โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

นายกรัฐมนตรีขายชาติได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย ใช่ไหม

แนวหน้า

เผยแพร่ 23 ส.ค. 2568 เวลา 17.00 น.

ในยามนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยวิพากษ์วิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีไทยคนล่าสุดมีพฤติกรรมเข้าข่ายขายชาติ เพราะนำความลับของชาติไปไขให้ฮุนเซนรับรู้ และยังมีพฤติกรรมสามานย์ด้วยการประกาศว่าตนเองเป็นฝ่ายตรงข้ามกับทหารไทย อย่าลืมว่านายกรัฐมนตรีมีสถานภาพเป็นผู้นำการเมืองสูงสุดของประเทศ แต่กลับประกาศให้ฝ่ายตรงข้ามของประเทศไทย หรือศัตรูของประเทศไทยรู้ว่าทหารไทยเป็นคนละฝ่ายกับนายกรัฐมนตรี แต่ที่เลวทรามยิ่งกว่าคือนายกรัฐมนตรีไทยดันประกาศกับศัตรูของประเทศว่า ตนเองเป็นฝ่ายเดียวกัน หรือเป็นพวกเดียวกันกับศัตรูของประเทศ

หากใครจะปฏิเสธว่าฮุนเซน แห่งกัมพูชา ไม่ใช่ศัตรูของประเทศไทย ก็ขอให้แสดงตัวให้ชัดเจน เพราะอยากรู้เหตุผลว่าทำไมจึงมองว่าฮุนเซนไม่ใช่ศัตรูของประเทศไทย ทั้งๆ ที่ฝ่ายกัมพูชาจงใจนำเรื่องพรมแดนของไทยไปฟ้องศาลโลก แล้วกัมพูชายังระดมยิงจรวด ปืนใหญ่ และอาวุธสงครามเข้าใส่ฝั่งไทย จนทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก บ้านเรือนทรัพย์สินข้าวของทั้งของประชาชนและของราชการเสียหายพินาศย่อยยับจนยังไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้

ก่อนอื่นต้องถามย้ำว่าแพทองธาร ชินวัตร ผู้มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยทำหน้าที่นี้โดยยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือว่าใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ถามย้ำว่าแพทองธารในฐานะนายกรัฐมนตรีรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ จริงหรือ

สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมากที่สุดในทางกฎหมาย เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งประมุขของฝ่ายบริหารของประเทศ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญสูงสุดหนึ่งในสามของหลักการแบ่งอำนาจการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีในการปกครองของไทยนั้นแบบผู้มีอำนาจในการปกครองทางการเมืองออกเป็นประมุขฝ่ายบริหาร ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ และประมุขฝ่ายตุลาการ

สำหรับอำนาจของฝ่ายบริหารนั้น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ถือเป็นองค์กรฝ่ายบริหารสูงสุดของรัฐบาล มีหน้าที่บังคับการต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายแม่บทของประเทศ และตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังมีความสำคัญในทางการเมือง เพราะตำแหน่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของผู้มีอำนาจการเมืองที่ทำหน้าที่บริหารและบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ปฏิบัติงานไปตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง โดยอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย เพราะฉะนั้น นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรัฐมนตรี จึงนับได้ว่าเป็นบุคคลระดับผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์กรที่มีอำนาจบริหารประเทศ โดยปฏิบัติหน้าที่ตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และตามแผนยุทธศาสตร์ของชาติตามที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติเรื่องคุณสมบัติของคณะรัฐมนตรีไว้ในหมวด 8 มาตรา 158-183 โดยกล่าวถึงองค์ประกอบ คุณสมบัติ และเงื่อนไขก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง และระบุว่าโดยพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่ทรงใช้ผ่านคณะรัฐมนตรี รวมถึงระบุหลักการรับสนองพระบรมราชโองการ และ ระบุเรื่องเงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทน แล้วสำหรับในส่วนของอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีได้กล่าวถึงเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2560

ขอยกประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 ซึ่งมีดังนี้

(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี

(3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

(4) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

(5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

(6) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98

(7) ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษเว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

(8) ไม่เป็นผู้เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187 มาแล้วยังไม่ถึงสองปีนับถึงวันแต่งตั้ง

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญยังกำหนดข้อห้ามว่า ห้ามข้าราชการและพนักงานของรัฐซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง จะเป็นข้าราชการการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นมิได้ ระบุไว้ในมาตรา 181 นั่นคือ รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ว่าต้องไม่เป็นข้าราชการและพนักงานของรัฐที่มีเงินเดือนประจำ หรือข้าราชการการเมืองอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ที่ระบุว่าต้องไม่เป็นบุคคลต้องห้าม ที่ถูกห้ามใช้สิทธิรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่เข้าลักษณะตาม (1)-(18) เช่น

มาตรา 98 (12) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง

มาตรา 98 (13) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

มาตรา 98 (14) เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี

มาตรา 98 (15) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

แต่ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของการเป็นรัฐมนตรีว่าต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีอาจมาจากผู้ที่ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ เช่นเดียวกับกรณีของนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังกำหนดคุณสมบัติผู้จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มเติมไว้ในมาตรา 112 กล่าวคือ บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้วยังไม่เกินสองปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมิได้ เว้นแต่เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ต้องกล่าวถึงคือ มาตรา 160 กำหนดคุณสมบัติสำคัญข้อหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้คือต้องมีคุณสมบัติซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ส่วนใครก็ตามที่วิจารณ์ว่าข้อกำหนดนี้เป็นรูปธรรมมากเกินไป ไม่สามารถวัดได้อย่างชัดเจน ก็นับเป็นข้ออ้างที่ใช้เพื่อแก้ตัวสำหรับรัฐมนตรีที่จงใจกระทำผิดข้อห้าม แต่ก็แถไถไปตามความหยาบหนาของผิวหน้าเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแม้เรื่องนี้จะดูเป็นนามธรรม แต่สำหรับคนที่เคร่งครัดในหลักศีลธรรม จรรยา และหลักจริยธรรมโดยเคร่งครัดย่อมไม่มีข้อสงสัยหรือคำถามเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต

ผู้เขียนมั่นใจว่าผู้อ่านบทความนี้ต้องได้ฟังบทสนทนาระหว่างแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย กับฮุนเซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา (และยังมีอีกหลายตำแหน่งสำคัญของกัมพูชา) หลายครั้งแล้ว คำถามคือฟังแล้วตอบได้ไหมว่า แพทองธารสนทนากับฮุนเซน เพื่อวัตถุประสงค์ใด

ขอให้พิจารณาบทสนทนานี้อีกครั้ง แพทองธารบอกฮุนเซนว่า “ไม่อยากให้ uncle ไปฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา เพราะว่าพอไปฟังฝั่งตรงข้าม อย่างพวกแม่ทัพภาค 2 เป็นคนของฝั่งตรงข้ามหมดเลย ซึ่งพอเป็นฝั่งนั้น ก็ไม่อยากให้ท่านรู้สึกไม่ชอบใจหรือโกรธ เพราะจริงๆ แล้วไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลยค่ะ”

และอีกบทสนทนาคือ “เพราะตอนนี้ทางนั้นเขาอยากจะดูเท่ เขาก็จะพูดอะไรออกมาที่มันไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติค่ะ แต่ว่าจริงๆ ที่เราต้องการ คือต้องการความสงบสุขให้เกิดขึ้นเหมือนตอนก่อนที่จะปะทะกันตรงชายแดนค่ะ”

และขอให้อ่านบทสนทนานี้ “ถ้าท่านฮุนเซน อยากได้อะไรก็ให้บอก จะได้คุยกันได้ ตกลงกันได้ เพราะว่าบางทีที่ท่านโพสต์เฟซบุ๊กออกมา คืออิ๊งค์ รัฐบาลสั่นคลอนที่สุดแล้วค่ะ ตั้งแต่อิ๊งค์เป็นนายกฯ มา ก็คือเรื่องกัมพูชานี่แหล่ะ อิ๊งค์ไม่ออกมาตอบโต้อะไรทั้งสิ้น เพราะอิ๊งค์ก็รักและเคารพท่าน เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วถ้าจะเอาอะไรจริงๆ ให้บอกอิ๊งค์ได้เลย ยกหูบอกก็ได้ อันไหนไม่เป็นข่าวก็คือไม่เป็นข่าว อันนั้นที่หลุดไปมันหลุดเพราะสื่อฯ ไม่ได้คุยกับอิ๊งค์แค่สองคน มันคุยกันเป็นกลุ่ม มันเลยหลุด แต่ว่าคุยกับอิ๊งค์สองคนมันไม่มีหลุดอยู่แล้ว ทีนี้ก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้”

ในช่วงท้ายการสนทนาของคนทั้งสอง สรุปได้ว่า แพทองธารบอกฮุนเซนว่าจะนำเรื่องที่ฮุนเซนบอกมาไปคุยกับกระทรวงกลาโหมของไทยก่อน และจะกลับมาแจ้งฮุนเซนให้รับทราบในวันหน้า โดยแพทองธารรับปากว่าสามารถจัดการตามที่ฮุนเซนบอกได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ขอให้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อน แล้วจะแจ้งกลับมา

ขอย้ำว่าตั้งใจฟังแล้วอ่านบทสนทนาระหว่างแพทองธารกับฮุนเซนหลายๆ ครั้ง แล้วคุณจะตอบตัวเองได้ว่า แพทองธารสนทนากับฮุนเซนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยจริงหรือ แล้วคุณจะเข้าใจด้วยว่า ทำไมบทสนทนานี้จึงถูกระบุว่าแพทองธารขายชาติ แต่คำถามสำคัญคือ หากใครก็ตามไม่จำเป็นต้องเป็นนายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมขายชาติ ถามว่าพฤติกรรมดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ คำถามสุดท้ายคือ แล้วยิ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมขายชาติ แบบนี้คนไทยจะยังยอมรับได้อีกหรือ เรายอมให้นายกรัฐมนตรีขายชาติได้ ใช่หรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...