โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดท็อป 10 ที่ดินแพงสุด 'เพลินจิต-ชิดลม-สยาม' ราคาพุ่งตารางวาละ 3.85 ล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 มี.ค. 2568 เวลา 12.06 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2568 เวลา 11.12 น.

ส่องราคาที่ดินแพงสุด 10 อันดับแรกของประเทศไทย เจ้าของสถิติยังคงกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ โดย AREA ชี้ถึงแม้เศรษฐกิจชะลอตัวยาวนานซ้ำซาก แต่ราคาที่ดินก็ยังแอบขึ้นเล็กน้อยปีละ 2-3% น่าสนใจว่าเทรนด์ปี 2568 ราคาที่ดินมีโอกาสปรับขึ้นเฉลี่ย 5% จากเหตุผลรถไฟฟ้าสายใหม่มีปลายทางออกนอกเมืองมากขึ้น ทำให้เปิดหน้าดินบูมการพัฒนา ราคาก็เลยขึ้นเป็นเงาตามตัว

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA เปิดเผยว่า AREA สำรวจการเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลที่มีราคาซื้อขายแพงสูงสุด 10 อันดับแรก

”เพลินจิต-ชิดลม-สยาม” นิวไฮวาละ 3.85 ล้าน

โดยจะเห็นว่าราคาที่ดินแพงอันดับ 1 โซน “เพลินจิต-ชิดลม-สยาม” ตอนต้นปี 2567 เคยมีราคาตารางวาละ 1.7 ล้านบาท ล่าสุด ณ เดือนมีนาคม 2568 ปรับขึ้นเป็นตารางวาละ 3.85 ล้านบาท หรือปรับขึ้นเฉลี่ย 2.7% ซึ่งเป็นภาพรวมของทั้งตลาดที่ราคาที่ดินไม่เคยตก แม้บรรยากาศเศรษฐกิจจะค่อนข้างวิกฤตยาวนาน เพียงแต่การขึ้นไม่ได้ขึ้นพรวดพราดเหมือนในอดีต แต่เป็นการขึ้นแบบชะลอตัว

สำหรับทำเลอันดับ 1 “สยาม-ชิดลม-เพลินจิต” ประเมินไว้ที่ 3.85 ล้านบาท/ตารางวา ถือว่าราคาปรับขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับราคา ณ ปี 2567 เพราะยิ่งมีรถไฟฟ้าออกนอกเมืองมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถนำกำลังซื้อจากนอกเมืองเข้ามาในใจกลางเมืองนี้มากขึ้น ทำให้ราคาที่ดินยังขยับสูงขึ้นตลอดเวลา

โดยที่มองในมุมการเพิ่มขึ้นของราคาตั้งแต่ปี 2537 อยู่ที่ 400,000 บาท/ตารางวา ปัจจุบัน ณ ไตรมาส 1/68 ประเมินราคาเพิ่มเป็น 3,850,000 บาท/ตารางวา เท่ากับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7.58%

ทั้งนี้ ผลสำรวจที่ปรากฏนั้น ต้องทำความเข้าใจร่วมกันก่อนว่า ราคาที่ดินที่เปิดเผยกันทั่วไปนั้น มีองค์ประกอบ 2-3 ข้อที่มีความแตกต่างกันของที่ดินแต่ละแปลงแม้จะอยู่ในทำเลเดียวกัน กล่าวคือ

ราคาประเมินรัฐต่ำกว่าราคาตลาด 10-90%

1.ราคาจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือราคาประเมินของทางราชการโดยกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ในทางปฏิบัติราคาประเมินราชการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นฐานราคาเพื่อคำนวณการเสียภาษีเป็นสำคัญ จึงเป็นคนละราคากับการซื้อขายจริงหรือราคาตลาด โดยราคาประเมินมักต่ำกว่าความเป็นจริง ตั้งแต่ 10-90%

2.ราคาตั้งขายในท้องตลาด ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินของรัฐ แต่เป็นราคาที่อาจตั้งไว้สูงเกินไป ซึ่งเป็นเทคนิคในการตั้งราคาขายให้สูงไว้ก่อน เผื่อช่องว่างให้ผู้ซื้อมีการเจรจาต่อรอง โดยทั่วไปราคาตั้งขายบางแปลงอาจมีตั้งแต่เท่ากับราคาตลาด หรือถ้าอยู่ในทำเลแรร์ไอเท็ม ทำเลหายากหรือทำเลที่ผู้ประกอบการแย่งกันซื้อ อาจตั้งราคาสูงกว่าราคาตลาด 10-50% เป็นต้น

ดร.โสภณยกตัวอย่างราคาที่ดินตามราคาตลาด มีความแตกต่างจากราคาประเมินราชการมาก ยกตัวอย่าง 5 แปลง คือ “ที่ดินโรงแรมไฮแอทเอราวัน” ราชการประเมินไว้ 750,000 บาท/ตารางวา (ณ เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 98.5 ตารางวา) “ที่ดินเกษรพลาซ่า” ราชการประเมินไว้ 900,000 บาท/ตารางวา (4 ไร่ 1 งาน 27.0 ตารางวา)

“ที่ดินเซ็นทรัลชิดลม” ราชการประเมินไว้ 880,000 บาทตารางวา (5 ไร่ 3 งาน 38.5 ตารางวา) “ที่ดินข้างเซ็นทรัลชิดลม” ราชการประเมินไว้ 1,000,000 บาท/ตารางวา (2 ไร่ 3 งาน 56.0 ตารางวา) และ “ที่ดินธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่” ราชการประเมินไว้ 1,000,000 บาทต่อตารางวา (2 ไร่ 3 งาน 36.0 ตารางวา)

รถไฟฟ้า-มิกซ์ยูส-คอนโดฯ ตัวการทำที่ดินแพง

3.บางกรณีราคาซื้อขายจริงเป็นราคาเฉพาะแปลง แต่ไม่ใช่ราคาตลาด ยกตัวอย่าง ในปีที่แล้วมีกระแสข่าวที่ดินข้างเซ็นทรัลชิดลมตั้งขายตารางวาละ 4 ล้านบาทก็เพราะเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อ ราคาจึงสูงกว่าราคาตลาด, ตัวอย่างที่ดินแปลงทำเลหลังสวน ที่ บมจ.แสนสิริซื้อตารางวาละ 3.9 ล้านบาทในช่วงหลายปีก่อนหน้า ก็เป็นเฉพาะราคาที่ดินแปลงนั้น ซึ่งมีลักษณะพิเศษสามารถเทกวิวสวนลุมพินีโดยตรง ที่ดินประเภทนี้คงไม่มีการซื้อขายในกรณีอื่น จึงอาจสูงกว่าราคาตลาดทั่วไปได้

สำหรับราคาที่ดินที่ AREA ประมาณการไว้เป็นราคาตลาดนั้น เป็นการประเมินตามศักยภาพจริง เช่น ทำเลสยาม-ชิดลม-เพลินจิต ซึ่งเป็นบริเวณที่ราคาที่ดินสูงที่สุดและสามารถพัฒนาโครงการศูนย์การค้า น่าจะสามารถซื้อที่ดิน ณ ราคา 3.85 ล้านบาท/ตารางวา

เหตุผลเพราะการให้เช่าพื้นที่ศูนย์การค้า จะมีค่าเช่าที่สูงกว่ามากเมื่อเทียบกับการใช้ที่ดินเพื่อการพัฒนาเป็นอาคารสำนักงานในย่านสีลม ซึ่งแม้จะถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินของกรุงเทพมหานคร แต่ค่าเช่าอาคารสำนักงานก็มักถูกกว่าค่าเช่าพื้นที่ศูนย์การค้านั่นเอง

อย่างไรก็ตามราคาที่ดินที่แพงที่สุดของไทย ยังต่ำกว่าที่ดินแพงสุดของญี่ปุ่นในย่านกินซ่า (Ginza) ที่สูงถึง 48 ล้านบาท/ตารางวา

ดร.โสภณกล่าวว่า โซนเพลินจิต-ชิดลม-สยาม บนราคา 3.85 ล้านบาท/ตารางวา หากนำมาทำศูนย์การค้า กรณีสมมติมีที่ดินขนาด 1,000 ตารางวา ซื้อขายตารางวาละ 3.85 ล้านบาท เท่ากับมีต้นทุนที่ดิน 3,850 ล้านบาท

หากนำมาสร้างศูนย์การค้า กฎหมายผังเมืองเปิดให้มี FAR-Floor Area Ratio 10 เท่า แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกฎหมายก่อสร้างต่าง ๆ จึงคำนวณพื้นที่ก่อสร้างที่ 8 เท่า จะได้พื้นที่ก่อสร้าง 32,000 ตารางเมตร โดยสมมุติฐานว่ามีพื้นที่ปล่อยเช่าได้จริงเพียง 30% หรือ 9,600 ตารางเมตร

ถ้าปล่อยเช่า ณ ราคา 5,000 บาท/ตารางเมตร/เดือน เท่ากับจะมีรายได้ค่าเช่า 576 ล้านบาทต่อปี หรืออาจสมมุติเป็นรายได้สุทธิ 60% หรือ 345.6 ล้านบาท ถ้ามีอัตราผลตอบแทนตามฐานข้อมูลของ AREA ที่ 8% มีอัตราเพิ่มของรายได้ 2% ในระยะเวลา 50 ปี มูลค่าโครงการนี้คิดเป็นเงิน 5,447.3 ล้านบาท

ดังนั้น เมื่อหักค่าก่อสร้างและค่าพัฒนาอื่น ๆ 50,000 บาท/ตารางเมตรสำหรับพื้นที่ 32,000 ตารางเมตร เท่ากับเป็นเงิน 1,600 ล้านบาท ที่เหลือเป็นต้นทุนส่วนที่เป็นราคาที่ดิน ณ 3.85 ล้านบาท/ตารางวานั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากนำที่ดินราคาตารางวาละ 3.85 ล้านบาทมาสร้างคอนโดมิเนียมระดับลักเซอรี่ จะมีราคาขายตารางเมตรละ 850,000 บาท โดยคำนวณพื้นที่ก่อสร้าง 32,000 ตารางเมตร จะมีค่าก่อสร้างตารางเมตรละ 50,000 บาท เท่ากับมีต้นทุนสร้างอาคาร 1,600 ล้านบาท

เมื่อรวมต้นทุนที่ดิน+สิ่งปลูกสร้าง (Hard Costs) เป็นเงิน 5,450 บาท แต่หากรวมต้นทุนอื่น (Soft Costs) ซึ่งหมายถึงค่าดำเนินการ ดอกเบี้ย ภาษี กำไรและอื่น ๆ อีกถึง 1 เท่าตัว เพราะความเสี่ยงสูงมาก มูลค่าของโครงการนี้ก็จะเป็นเงิน 10,900 ล้านบาท โดยคำนวณพื้นที่ขายคอนโดฯ ที่ 40% ของพื้นที่ก่อสร้าง เท่ากับพื้นที่ขายจะเหลือเพียง 12,800 ตารางเมตร หรือมีราคาตกตารางเมตรละ 850,000 บาท
@แนวรถไฟฟ้าบีทีเอสราคาพุ่งตลอดกาล

ย้อนตำนานที่ดินแพง จากเยาวราชถึงเพลินจิต

ดร.โสภณกล่าวด้วยว่า จากการที่ AREA สำรวจราคาที่ดินตั้งแต่ปี 2537 พบว่าย่านเยาวราช หรือ China Town ของกรุงเทพฯ เคยมีราคาที่ดินสูงที่สุด 700,000 บาท/ตารางวา ต่อมาราคาที่ดินที่แพงสุดขยับเป็นพื้นที่สีลม ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ

และโยกสลับมาเป็นทำเลสยามสแควร์ ชิดลม เพลินจิตในปัจจุบัน ที่คาดการณ์ว่าหากมีการซื้อขายจะเป็นเงินตารางวาละ 3.85 ล้านบาท เพราะทำเลนี้เป็นจุดตัดของรถไฟฟ้า มีการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ที่เข้มข้นในลักษณะของพื้นที่ค้าปลีกที่สำคัญที่สุดจึงทำให้ราคาที่ดินสูงกว่าทำเลอื่น ๆ

นอกจากนี้ จุดน่าสนใจในรายละเอียดมีพื้นที่ 4 ทำเลแรก ได้แก่ 1.สยาม-ชิดลม-เพลินจิต (3,850,000 บาท/ตร.ว.) 2.วิทยุ (3,070,000 บาท/ตร.ว.) 3.สุขุมวิท-ไทมสแควร์ (2,930,000 บาท/ตร.ว.) และ 4.สุขุมวิท-อโศก (2,800,000 บาท/ตร.ว.) มีจุดที่เหมือนกันคือเป็นทำเลเกาะแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส

เทรนด์ราคา 2 ปี (2568-2569) ขึ้นเฉลี่ย 5%

รวมทั้ง 3 ทำเลมาแรง “สุขมวิท-เอกมัย” (1,960,000 บาท/ตร.ว.) “พหลโยธินตอนต้น” (1,900,000 บาท/ตร.ว.) กับ “พญาไท” (1,900,000 บาท/ตร.ว.) ราคาที่ดินก็พุ่งสูงขึ้นตามรถไฟฟ้าบีทีเอสเช่นกัน

ส่วนทำเล “สีลม” (2,670,000 บาท/ตร.ว.) “สาทร” (2,350,000 บาท/ตร.ว.) “เยาวราช” (1,930,000 บาท/ตร.ว.) เป็นพื้นที่เดิมที่ราคาที่ดินสูงตลอดกาลอยู่แล้ว

เทรนด์การปรับขึ้นของราคาที่ดิน ดร.โสภณมองว่าปี 2568 คาดว่าขึ้นเฉลี่ย 5% และเป็นเทรนด์ต่อเนื่องในปี 2569 ที่คาดว่าราคายังเป็นขาขึ้นเฉลี่ยที่ 5% เช่นเดียวกัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดท็อป 10 ที่ดินแพงสุด ‘เพลินจิต-ชิดลม-สยาม’ ราคาพุ่งตารางวาละ 3.85 ล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...