้ด้วย

*แต่ไม่ว่าอย่างไร การบริโภควิตามินซีจากธรรมชาติ ที่ได้จากพืช ผัก ผลไม้สด ผ่านการปรุงแต่งด้วยความร้อนให้น้อยที่สุด คือวิธีการรับวิตามินซีสู่ร่างกายอย่าปลอดภัย และมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด *

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...