Unilever – Nestlé ส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาอีกครั้ง สู้ต้นทุนพุ่งทั่วโลก ผู้บริโภคเริ่มระวังจับจ่าย
Unilever - Nestlé ส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาอีกครั้ง สู้ต้นทุนพุ่งทั่วโลก แรงซื้อจากผู้บริโภคเริ่มอ่อนแรง โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่ความเชื่อมั่น-กำลังซื้ออยู่ในภาวะเปราะบาง
วันที่ 24 เมษายน 2568 เวลา 16.31 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Unilever และ Nestlé รายงานยอดขายไตรมาสแรกสูงกว่าที่คาดการณ์ หลังปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อตอบรับกับต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูง แม้ว่าทั้งสองบริษัทจะเคยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดช่วงวิกฤตเงินเฟ้อระหว่างการระบาดของโควิด-19 แต่ขณะนี้ทั้งสองบริษัทระบุว่าผู้บริโภคจะต้องรับภาระต้นทุนบางส่วน ท่ามกลางสงครามการค้าโลกและต้นทุนวัตถุดิบที่กลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง
Laurent Freixe ซีอีโอของ Nestlé กล่าวว่า “บริษัทพยายามขึ้นราคาสินค้าเท่าที่จำเป็นเพื่อชดเชยต้นทุน ขณะเดียวกันก็ต้องระวังปฏิกิริยาจากผู้บริโภคในตลาดที่มีการแข่งขันสูง” พร้อมเสริมว่า “ความรู้สึกของผู้บริโภคในขณะนี้ไม่ค่อยดี ไม่ใช่แค่ในสหรัฐ แต่รวมถึงทั่วโลก”
ในปีที่ผ่านมา Nestlé และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกถูกกดดันจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กาแฟ โกโก้ และวัตถุดิบอื่น ๆ ทำให้ต้องขึ้นราคาสินค้า เพื่อลดผลกระทบต่ออัตรากำไร ในบางตลาด ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น double digit อย่างไรก็ตามการขึ้นราคามากเกินไปอาจทำให้ผู้บริโภค หันไปเลือกแบรนด์รองราคาถูกกว่า ซึ่งเคยเกิดขึ้นหลังการระบาดของโควิด
โดยนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยิ่งกดดันอุปสงค์ของผู้บริโภค และกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับ ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก Robert Moskow นักวิเคราะห์จาก TD Cowen เตือนว่า บริษัทกลุ่มอาหารรายใหญ่ต้องใช้ความระมัดระวังในการขึ้นราคา เพราะแบรนด์ต่าง ๆ เสียความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคไปบางส่วนในช่วงโควิด จากการขึ้นราคาที่แรงเกินไป
ทั้ง Nestlé และ Unilever ระบุว่าเลือกปรับราคาแบบเจาะจง โดย Nestlé ซึ่งในปี 2567 ยอดขายเติบโตต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ยอมรับว่าการขึ้นราคาสินค้าอย่าง Nespresso และ KitKat ในบางตลาดแบบเลขสองหลัก กระทบผู้บริโภคค่อนข้างจำกัด
โดยทั่วไปการเจรจาปรับราคาในประเทศพัฒนาแล้วมักเกิดขึ้นต้นปี ดังนั้น Nestlé จึงผ่านช่วงขึ้นราคาใหญ่มาแล้วในปีนี้ แต่แม้จะไม่มีปัจจัยลบเพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ รายงานของ Citigroup โดย Cedric Besnard ระบุว่า “ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับแนวโน้มในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของพอร์ตสินค้าหรือแนวโน้มฟื้นตัวของยอดขายปริมาณ (volume)”
สำหรับ Unilever การขึ้นราคาในตลาดพัฒนาแล้ว เช่น อเมริกาเหนือ ค่อนข้างสมดุลกับการเติบโตของปริมาณขาย (volume +4%) แต่ในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ถึง 60% ของบริษัท กลับเติบโตได้ จากการขึ้นราคาเพียงอย่างเดียว ขณะที่ ปริมาณขายอ่อนตัวลง
ละตินอเมริกา เป็นภูมิภาคที่กระทบหนักที่สุด เพราะดอกเบี้ยสูงกดอุปสงค์ผู้บริโภค และทำให้ร้านค้าลดการสต็อกสินค้า ยอดขายในเม็กซิโกและอาร์เจนตินามีปริมาณขายติดลบ
Fernando Fernandez ซีอีโอคนใหม่ของ Unilever ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในเดือนมีนาคมกล่าวว่า “เรารับรู้แรงกดดันจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง …เรายังมีทางเลือกอื่น ๆ เช่น การลดขนาดบรรจุภัณฑ์ ราคาคือทางเลือกสุดท้ายในการปกป้องอัตรากำไร” พร้อมทั้งยังกล่าวว่า ปีนี้ยังคงมีเงินเฟ้อจากวัตถุดิบ โดยเฉพาะในสินค้ากลุ่มของใช้ส่วนตัวและไอศกรีม
ทั้ง Nestlé และ Unilever ยังคงคาดการณ์เชิงบวกต่อยอดขายในปีนี้ โดย Unilever คาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานหลักจะปรับดีขึ้นเล็กน้อย จากระดับ 18.4% ในปี 2567 ส่งผลให้ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัท ร่วงลงในช่วงเปิดตลาด ก่อนที่จะฟื้นตัวบางส่วนในเวลาต่อมา
Chris Beckett หัวหน้าฝ่ายวิจัยหุ้นของ Quilter Cheviot สรุปว่า “ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดคือราคาสินค้ากำลังขึ้นอีกครั้ง แม้ปีที่แล้วทุกคนจะพูดถึงเงินเฟ้อที่ชะลอลงและสมดุลระหว่าง ‘ราคา’ กับ ‘ปริมาณ’ ที่ดีขึ้น ตอนนี้ผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มไม่มั่นใจอีกครั้ง และเป็นสิ่งที่เข้าใจได้”
อ้างอิง : bloomberg.com