โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

Unilever – Nestlé ส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาอีกครั้ง สู้ต้นทุนพุ่งทั่วโลก ผู้บริโภคเริ่มระวังจับจ่าย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 เม.ย. 2568 เวลา 17.16 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2568 เวลา 10.16 น.

Unilever - Nestlé ส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาอีกครั้ง สู้ต้นทุนพุ่งทั่วโลก แรงซื้อจากผู้บริโภคเริ่มอ่อนแรง โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่ความเชื่อมั่น-กำลังซื้ออยู่ในภาวะเปราะบาง

วันที่ 24 เมษายน 2568 เวลา 16.31 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Unilever และ Nestlé รายงานยอดขายไตรมาสแรกสูงกว่าที่คาดการณ์ หลังปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อตอบรับกับต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูง แม้ว่าทั้งสองบริษัทจะเคยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดช่วงวิกฤตเงินเฟ้อระหว่างการระบาดของโควิด-19 แต่ขณะนี้ทั้งสองบริษัทระบุว่าผู้บริโภคจะต้องรับภาระต้นทุนบางส่วน ท่ามกลางสงครามการค้าโลกและต้นทุนวัตถุดิบที่กลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง

Laurent Freixe ซีอีโอของ Nestlé กล่าวว่า “บริษัทพยายามขึ้นราคาสินค้าเท่าที่จำเป็นเพื่อชดเชยต้นทุน ขณะเดียวกันก็ต้องระวังปฏิกิริยาจากผู้บริโภคในตลาดที่มีการแข่งขันสูง” พร้อมเสริมว่า “ความรู้สึกของผู้บริโภคในขณะนี้ไม่ค่อยดี ไม่ใช่แค่ในสหรัฐ แต่รวมถึงทั่วโลก”

ในปีที่ผ่านมา Nestlé และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกถูกกดดันจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กาแฟ โกโก้ และวัตถุดิบอื่น ๆ ทำให้ต้องขึ้นราคาสินค้า เพื่อลดผลกระทบต่ออัตรากำไร ในบางตลาด ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น double digit อย่างไรก็ตามการขึ้นราคามากเกินไปอาจทำให้ผู้บริโภค หันไปเลือกแบรนด์รองราคาถูกกว่า ซึ่งเคยเกิดขึ้นหลังการระบาดของโควิด

โดยนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยิ่งกดดันอุปสงค์ของผู้บริโภค และกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับ ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก Robert Moskow นักวิเคราะห์จาก TD Cowen เตือนว่า บริษัทกลุ่มอาหารรายใหญ่ต้องใช้ความระมัดระวังในการขึ้นราคา เพราะแบรนด์ต่าง ๆ เสียความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคไปบางส่วนในช่วงโควิด จากการขึ้นราคาที่แรงเกินไป

ทั้ง Nestlé และ Unilever ระบุว่าเลือกปรับราคาแบบเจาะจง โดย Nestlé ซึ่งในปี 2567 ยอดขายเติบโตต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ยอมรับว่าการขึ้นราคาสินค้าอย่าง Nespresso และ KitKat ในบางตลาดแบบเลขสองหลัก กระทบผู้บริโภคค่อนข้างจำกัด

โดยทั่วไปการเจรจาปรับราคาในประเทศพัฒนาแล้วมักเกิดขึ้นต้นปี ดังนั้น Nestlé จึงผ่านช่วงขึ้นราคาใหญ่มาแล้วในปีนี้ แต่แม้จะไม่มีปัจจัยลบเพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ รายงานของ Citigroup โดย Cedric Besnard ระบุว่า “ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับแนวโน้มในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของพอร์ตสินค้าหรือแนวโน้มฟื้นตัวของยอดขายปริมาณ (volume)”

สำหรับ Unilever การขึ้นราคาในตลาดพัฒนาแล้ว เช่น อเมริกาเหนือ ค่อนข้างสมดุลกับการเติบโตของปริมาณขาย (volume +4%) แต่ในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ถึง 60% ของบริษัท กลับเติบโตได้ จากการขึ้นราคาเพียงอย่างเดียว ขณะที่ ปริมาณขายอ่อนตัวลง

ละตินอเมริกา เป็นภูมิภาคที่กระทบหนักที่สุด เพราะดอกเบี้ยสูงกดอุปสงค์ผู้บริโภค และทำให้ร้านค้าลดการสต็อกสินค้า ยอดขายในเม็กซิโกและอาร์เจนตินามีปริมาณขายติดลบ

Fernando Fernandez ซีอีโอคนใหม่ของ Unilever ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในเดือนมีนาคมกล่าวว่า “เรารับรู้แรงกดดันจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง …เรายังมีทางเลือกอื่น ๆ เช่น การลดขนาดบรรจุภัณฑ์ ราคาคือทางเลือกสุดท้ายในการปกป้องอัตรากำไร” พร้อมทั้งยังกล่าวว่า ปีนี้ยังคงมีเงินเฟ้อจากวัตถุดิบ โดยเฉพาะในสินค้ากลุ่มของใช้ส่วนตัวและไอศกรีม

ทั้ง Nestlé และ Unilever ยังคงคาดการณ์เชิงบวกต่อยอดขายในปีนี้ โดย Unilever คาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานหลักจะปรับดีขึ้นเล็กน้อย จากระดับ 18.4% ในปี 2567 ส่งผลให้ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัท ร่วงลงในช่วงเปิดตลาด ก่อนที่จะฟื้นตัวบางส่วนในเวลาต่อมา

Chris Beckett หัวหน้าฝ่ายวิจัยหุ้นของ Quilter Cheviot สรุปว่า “ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดคือราคาสินค้ากำลังขึ้นอีกครั้ง แม้ปีที่แล้วทุกคนจะพูดถึงเงินเฟ้อที่ชะลอลงและสมดุลระหว่าง ‘ราคา’ กับ ‘ปริมาณ’ ที่ดีขึ้น ตอนนี้ผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มไม่มั่นใจอีกครั้ง และเป็นสิ่งที่เข้าใจได้”

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...