โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักกฎหมาย เสนอแก้ไขกระบวนการยุติธรรม ผู้บริสุทธิ์ต้องไม่ถูกคุมขังในเรือนจำ

Khaosod

อัพเดต 26 ก.พ. 2568 เวลา 07.32 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. 2568 เวลา 06.12 น.
นักกฎหมาย เสนอแก้ไขกระบวนการยุติธรรม ผู้บริสุทธิ์ต้องไม่ถูกคุมขังในเรือนจำ

นักกฎหมาย เสนอแก้ไขกระบวนการยุติธรรม ผู้บริสุทธิ์ต้องไม่ถูกคุมขังในเรือนจำ หลังพบ 7.4 หมื่นคน เป็นเพียงผู้ต้องหา-จำเลยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิด

วันที่ 26 ก.พ.2568 นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ เสนอให้ปรับปรุงแก้ไขกระบวนการยุติธรรม หลังพบผู้ต้องหาหรือจำเลยผู้ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ากระทำความผิดหรือไม่ ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องถูกคุมขังเรือนจำกว่า 70,000 คน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ข้อมูลของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า เมื่อเดือนมกราคม 2568 ในเรือนจำมีการคุมขังผู้คนกว่าสามแสนคน ในจำนวนนี้มีคนที่ยังบริสุทธิ์ถึง 1 ใน 4 รวม 74,143 คนถูกคุมขังทั้งที่ไม่มีความผิด เนื่องจากเป็นเพียงผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 29 วรรคสองว่า ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษา อันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้

แต่ในปัจจุบันมีคนกว่าเจ็ดหมื่นคนที่ถูกกุมขังอยู่ในเรือนจำ ได้รับการปฏิบัติเหมือนเช่นเดียวกับนักโทษที่ได้รับการลงโทษเนื่องจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด

นายสุรพงษ์กล่าวว่า นอกจากนี้ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ยังไม่สามารถใช้การคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองไว้ในกระบวนการยุติธรรม แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 25 วรรคสามจะบัญญัติว่า บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้

แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสาม จะบัญญัติว่า การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจําเลยให้กระทําได้เพียงเท่าที่จําเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี ซึ่งเป็นเหตุอ้างที่ศาลให้คุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลย แม้ยังไม่มีคำพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิด และในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108/1 ได้ให้อำนาจดุลพินิจของศาลว่า การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี

(2) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

(3) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น

(4) ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ

(5) การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ความจำเป็นต้องคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องเป็นมาตรการขั้นสุดท้ายจริงๆ เพราะสามารถมีมาตรการอื่นๆที่ศาลสามารถกำหนดก่อนการคุมขังได้ ซึ่งในต่างประเทศใช้กัน เช่น ให้มารายงานตัว ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหาย ห้ามดื่มสุรา การกำหนดพื้นที่ให้อยู่ รวมทั้งการให้ใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์

นายสุรพงษ์ เสนอว่า รัฐบาลและกระบวนการตุลาการต้องเร่งคุ้มครองผู้บริสุทธิ์เหล่านี้โดยเร็ว และป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิเช่นนี้อีก ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ที่เน้นให้มีการประกันตัวเพื่อได้ไปต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมเป็นหลัก ซึ่งอาจมีมาตรการอื่นๆมารองรับเพื่อไม่ให้หลบหนี ส่วนการคุมขังต้องเป็นกรณีที่จำเป็นจริงๆและเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ไม่อาจมีทางเลือกอื่น

ที่สำคัญคือต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ให้ควบคุมกักขังผู้ต้องหาหรือจำเลยอย่างถาวรเป็นหลัก หากจะปล่อยตัวต้องมีมียื่นคำร้องเพื่อขอศาลพิจารณาปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราว

ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรคสามที่ถือว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นการให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยเพื่อให้มีอิสระในการต่อสู้คดีเป็นหลัก ยกเว้นมีเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงจำเป็นต้องคุมขังไว้ชั่วคราว

นายสุรพงษ์ เสนอเพิ่มเติมว่า หากจำเป็นที่สุดต้องมีการคุมขัง ต้องไม่ปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยเช่นเดียวกับนักโทษที่ได้รับการลงโทษ โดยการแยกสถานที่ควบคุมออกจากเรือนจำ และทำได้เพียงการควบคุมเนื่องจากเกรงการหลบหนี จะไปลงโทษหรือจำกัดสิทธิในด้านอื่นๆไม่ได้ เนื่องจากยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และหน่วยงานที่ดูแลต้องเป็นหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่กรมราชทัณฑ์ซึ่งดูแลเฉพาะผู้มีความผิดต้องได้รับการลงโทษ

กระบวนการยุติธรรมต้องคุ้มครองผู้ที่ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้บริสุทธิ์ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง

ด้าน ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญกำหนดชัดว่า สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ เรียกว่า หลัก Presumption of Innocence แต่ในทางปฏิบัติกลับใช้หลัก สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิด ซึ่งทำให้มีผู้บริสุทธิ์ 74,143 คน ต้องถูกขัง

ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ได้รับการปฏิบัติลงโทษเช่นเดียวกับนักโทษ มีแตกต่างกันเพียงเรื่องเดียวคือ มีชุดเสื้อผ้าคนละสีกัน อันเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ นอกจากนี้การกุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลย ทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่สามารถหาหลักฐานหรือข้อเท็จริงตลอดจนพยานเพื่อชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหาอย่างเป็นธรรมได้

การนำผู้ต้องหาหรือจำเลยเข้าสู่เรือนจำ และปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นเช่นเดียวกับนักโทษที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดและรับโทษ ยังขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(ICCPR) ที่ไทยลงนามและมีผลผูกพัน ในข้อ 10 ที่ระบุว่าผู้ต้องหาต้องได้รับการจำแนกออกจากผู้ต้องโทษ และต้องได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างออกไปให้เหมาะสมกับสถานะที่ไม่ใช่ผู้ต้องโทษ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักกฎหมาย เสนอแก้ไขกระบวนการยุติธรรม ผู้บริสุทธิ์ต้องไม่ถูกคุมขังในเรือนจำ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...