โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เงินบาทพลิกแข็ง หลุด 34 บาท/ดอลล์ รับเทรดวอร์สหรัฐฯ-จีน

อีจัน

อัพเดต 11 เม.ย. 2568 เวลา 10.07 น. • เผยแพร่ 11 เม.ย. 2568 เวลา 03.07 น. • อีจัน

วันนี้ (11 เม.ย.68) นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.83 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 34.15 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.70-33.95 บาท/ดอลลาร์ (ระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ)

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง หลุดโซนแนวรับสำคัญ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 33.80-34.20 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถปรับตัวขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (New All-Time High) ได้อีกครั้ง

หลังบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งล่าสุดทางการสหรัฐฯ ได้ออกมายืนยันว่า อัตราภาษีนำเข้ากับสินค้าจีนนั้นจะสูงถึง 145% (125% + 20% เพื่อลงโทษที่ทางการจีนไม่ได้สกัดกั้นการไหลเข้าของยา Fentanyl สู่สหรัฐฯ อย่างจริงจัง)

นอกจากนี้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมี.ค. ที่ชะลอลงสู่ระดับ 2.4% ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย (อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ก็ชะลอลงสู่ระดับ 2.8% ต่ำกว่าคาด เช่นกัน) ก็มีส่วนหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ พร้อมกับกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยราว 4 ครั้ง ในปีนี้ เป็น 68%

ขณะเดียวกัน ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังได้หนุนให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 144 เยนต่อดอลลาร์ อีกทั้งยังหนุนความต้องการถือทองคำ หลังบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงเทขายต่อเนื่อง ที่ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการ Unwind สถานะ Basis Trade กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พุ่งขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4.50% อีกครั้ง

ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะจับตา รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมี.ค. เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่เฟดติดตามใกล้ชิด อีกทั้งรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน เดือนเม.ย. โดยเฉพาะในส่วนของอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาว พร้อมรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประเมินแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุดผู้เล่นในตลาดประเมินว่า เฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ยราว 4 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาส 68%)

นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ หลุดทุกโซนแนวรับที่เราประเมินไว้ ทำให้ในระยะสั้นเงินบาทอาจกลับมาแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทกลับไปแข็งค่าทดสอบโซนแนวรับ 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากเงินบาทยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ และการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์

นอกจากนี้ หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทหลุดโซนแนวรับ 34.10-34.20 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน ก็สะท้อนว่า เงินบาทได้เปลี่ยนจากแนวโน้มอ่อนค่าลง มาเป็นแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หรือ อย่างน้อยอาจแกว่งตัว Sideways ไปก่อน

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากบรรยากาศในตลาดการเงินยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง อาจทำให้ยังพอเห็นแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้บ้าง ขณะเดียวกัน ราคาทองคำก็เสี่ยงย่อตัวลงบ้าง หากไม่ได้มีปัจจัยสนับสนุนใหม่ๆ เพิ่มเติม

และที่สำคัญ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติก็จะเริ่มทยอยเข้ามา ช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้บ้าง นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา กอปรกับการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท อาจหนุนให้บรรดาผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งธุรกิจพลังงาน อาจเข้าซื้อน้ำมันมากขึ้น ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...