หลี่เลี่ยงเฟิง หญิงหม้ายแห่งหมู่บ้านถูซาน
ข้อมูลเบื้องต้น
ข้อมูลเบื้องต้น
“อุตส่าห์ได้หยุด จะไม่กลับประเทศจริง ๆ เหรอ”
“ฉันไม่มีบ้านให้กลับแล้ว อยู่ที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ”
นั่นคือประโยคสุดท้ายของหลี่เลี่ยงเฟิง ที่ได้พูดคุยกับเพื่อร่วมอาชีพ ก่อนที่จะบึ่งรถที่เต็มไปด้วยข้าวสารอาหารแห้ง มุ่งตรงไปทางภาคเหนือของประเทศไทย
เธอเป็นคนจีนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่อายุสิเก้า กระทัั่งเรียนจบมหา'ลัยในไทย และทำงานต่อ เมื่อสี่ปีก่อนขณะที่ครอบครัวของเธอกำลังเดินทางมาเยี่ยม เครื่องบินเกิดขัดข้อง ทำให้เสียการควบคุม โม่งลงพสุธา
จากเหตุการณ์นั้นไม่มีผู้โดยสารคนไหนที่รอดชีวิต ทำให้หลี่เลี่ยงเฟิงต้องอยู่ตัวคนเดียวตลอดมา ตัวเธอเองก็ไม่คิดที่จะกลับจีนอีกเลย
หญิงสาวทำงานไปด้วยท่องเที่ยวไปด้วย ทำให้เธอหลงรักประเทศไทยเข้าอย่างจัง ทุกครั้งที่เป็นวันหยุด ก็มักจะหอบสัมภาระไปตาที่ต่าง ๆ เป็นว่าเล่น
กระทั่งในครั้งนี้ หญิงสาวให้สัญญาไว้กับครอบครัวที่อยู่บนดอยครอบครัวหนึ่งเอาไว้ ว่าจะกลับไปหาอีกครั้ง
รถกระบะทรงสูงวิ่งผ่านป่าเขาไปเรื่อย ๆ เส้นทางเริ่มแคบลง ๆ หลี่เลี่ยงเฟิงตัดสินใจจอดรถไว้ยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ก่อนจะขนสัมภาระใส่ในรถเข็นที่เธอเตรียมมาด้วย จากนั้นก็เข็นไปตามเส้นทางที่เธอเคยไปในครั้งก่อน
ผ่านไปเกือบสี่ชั่วโมง เส้นทางที่เคยมีได้หายไป แต่หญิงสาวยังคงเข็นรถเข็นไปเรื่อย ๆ
เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เมื่อมีต้นไม้บางชนิดที่เธอไม่เคยเห็น สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไป อยากจะย้อนกลับก็มาไกลเกินกว่าจะกลับได้ทัน หญิงสาวหยิบมือถือขึ้นมาดู แต่ก็พบว่ามันไม่มีสัญญาณ เครื่องมือสื่อสารราคาแพง ตอนนี้ทำได้เพียงแค่ใช้ดูเวลา
“นี่เราอยู่ส่วนไหนของประเทศไทยแล้วเนี่ย”
เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่สามารถกลับออกไปทางเดิมได้ หญิงสาวก็ได้หาที่พักสำคืนนี้ให้กับตัวเอง เสบียงที่นำมาถูกนำไปซ่อนไว้อย่างมิดชิด ก่อนที่ตัวของหญิงสาวจะปีนขึ้นไปนอนบนต้นไม้
วันนี้เหนื่อยมากแล้ว พรุ่งนี้ค่อยคิดใหม่ว่าจะเอายังไง
ตอนที่ 1
ตอนที่ 1
ห้าวันแล้วที่เลี่ยงเฟิงติดอยู่ในป่าแห่งนี้ หญิงสาวเคยเดินกลับไปยังเส้นทางเดิม ก็ไม่พบช่องทางที่จะพาเธอออกจากหุบเขาลูกนี้เลย
จะว่าไม่มีก็ไม่ใช่ เพราะจุดที่หญิงสาวไปโผล่นั้น เป็นเพียงทุ่งหญ้ากว้าง แม้จะมีร่องรอยการมีอยู่ของผู้คน แต่จากเสื้อผ้าและการแต่งตัว ไม่เหมือนกับชนเผ่าไหนของไทยเลยสักนิด ถ้าจะให้คล้าย มันเหมือนกับคนจีนในยุคโบราณมากกว่า
แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะ ในเมื่อเธออยู่ที่ไทย ต่อให้เดินเก่งยังไง เวลาแค่ห้าวัน ไม่มีทางที่จะมาโผล่ที่ประเทศจีนได้หรอก
เลี่ยงเฟิงเลือกที่จะอาศัยอยู่ในป่าเพื่อรอเวลา และหาทางกลับบ้าน มากกว่าการปรากฏตัวให้ใครเห็น เพราะแค่ชุดที่ใส่ มันก็เป็นจุดเด่น และแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน
เช้าของวันหก ที่เลี่ยงเฟิงอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ ทุกอย่างยังคงปกติดี ยกเว้นว่าเธอไม่สามารถหาทางกลับออกจากป่าแห่งนี้ กลับไปยังที่เดิมที่จากมาได้
ในขณะที่หญิงสาวเตรียมตัวที่จะลงจากต้นไม้ ก็เห็นถึงความผิดปกติอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เธออยู่มาหนัก หญิงสาวน้ำกล้องส่องทางไกลขึ้นมาเพื่อส่องดู
ทำให้เห็นหญิงสองคนที่วิ่งหนีการไล่ล่าของคนกลุ่มหนึ่ง เลี่ยงเฟิงไม่อยากยื่นมือเข้าไปยุ่ง แต่พอเห็นว่าผู้หญิงกำลังถูกตามล่าจากชายฉกรรจ์เกือบสิบคน ก็รู้สึกเลือดขึ้นหน้า
ไวกว่าความคิด หญิงสาวปีนลงมาจากต้นไม้ แล้วซุ่มอยู่ตรงพุ่มไม้หนา เมื่อหญิงสาวสองคนกำลังวิ่งผ่าน เลี่ยงเฟิงก็คว้าแขนไว้ได้หนึ่งคน จากนั้นก็ใช้มือปิดปากเอาไว้ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายส่งเสียง
ชู่ว์…
“…”
เลี่ยงเฟิงส่งสัญญาณให้หญิงคนนั้นเงียบ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับโดยการพยักหน้าเบา แต่พออีกดันร่างให้อีกฝ่ายหันกลับมา ทำให้ได้เห็นว่าในอ้อมแขนของหญิงสาว ยังมีทารกที่ยังตัวแดง ๆ อยู่ในห่อผ้า ดูแล้วน่าจะคลอดได้ไม่ถึงวัน
“ไปหลบในนั้นก่อน”
หลี่เหลี่ยงเฟิงชี้ไปยังเพิงหิน ที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นทางเข้า แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับ กับเป็นการกระพริบตาช้า ๆ สองสามครั้ง
“…”
“เธอเข้าใจที่ฉันพูดไหม ไปหลบตรงนั้นก่อน”
“ท่านหมายความว่าเช่นไร ข้ามิเข้าใจเจ้าค่ะ”
อื้อหือ ภาษาจีน? จีนโบราณซะด้วย
ชิบหายละ!!
นั่นคือสิ่งที่หลี่เลี่ยงเฟิงรู้สึกในตอนนี้ ที่เธอคิดว่าตัวเองไม่สามารถข้ามจากไทยมาจีนได้ภายในห้าวันนั้น เห็นท่าจะไม่จริงซะแล้ว
“เจ้าเข้าไปหลบตรงนั้นก่อน ตรงนี้เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
เลี่ยงเฟิงเปลี่ยนภาษาพูด ชี้ไปยังจุดที่เธอใช้ซ่อนเสบียงเอาไว้ และบอกให้หญิงสาวพาลูกเข้าไปหลบ ก่อนที่คนพวกนั้นจะตามมาทัน
“ช่วยคนของข้าด้วยนะเจ้าคะ”
หญิงสาวพูดเสียงอ้อนวอน หากแต่ถูหลี่เลี่ยงเฟิงดักคอเอาไว้
“นางวิ่งหนีไม่คิดชีวิตขนาดนั้น เจ้ายังจะให้ข้าช่วยนางอีกอย่างนั้นหรือ”
“…”
“เอาชีวิตตัวเองให้รอด แล้วค่อยเป็นห่วงผู้อื่น ไปหลบข้างในนั้นเสีย แล้วก็อย่าทำให้เด็กร้องด้วย”
เลี่ยงเฟิงพูดพร้อมกับดันหลังของอีกฝ่ายเข้าไปหลบในเพิงหิน ก่อนที่จะกลับออกมายังจุดเดิม แต่เหมือนจะพึ่งนึกขึ้นได้ ว่าตัวเองไม่มีอาวุธสักชิ้น
แต่ถ้าจะให้หลบกลับไปอีกครั้ง ก็เห็นทีว่าจะหนีไม่พ้น เมื่อกลุ่มคนตามมาถึงจุดที่เธอยืนอยู่พอดี และสิ่งที่หญิงสาวพอจะทำได้ ก็คือคว้ากิ่งไม้แห้งที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาถือไว้ ให้คนพวกนั้นคิดว่าเธอแค่มาเก็บฟืน
เมื่อคนกลุ่มนั้นวิ่งมาถึงจุดที่เลี่ยงเฟิงยืนอยู่ ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ หนึ่งในนั้นก็เอ่ยถาม พร้อมกับใช้ดาบข่มขู่
“เจ้าเห็นผู้หญิงสองคนวิ่งมาทางทิศนี้หรือไม่”
“หะ เห็นเจ้าค่ะ ข้าเห็น”
“ไปทางไหน”
“ทางนั้นเจ้าค่ะ”
เลี่ยงเฟิงชี้ไปทิศที่คนของหญิงสาวอีกคนวิ่งไป เธอไม่ได้อยากทำแบบนี้ แต่ถ้าชี้ไปอีกทางจะต้องถูกจับได้อย่างแน่นอน เพราะเห็น ๆ อยู่ว่าทิศที่ผู้หญิงคนนั้นวิ่งผ่า มีร่องรอยของต้นไม้เล็กหักอยู่
…ชายพวกนั้นกำลังจะไปตามคำบอกของเลี่ยงเฟิง แต่มีคนในกลุ่มเห็นรอยเลือดหยดเป็นทางเข้าไปด้านใน ดาบถูกยกขึ้นมาจ่อคอของหญิงสาวอีกครั้ง
แม่งเอ้ย!! ไม่เชื่ออีกเหรอวะ
หลี่เลี่ยงเฟิงสบถในใจ ทั้งยังคิดหาวิธีเอาตัวรอดจากชายฉกรรจ์ทั้งห้าคน ที่ตอนนี้มองเหมือนต้องการจะกินเลือดกินเนื้อของเธอ
“เจ้ากล้าโกหกข้า”
“ข้ามิกล้าเจ้าค่ะข้ามิกล้า”
หญิงสายส่ายหัวปฏิเสธพัลวัน
“ไม่กล้า แล้วรอยเลือดนั่นคืออะไร!!”
“ก็เลือดหัวพวกแกไง”
หลี่เลี่ยงเฟิงพูดยังไม่ทันจบประโยคดี หญิงสาวก็สามารถยึดดาบที่จ่อคอเธออยู่ได้ จากนั้นก็ตวัดดาบครั้งหนึ่ง ส่งผลให้ชายชุดดำสองคนล้มลงไปตายคาที่
“ลืมบอกไปฉันเป็นหมอ หมอที่ได้คารเต้สายดำด้วยนะ แค่จุดตายของคนฉันรู้ดีที่สุด”
หญิงสาวชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ก้มลงพูดกับศพที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดิน ออกแรงใช้เท้าเขี่ยไปมา ว่าตายสนิทหรือยัง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาพูดกับอีกสามคนที่เหลือ
“จะเอายังไงก็ว่ามา มันเสียเวลามากรู้ไหม”
เลี่ยงเฟิงหัวเสียไม่น้อยที่ต้องฆ่าคน เพราะอาชีพของเธอคือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แต่ก็นั่นแหละ เมื่อมีคนไม่กลัวตาย เธอก็จำต้องแสดงให้เห็น ว่าเธอไม่ใช่เหยื่อของใคร
พวกคนชุดดำที่เห็นว่าเพื่อนลงไปนอนตายภายในดาบเดียว ก็เริ่มที่จะระวังตัวมากขึ้น ใจหนึ่งก็อยากจะถอนตัว แต่อีกใจก็รู้ว่าถ้ากลับไปมือเปล่า ผู้เป็นนายจะต้องฆ่าพวกเขาแน่
อยู่ก็ตาย กลับก็ตาย คนชุดดำจึงเลือกที่จะสู้ เพราะคิดว่าสามต่อหนึ่ง ยังไงตัวเองก็ต้องมีทางที่จะชนะบ้าง แต่ก็นั่นแหละ คนพวกนี้ตัดสินใจผิดอีกรอบ
ทันทีที่คนชุดดำพุ่งเข้าใส่ เลี่ยงเฟิงก็ออกแรงตวัดดาบอีกครั้ง เพียงชั่วอึดใจ ชายสามคนเมื่อครู่ก็ได้กลายเป็นศพเรียบร้อย
“ก็บอกแล้วว่าอย่าสู้กับหมอที่เรียนคาระเต้”
เลี่ยงเฟิงใช้เท้าเขี่ยคนตายหาของอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะได้ตราอะไรสักอย่างมาไว้ในมือ ถ้าเธอทะลุมิติมาที่ยุคโบราณ ตราทองแดงอันนี้ก็น่าจะเป็นป้ายคำสั่ง
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเลี่ยงเฟิงถึงได้คิดว่าตัวเองทะลุมิติมา นั่นก็เพราะหญิงสาวอ่านนิยายเยอะไปหน่อย แล้วไหนจะผู้คนที่เจอนี่อีก มันบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันหมด ว่าเธอไม่ได้อยู่ในโลกเดิมแล้วแน่ ๆ
“ออกมาเถอะ พวกมันตายหมดแล้ว”
เลี่ยงเฟิงเดินไปหาสองแม่ลูก แล้วเปิดปากเรียก แต่เหมือนคำเรียกของเลี่ยงเฟิงส่งไปไม่ถึงคนที่อยู่ข้างใน เพราะทุกอย่างดูเงียบสงบ จนต้องเรียกซ้ำอีกครั้ง
“นี่ ออกมาได้แล้ว”
เงียบ…
หลี่เลี่ยงเฟิงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น จึงรีบเปิดเข้าไปดู ทำให้ได้เห็นว่าหญิงสาวที่เธอช่วยไว้ ได้หมดสติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สัมผัสเหนอะหนะที่ปลายเท้าทำให้ต้องก้มดู
เลือด… นี่อย่าบอกนะว่า
รอยเลือดที่ไหลเป็นทางยาวจนเปียกชุ่มชุดกระโปง บวกกับเด็กทารกตัวแดง ๆ ทำให้เลี่ยงเฟิงนึกบางอย่างออกได้ เป็นไปได้ไหมว่าหญิงสาวคนนี้จะพึ่งคลอดลูก แล้วก็ถูกไล่ฆ่า
“อย่าพึ่งเป็นอะไรนะ”
เลี่ยงเฟิงมองดูเด็กน้อยที่ยังไม่ลืมตา ก็เกิดความเวทนาขึ้นมาในใจ แม้ไม่รู้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นใครมาจากไหน การที่ถูกตามล่าทั้งที่พึ่งจะคลอดลูกได้ไม่นาน เป็นเรื่องที่รับไม่ได้จริง ๆ
โชคดีที่มีอุปกรณ์การแพทย์ติดมาบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน จากที่ประเมินอาการเบื้องต้น เรียกได้ว่าค่อนข้างที่จะสาหัส อีกทั้งอุปกรณ์ที่มีก็ไม่ครบครัน การช่วยเหลือจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก
และที่เหนื่อยไปกว่านั้น คือเลี่ยงเฟิงต้องเลี้ยงเด็กอ่อน แม้ว่าเธอจะเป็นหมอ เคยผ่านหลักสูตรการดูแลทารกมาแล้ว แต่ปัจจุบันเธอคือหมอผ่าตัด เธอเลี้ยงเด็กไม่เป็น!!!
เลี่ยงเฟิงได้แต่ภาวนาให้แม่เด็กตื่นขึ้นมาให้เร็วที่สุด
ตอนที่ 2
ตอนที่ 2
“ลูก!!”
ทันทีที่รู้สึกตัว หญิงสาวก็มองหาลูกของตัวเองในทันที พอไม่เห็นก็เกิดอาการกระวนกระวาย แต่เพราะร่างกายอ่อนเพลียจากการที่ต้องหนีตาย ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ โชคดีที่เลี่ยงเฟิงเดินเข้ามาพอดี
“ฟื้นแล้วหรือ”
“ลูกข้าล่ะเจ้าคะ”
หญิงสาวพูดถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็นห่วง และกังวล
“อยู่นี่ เด็กนี่เลี้ยงง่ายดีนะ ไม่ส่งเสียงสักแอะเลย”
เลี่ยงเฟิงคืนเด็กน้อยให้เข้าไปอยู่ในอกแม่ พร้อมทั้งเอ่ยชม แม้จะไม่เคยเลี้ยงเด็กแบบจริงจัง แต่ก็รู้ว่าเด็กมักจะร้องไห้บ่อย ๆ เวลาหิวหรือไมสบายตัว แต่เด็กคนนี้นอกจากจะส่งเสียงดังอ้อแอ้ กับเบะปากอีกนิดหน่อยเท่านั้น
หญิงสาวรับลูกจากมือของเลี่ยงเฟิง พร้อมกับสำรวจความเรียบร้อย ก่อนจะหันมาพูดด้วยท่าทีเอียงอาย
“ข้าขออนุญาตให้นมลูกได้ไหมเจ้าคะ”
“เชิญเลย”
เลี่ยงเฟิงเข้าใจดี ว่าการให้นมเด็กต่อหน้าผู้อื่นที่ไม่รู้จัก เป็นเรื่องที่น่าอาย จึงได้นั่งหันหลังให้กับอีกฝ่าย แต่ก็ไม่วายเอ่ยถาม
“ยังไม่ได้ถามเลย เจ้าชื่ออะไร”
“มู่ถี่หลันเจ้าค่ะ”
“ข้าหลี่เลี่ยงเฟิงนะ แล้วเด็กล่ะ ชื่ออะไร”
“…ข้ายังไม่ทันได้ตั้งชื่อให้เขาเลยเจ้าค่ะ”
คำถามของเลี่ยงเฟิง ทำให้ถี่หลันเงียบไปสักพัก ก่อนที่จะพูดตอบเสียงเบา ฟังจากน้ำเสียงแล้ว อีกฝ่ายคงไม่อยากจะพูดถึง จึงได้พาเปลี่ยนเรื่องคุย
“ข้าถามได้ไหม ใครที่ตามล่าเจ้ากับลูก”
คนชุดดำที่ตามสองแม่ลูก ดูท่าแล้วเหมือนต้องการจะฆ่าให้ตาย มากกว่าการจับเป็น ต้องมีความแค้นเคืองขนาดไหน ถึงหมายจะเอาชีวิตของหญิงอ่อนแอ และเด็กแรกเกิดได้
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าไปทำอะไรไว้ พวกมันถึงได้ตามฆ่าแบบนั้น อย่าบอกนะว่าไม่รู้อีก ข้าไม่ได้โง่พอที่จะเชื่อเจ้าได้หรอกนะ”
เลี่ยงเฟิงพูดดัก คนเราจะไม่รู้ว่าใครจ้างวานฆ่าตัวเองได้ หากว่ามีคนที่เกลียดขี้หน้า หรือไม่ชอบเราหลาย ๆ คน แต่คนที่ไม่รู้แม้กระทั่งสาเหตุ พูดไปใครจะเชื่อ
ถี่หลันมองลูกน้อยที่อยู่ในอ้อมแขน ตัดสินใจไม่ได้ว่าควรหรือไม่ควรพูด แต่พอนึกถึงการช่วยเหลือของอีกฝ่าย จึงยอมบอก
“ข้าคิดว่าคงเป็นเพราะการเกิดมาของเด็กคนนี้เจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าจะเอาไงต่อ”
เลี่ยงเฟิงคิดว่าคนที่คนส่งนักฆ่ามาตามล่าถี่หลันกับลูก ไม่มีทางที่จะรามือเพียงแค่นี้แน่
“ข้าจะยกเขาให้ท่าน”
“ได้ไง! ข้าเลี้ยงเด็กไม่เป็น”
หลี่เลี่ยงเฟิงปฏิเสธแทบจะทันที การที่จะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตไม่ใช่เรื่องง่าย ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะได้อยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน ถ้าเกิดว่าเธอกลับไปในโลกเดิมของตัวเอง แล้วเด็กคนนี้จะทำอย่างไร
“ช่วยเมตตาเขาด้วยนะเจ้าคะ สภาพของข้าในตอนนี้ เกรงว่าจะอยู่กับเขาได้อีกไม่นาน”
จู่ ๆ ก็ถูกขอให้เลี้ยงลูกของคนที่พึ่งรู้จัก เลี่ยงเฟิงถึงกับไปไม่เป็นชั่วขณะ
“แล้วทำไมไม่ส่งให้บิดาเขาเล่า”
พอพูดถึงเรื่องพ่อของลูก ถี่หลันก็นิ่งเงียบจนหลี่เลี่ยงเฟิงต้องหันกลับมาดู ทำให้เห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด ตรงจุดนี้เลี่ยงเฟิงคิดว่าคนที่เป็นสามีน่าจะไม่ดูแลใส่ใจ ก็จะมีแม่ที่ไหนยอมให้ลูกอยู่กับคนที่พึ่งรู้จัก มากกว่าพ่อแท้ ๆ บ้าง
“เขามีพ่อแต่ไม่มีแม่คอยปกป้อง เกรงว่าอายุคงจะไม่ยืนยาวเจ้าค่ะ”
“แล้วอยู่กับข้า ทำไมถึงคิดว่าเขาจะรอด ทั้งที่ข้าเองก็ไม่เคยเลี้ยงเด็ก”
“อย่างน้อยท่านก็ยังมีความเมตตา”
“…”
เลี่ยงเฟิงถึงกับกรอกตามองบน แค่ยื่นมือช่วยครั้งเดียวมองเธอเป็นคนดีขนาดนั้นเลย
“อย่าพึ่งคิดไปไกลเลย เจ้าอาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้”
“ร่างกายของข้า ข้ารู้ดีเจ้าค่ะ”
“แต่ข้าเป็นหมอ”
เลี่ยงเฟิงเถียงเสียงเบาหวิว เพราะเธอเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน ว่าถี่หลันจะสามารถมีชีวิตรอดได้นานแค่ไหน หากตอนนี้มีเครื่องมือการแพทย์ที่ทันสมัย อีกฝ่ายต้องรอดแน่ แต่ทั้งตัวเธอในตอนนี้ มีแค่ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด ยาลดไข้ และอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้อง
จึงไม่รู้ว่าร่างกายของถี่หลัน อ่อนแอมากแค่ไหน และไม่รู้ว่าต้องรักษาอย่างไร อีกทั้งร่างกายของผู้หญิงให้นมบุตร ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ
“…”
“ถ้าเจ้าอยากให้ข้ารับเลี้ยงเด็กคนนี้ จะต้องเล่าความเป็นมาทั้งหมดของพวกเจ้ามาให้หมด”
หลังจากที่เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความอ้อนวอนที่ส่งมา เลี่ยงเฟิงก็ตกปากรับคำ เพียงแต่ต้องแลกกับการเล่าภูมิหลังของทั้งสองมาให้หมด เพราะมันมีผลต่อการเลี้ยงดู จะได้รู้ว่าเธอต้องระวังอะไรไว้บ้าง
ถี่หลันมองหน้าลูกน้อยที่ตอนนี้หลับคาเต้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เงยหน้าสบตาผู้มีพระคุณ ที่ช่วยเหลือชีวิตพวกนางสองแม่ลูก ก่อนที่จะตันสินใจเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฟัง
“เขาเป็นลูกของอ๋องแปด …ชายาของท่านอ๋องมีเพียงข้าที่ตั้งครรภ์”
เลี่ยงเฟิงพยักหน้าเข้าใจ คนที่มีอำนาจในยุคโบราณมักจะให้ความสำคัญกับเรื่องลูก ยิ่งถ้าชายผู้นั้นมีเมียเยอะ เรื่องความอิจฉาริษยาก็ย่อมมีมากตาม
“เจ้าก็เลยถูกหมายหัว”
“จะว่าเช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”
“แล้วอ๋องบ้านั่นไม่ปกป้องเจ้าเลยรึไง เป็นสามียังไงเนี่ย”
เลี่ยงเฟิงพูดใส่อารมณ์ มีเมียเยอะก็ไม่ว่าหรอก แต่ก็ควรดูแลให้มันทั่วถึงบ้าง ไม่ใช่ปล่อยปะละเลย ให้เมียต้องมาเผชิญกับความยากลำบากแบบนี้
“ท่านอ๋องเป็นแม่ทัพ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ชายแดนเจ้าค่ะ สองสามปีถึงจะได้กลับมาเมืองหลวงครั้งหนึ่ง การดูแลจวนจึงตกเป็นของพระชายาเอก”
ถี่หลันรีบแก้ตัวให้สามี เมื่อเห็นว่าผู้มีพระคุณกำลังเข้าใจผิด
“แล้วเจ้ามาทำอะไรแถวนี้ ที่นี่ไม่น่าจะใกล้กับเมืองหลวงที่เจ้าว่านะ”
จากที่สำรวจบริเวณนี้มาเป็นเวลาห้าวันเต็ม ใกล้ ๆ นี้ไม่น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่าเมืองหลวงได้ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็มีแต่ป่าเขาลำเนาไพร
“พอข้ารู้ว่าตัวเองท้อง ข้าก็ปกปิดทุกคนในจวน จากนั้นก็แจ้งกับพระชายาเอกว่าจะไปเยี่ยมบ้านเจ้าค่ะ”
เดิมทีนางต้องการที่จะกลับไปคลอดลูกที่บ้าน เพราะถ้าคลอดออกมาแล้ว โอกาสที่ลูกจะรอดมีมากกว่าตอนที่อยู่ในครรภ์
“แล้วทำไมเจ้าไม่ไปบ้าน”
“กลับไปแล้วเจ้าค่ะ จนกระทั่งเมื่อเดือนก่อน คนที่จวนอ๋องน่าจะรู้ว่าข้าตั้งครรภ์ เลยส่งคนมาที่บ้านข้า…”
พอพูดถึงตรงนี้ ถี่หลันมีน้ำเสียงที่สั่นเครือ หยาดน้ำสีใสไหลเอ่อล้นขอบตา พร้อมที่จะร่วงลงสู่พื้นตลอดเวลา
“คงไม่ใช่แค่ส่งมาเฉย ๆ ใช่ไหม”
เลี่ยงเฟิงถามเสียงอ่อน มือข้างหนึ่งยื่นไปเช็ดน้ำตาบนใบหน้างาม
ถี่หลันที่จู่ ๆ ก็ถูกสัมผัสโดยไม่ทันตั้งตัว ก็ถึงกับชะงัก ก่อนที่จะพยักหน้าเบา ๆ เป็นการยืนยันในคำถามของอีกฝ่าย พร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้เลี่ยงเฟิงรับรู้
“พวกมันฆ่าครอบครัวของข้าทั้งหมด จากนั้นก็จุดไฟเผาทั้งตระกูล ฮึก ที่ข้ารอดมาได้ ก็เป็นเพราะข้าไปไหว้ขอพรพระให้คลอดลูกง่ายที่นอกเมือง ฮึก”
ถี่หลันเล่าทั้งน้ำตา เหตุการณ์ในวันนั้นยังคงฝังใจมาจนทุกวันนี้ จวนเจ้าเมืองไม่ใช่หลังเล็ก ๆ ที่ไฟจะสามารถลุกลามจนคนในจวนไม่รู้ตัว กระทั่งนางเห็นกลุ่มคนแปลก ๆ ที่วนเวียนอยู่รอบจวน คล้ายกับต้องการหาอะไร ตอนนั้นนางจึงรู้ว่า ไฟที่กำลังเผาไหม้อยู่นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ที่นางรู้ว่าเป็นคนที่จวนอ๋องส่งมา เป็นเพราะเก็บป้ายคำสั่ง ที่มีเฉพาะของจวนได้ชิ้นหนึ่ง ชายาอ๋องทุกคนจะมีป้ายนี้ แต่ที่ไม่รู้ก็คือ คำสั่งวางเพลิงเป็นของใคร
“ขอโทษที่ถาม”
เลี่ยงเฟิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิด ไม่คิดว่ามันจะมีเรื่องราวน่าเศร้าซ่อนไว้มากมายขนาดนี้
ถี่หลันส่ายหัวไปมาช้า ๆ ก่อนที่จะกลืนก้อนสะอื้นลงคอ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ มันเป็นสิ่งที่ข้าควรบอก”
“แล้วสามีเจ้ารู้รึยังว่าเจ้ามีลูกกับเขา”
“ข้าส่งจดหมายแจ้งไปแล้วเจ้าค่ะ แต่ยังไม่มีการติดต่อกลับมา ไม่รู้ว่าจดหมายฉบับนั้นส่งถึงท่านอ๋องหรือไม่”
นางส่งไปตอนที่อยู่บ้านของบิดา ซึ่งตอนนั้นนางตั้งครรภ์ได้หกเดือนแล้ว จดหมายจากบ้านของนางไปยังชายแดน ส่งโดยม้าเร็วใช้เวลาไม่เกินยี่สิบวัน ควรจะมีการตอบกลับมาแล้ว แต่ที่เงียบหายไป เกรงว่าจดหมายคงจะส่งไม่ถึงมือของผู้เป็นสามี
“จะให้ข้าบอกเขาไหม ว่าเขามีลูก”
คำถามของผู้มีพระคุณ ทำให้ถี่หลันหันมองใบหน้าบุตรชาย ที่นอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ในห่อผ้า ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
“ไม่เจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าอยากให้เขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดา ไม่ต้องมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับราชวงศ์ แบบนั้นมันจะทำให้ชีวิตเขายืนยาวขึ้น”
ตอนที่ 3
ตอนที่ 3
“หลี่หย่งเล่อ”
เลี่ยงเฟิงที่นั่งดูเด็กน้อยในอ้อมแขนของคนเป็นแม่ ปากก็พูดชื่อชื่อหนึ่งออกมา ซึ่งเธอคิดว่ามันเหมาะกับเด็กคนนี้ หย่งที่แปลว่ากล้าหาญ กับเล่อที่มีความหมายว่ามีความสุข เด็กคนนี้จะต้องเติบโตขึ้นมาอย่างดี
“เจ้าค่ะ?”
คนเป็นแม่พยักหน้ารับโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ
“เด็กคนนี้ ข้าตั้งชื่อให้เขาว่าหลี่หย่งเล่อ หากกอยากปกปิดตัวตนของเขา ก็ต้องใช้แซ่ของข้า”
เลี่ยงเฟิงอธิบายเพิ่มเติม อย่างไรเด็กคนนี้ก็ถูกยกให้เป็นลูกของเธอแล้ว อีกทั้งจะให้ใช้แซ่มู่ หรือแซ่เดิมของคนเป็นบิดาก็คงไม่ได้ เธอจำเป็นจะต้องตัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทิ้ง ณ ตอนนี้
ไม่มีใครสามารถรู้ได้ ว่าถ้าเด็กคนนี้เติบโตไป เขาจะได้เจอกับพ่อบังเกิดเกล้าหรือไม่ เพราะสายใยแห่งสายเลือด มันมักจะดึงดูดกัน ถ้าเกิดโตมาแล้วมีใบหน้าคล้ายคลึงฝั่งแม่นั้นไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเหมือนพ่อ แล้วยังมีแซ่เดียวกัน เกรงว่าจะมีปัญหาตามมา
“ข้าแล้วแต่ท่านเลยเจ้าค่ะ ขอแค่เขาปลอดภัย และมีคนคอยคุ้มครอง สำหรับข้าแบบไหนก็ย่อมได้ทั้งนั้น”
ถี่หลันถือคำพูดของเลี่ยงเฟิงเป็นสิทธิ์ขาด เพราะไม่รู้ว่าตนเองจะมีชีวิตได้ยืนยาวแค่ไหน เมื่อมอบลูกให้กับคนอื่นไปแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับความเมตตาของอีกฝ่าย
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็อยู่กับเขาไปก่อน ข้าจะไปทำอาหารมาให้ จะได้แข็งแรงไว ๆ แล้วอยู่กับลูกได้นาน ๆ”
เลี่ยงเฟิงพูด มือก็ค้นหาเสบียงที่จะนำมาทำเป็นอาหาร โชคยังดีที่เธอเตรียมเสบียงมาเยอะ นึกแล้วก็ขำ จากที่ว่าจะเอาของกินมาให้กับชาวบ้านยากไร้ สุดท้ายก็ได้เอามาประทังชีวิตของตนเอง
“ขอบคุณอีกครั้งนะเจ้าคะ ที่ช่วยพวกเราสองแม่ลูกเอาไว้ ข้าไม่มีอะไรตอบแทนท่านเลย”
“ช่วยเหลือคน ไม่จำเป็นต้องได้สิ่งตอบแทน แค่พวกเจ้าสองคนแม่ลูกปลอดภัย นั่นก็เป็นสิ่งตอบแทนสิ่งที่ข้าทุ่มเทลงไปแล้ว”
ความที่เธอเป็นหมอ การยื่นมือช่วยคนที่กำลังเดือดร้อน มันเป็นเรื่องปกติที่ทำเป็นประจำ เมื่อเห็นคนที่สามารถช่วยเหลือได้อยู่ตรงหน้า ก็ไม่อาจทำเมินเฉย
หลังจากที่หยิบวัตถุดิบครบแล้ว เลี่ยงเฟิงก็ใช้แก๊สกระป๋องในการทำอาหาร เพราถ้าก่อไฟก็กลัวว่าจะมีพวกคนร้ายหลงเหลืออยู่ ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ข้าวต้มเกลือใส่เนื้อหมูตากแห้งบดก็เสร็จสิ้น พร้อมยกไปให้กับคุณแม่ ที่ตอนนี้กำลังนั่งให้นมลูกอีกแล้ว
“กินข้าวต้มเนื้อตากแห้งไปก่อนก็แล้วกัน ให้ออกล่าสัตว์ตอนนี้ข้ากลัวว่าเจ้าจะหิวเอา”
เลี่ยงเฟิงอยากให้ถี่หลันได้กินเนื้อสดมากกว่า แต่ถ้าไปตอนนี้ได้กินอีกทีก็คงเย็น เกรงว่าคนหิวคงจะรอไม่ไหว
“…”
“กินไม่ได้หรือ?”
เมื่อเห็นว่าถี่หลันเงียบไป หลังจากที่รับถ้วยข้าว เลี่ยงเฟิงก็คิดว่าอีกฝ่ายคงไม่เคยกิน
“กินได้เจ้าค่ะ เพียงแต่ไม่คิดว่าในป่าจะมีข้าวให้กินอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้”
ถี่หลันรีบอธิบายแก้ไขความเข้าใจผิด ข้าวต้มชามนี้ที่นางได้รับ มีข้าวมากกว่าที่จวนอ๋องให้ในแต่ละมื้อเสียด้วยซ้ำ
“กิน ๆ ไปเถอะ ถ้าไม่พอบอกได้ ข้ามีอีกเยอะ”
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวรับคำพร้อมกับหยิบช้อนตักข้าวเข้าปาก เลี่ยงเฟิงรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาชนะใส่อาหาร แต่อาจจะด้วยความเกรงใจหรืออย่างไร ทำให้ถี่หลันตักข้าวกินไปเงียบ ๆ
“อร่อยไหม”
“รสชาติดีกว่าที่ข้าเคยกินมาทั้งชีวิตเลยเจ้าค่ะ”
“อร่อยก็กินเยอะ ๆ เอาลูกมาให้ข้าอุ้มก่อนไหม เจ้าจะได้กินข้าวถนัด ๆ”
เลี่ยงเฟิงยื่นมือไปรับเอาหย่งเล่อน้อย ที่ตอนนี้นอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่ในอ้อมกอดแม่
“เจ้ายังเดินหรือไหวไหม ตรงนี้พวกเราอยู่นานไม่ได้ อีกหน่อยถ้าสัตว์ป่าได้กลิ่นเลือด พวกมันต้องตามมาแน่นอน”
แม้ว่าเธอจะลากศพของพวกชายชุดดำออกห่างบริเวณนี้แล้ว แต่รอยเลือดก็ยังมีอยู่หลายกอง ซึ่งพวกสัตว์นักล่าจะต้องได้กลิ่นอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าในป่านี้มีสัตว์จำเภทไหนบ้าง แต่จากความอุดมสมบูรณ์ของป่า คาดว่าน่าจะมีสัตว์ดุร้ายทุกชนิด
“ข้ายังไหวเจ้าค่ะ”
แม้จะยังเหนื่อย และเจ็บร้าวจากการวิ่งหนีมากแค่ไหน แต่เมื่อได้ฟังว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ปลอดภัย ถี่หลันก็ไม่อยากอยู่ต่อแล้ว ตัวนางนั้นไม่เป็นไรหรอก ที่เป็นห่วงก็มีแค่ลูกเท่านั้น ลูกของนางจะต้องปลอดภัย
“งั้นก็กินต่อเถอะ พักอีกหน่อยแล้วค่อยไป”
แค่เห็นสีหน้าของถี่หลัน เลี่ยงเฟิงก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ หญิงสาวจึงได้ตักข้าวต้มในส่วนของตัวเองมากิน พร้อมทั้งอุ้มหย่งเล่อน้อยไปด้วย แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี
หลังจากที่กินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เลี่ยงเฟิงก็เก็บของต่อ โดยยกหน้าที่ดูแลเด็กน้อย ให้กลับไปเป็นของแม่ผู้ให้กำเนิด
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ทั้งสามก็พากันออกเดินทาง โดยมีจุดหมายคือถ้ำแห่งหนึ่ง ที่เลี่ยงเฟิงบังเอิญไปเจอเข้าตอนที่สำรวจป่า ทั้งใกล้ ๆ นั้นยังมีลำธารเล็ก ๆ สายหนึ่งไว้ให้ใช้ดื่มกิน
ทั้งที่ถ้ำก็ไม่ได้ไกลจากจุดเดิมมากเท่าไหร่นัก แต่กลับใช้เวลาเดินทางเกือบสี่ชั่วโมง เนื่องจากเลี่ยงเฟิงจะต้องเข็นรถเข็นไปด้วย ทำลายหลักฐานที่ล้อรถเข็นสร้างขึ้นไปด้วยตลอดทาง
“อยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน อย่างน้อย ๆ ก็มีที่ให้หลบแดดหลบฝนได้ รอร่างกายเจ้าฟื้นตัวกว่านี้ ข้าจะพาออกจากป่า”
ป่าแห่งนี้ทั้งลึกทั้งรก สภาพร่างกายของถี่หลันก็ไม่เอื้ออำนวยกับการเดินทางไกล อีกทั้งไม่รู้ว่ามีคนของพวกมันดักอยู่รอบนอกหรือไม่ การอยู่ในป่านี้ต่อไป จึงเป็นทางเลือกเดียวที่มี
“เจ้าค่ะ”
ถี่หลันไม่มีความคิดเห็น นางเกิดและโตมาด้วยการถูกอบรมให้เป็นผู้หญิงในห้องหอ ที่รอแต่งงานออกเรือนเพียงอย่างเดียว หน้าที่ของนางก็มีเพียงการเชื่อฟังบิดามารดา แต่งออกไปแล้วก็เชื่อฟังสามี นั่นทำให้นางไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องสำคัญเองได้
นางพึ่งหัดคิดเองก็ตอนที่มีลูก บางเรื่องจึงยังไม่กล้าที่จะตัดสินใจเอง เมื่อมีคนยื่นมือมาช่วยเหลือ จึงได้มอบหน้าที่การตัดสินใจทั้งหมดให้กับคนผู้นั้น
“ขอบคุณนะเจ้าคะ”
“เก็บไว้พูดวันอื่นบ้าง วันนี้เจ้าขอบคุณข้าไปกี่ครั้งแล้ว ได้ยินจนเอียนแล้ว”
เลี่ยงเฟิงพูดปัด เมื่อถี่หลันเอาแต่พูดขอบคุณนางไม่หยุด
“…คนพวกนั้นจะไม่ตามมาใช่ไหมเจ้าคะ”
ถี่หลันเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยถาม สีหน้าดูมีความกังวลไม่น้อย
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ในเมื่อข้าตัดสินใจช่วยแล้ว ก็จะช่วยให้ถึงที่สุด ถ้ามันมาอีกข้าก็แค่จัดการพวกมันอีกก็แค่นั้น”
เอาจริงตั้งแต่เกิดมาเธอก็ไม่เคยต้องฆ่าคน ทั้งชีวิตอุทิตให้กับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เสียด้วยซ้ำ ไม่คิดว่าชีวิตจะพลิกผันขนาดนี้ โชคดีที่เธอยังเคยเรียนการต่อสู้มาเกือบทุกรูปแบบ ไม่ใช่นั้นป่านนี้คงได้ตายภายใต้คมดาบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ถี่หลันหันมองซีกหน้าของผู้มีพระคุณ ในใจก็พร่ำขอบคุณหญิงสาวไม่หยุด เพราะชีวิตที่ผ่านมา นางมักจะถูกรังแกอยู่ตลอด พอถูกปกป้องจากใครที่ไหนก็ไม่รู้ มันทำให้นางรู้สึกอุ่นใจ อย่างที่ไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อน
“ข้าเรียกท่านว่าพี่สาวได้ไหมเจ้าคะ”
ประโยคคำพูดของถี่หลัน ทำเอาเลี่ยงเฟิงถึงกับชะงัก ก่อนที่จะหันมาส่งยิ้มหวานให้กับอีกฝ่าย
“ได้สิ”
อย่างไรเสียตอนนี้พ่อแม่พี่น้องของเธอก็ตายจากไปแล้ว การที่ได้มีครอบครัวมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง มันอาจจะทำให้ใจเหี่ยว ๆ ชุ่มชื่นขึ้นมาบ้าง
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องขอบคุณแล้ว ในเมื่อเจ้าเป็นน้องข้า สิ่งที่ข้าทำอยู่ก็เป็นสิ่งที่พี่สาวควรทำไม่ใช่รึไง”
พอมีน้องเลี่ยงเฟิงก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากที่ช่วยเหลือสองแม่ลูกเพราะสงสารเห็นใจ ตอนนี้กลายเป็นคนอบอุ่นขึ้นมาทันทีทันใด
“เจ้าอยู่กับลูกไปก่อนนะ ข้าจะออกไปสำรวจแถวนี้ดู เผื่อว่าจะมีพวกมันหลงเหลืออยู่”
“เอ่อ…สาวใช้ของข้า ช่วยนางด้วยได้ไหมเจ้าคะ”
พอได้ยินถี่หลันพูดถึงคนที่มาด้วยกัน ใบหน้าที่กำลังระบายรอยยิ้ม ก็หุบลงในทันที เลี่ยงเฟิงไม่ชอบคนที่ทิ้งพวกพ้องในยามลำบากที่สุด แต่พอเห็นสายตาอ้อนวอนของน้องสาวหมาด ๆ จำต้องรับคำ
“ถ้าเห็นก็จะช่วย”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”