เกาหลีใต้ ต่อโครงการพี่เลี้ยงเด็กฟิลิปปินส์ ลดภาระผู้ปกครอง แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
เกาหลีใต้ ขยายโครงการจ้างพี่เลี้ยงเด็กและแม่บ้านฟิลิปปินส์ มุ่งลดภาระผู้ปกครอง ในการเลี้ยงเด็ก ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนแรงงาน และอัตราเกิดต่ำ
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า รัฐบาลกรุงโซลประกาศขยายเวลาจ้างงานผู้ดูแลเด็กชาวฟิลิปปินส์ออกไปอีก 1 ปี โดยการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการสานต่อโครงการนำร่อง ที่มุ่งเพิ่มบทบาทของแรงงานต่างชาติในระบบเศรษฐกิจเกาหลีใต้
รัฐบาลกรุงโซลระบุว่า ในจำนวนพี่เลี้ยงเด็กชาวฟิลิปปินส์ 100 คนที่เข้าร่วมโครงการนี้ มี 98 คน ที่ยังคงอยู่ในประเทศ และ 94 คนแสดงความสนใจที่จะทำงานต่อไป
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของเกาหลีใต้ที่ต้องการทำให้ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กมีราคาถูกลงและเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ ซึ่งแม้จะมีกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวด แต่ผู้กำหนดนโยบายก็ตระหนักถึงความจำเป็นในการมีแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนสำคัญ
โครงการนำร่องนี้มีเป้าหมายเพื่อให้บริการดูแลเด็กและแม่บ้านมีราคาประหยัดมากขึ้น โดยครอบครัวต่าง ๆ สามารถสมัครผ่านรัฐบาลเพื่อจ้างพี่เลี้ยงเด็กชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งจะได้รับค่าจ้างชั่วโมงละ 16,800 วอน (11.60 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งต่ำกว่าอัตราตลาดที่ 20,500 วอน แต่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศที่ 10,030 วอน
นายคิม ซอนซุน หัวหน้าฝ่ายกิจการสตรีและครอบครัวของกรุงโซล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้ตอบสนองความคาดหวังและสามารถเป็นแนวทางแก้ปัญหาในระยะยาวสำหรับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนการดูแลเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีความกังวลเกี่ยวกับการแสวงประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น แต่ทางเมืองรับรองว่าคนงานทุกคนจะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย และครอบครัวผู้จ้างคนงานเหล่านี้จะต้องได้รับการตรวจสอบด้วย
ในปี 2567 ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เสนอให้ปรับลดค่าจ้างสำหรับพี่เลี้ยงเด็กชาวต่างชาติ ตามแนวทางของสิงคโปร์และฮ่องกง เพื่อลดต้นทุนแรงงาน อย่างไรก็ตาม หลังจากขยายโครงการออกไป สมาพันธ์สหภาพแรงงานเกาหลีใต้ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการดังกล่าวเป็นแนวทางที่ไม่เพียงพอต่อประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอัตราการเกิดต่ำของประเทศ
ทั้งนี้ สหภาพแรงงานเรียกร้องให้ระบบการดูแลเด็กและผู้สูงอายุของรัฐบาลมีความแข็งแกร่งมากขึ้น พร้อมชี้ว่าค่าจ้างที่ต่ำและสภาพการทำงานที่ยากลำบากเป็นสาเหตุที่แท้จริงของการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนนี้
อ้างอิง : asia.nikkei.com