โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'บทวิเคราะห์'ญี่ปุ่นงัดไม้ตายขู่เทขาย'พันธบัตรสหรัฐ'หากทรัมป์ยังไม่ยอมรามือเรื่องภาษี

The Better

อัพเดต 04 พ.ค. 2568 เวลา 03.37 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. 2568 เวลา 03.34 น. • THE BETTER

สำนักข่าวโยมิอูริ รายงานว่า ระหว่างร่วมรายการ TV Tokyo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น คัตสึโนบุ คาโตะถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศว่าจะไม่ขายพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือพันธบัตรสหรัฐฯ) ที่ถือครองไว้อย่างง่ายดายในระหว่างการเจรจาภาษีศุลกากรระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ หลังจากที่เคยมีข่าวว่าญี่ปุ่นเตรียมเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองการเจรจาเรื่องภาษี แต่ในครั้งนั้นมีการปฏิเสธความเป็นไปได้โดยรัฐบาลญี่ปุ่นไปแล้ว

อย่างไรก็ตามในคราวนี้ คัตสึโนบุ คาโตะ กล่าวว่า "เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะถือไพ่ต่อรองทั้งหมดไว้บนโต๊ะในขณะที่เราหารือเรื่องนี้" และเขายังย้ำว่าญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหรัฐฯ ในแง่ของการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม จากคำกล่าวช่วงหลังของ คัตสึโนบุ คาโตะ ทำให้เกิดความกังวลได้ง่ายๆ ว่า แม้ญี่ปุ่นจะเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหรัฐฯ แต่การบอกว่าเป้นหุ้นส่วน "ในแง่ของการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ" อาจมีความหมายว่า "ญี่ปุ่นเป็นเพื่อนที่ดีของสหรัฐฯ แต่ในเวลาเดียวกันญี่ปุ่นก็มีพันธบัตรของสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งในแง่หนึ่งเป็นการช่วยค่ำชูกระแสเงินตราของสหรัฐฯ" ในแง่นี้มีนัยว่าญี่ปุ่น "มีบุญคุณ" ต่อสหรัฐฯ

แต่เมื่อพิจารณาคำกล่าวแรกของ คาโตะ ที่ว่า "เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะถือไพ่ต่อรองทั้งหมดไว้บนโต๊ะในขณะที่เราหารือเรื่องนี้" และบวกกับการย้ำว่าญี่ปุ่น "ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จำนวนมาก" ก็สามารถตีความได้ว่าแม้ญี่ปุ่นจะทวงบุญคุณสหรัฐฯ ที่ช่วยซื้อพันธบัตรเอาไว้ แต่หากสหรัฐฯ ไม่ซาบซึ้งในบุญคุณของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็อาจใช้การขายพันธบัตรเป็นเครื่องต่อรองได้

ทั้งนี้ หากมีการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ราคาตลาดของพันธบัตรเหล่านั้นจะลดลง และอัตราผลตอบแทน (อัตราดอกเบี้ย) ที่เสนอให้จะเพิ่มขึ้น สาเหตุมาจากอุปทานพันธบัตรที่ขายได้มากขึ้นและมีผู้ซื้อน้อยลง ทำให้ราคาพันธบัตรลดลง ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ จะ "กู้เงิน" จากการปล่อยพันธบัตรได้น้อยลง (เงินเข้าประเทศน้อยลง) แต่ในทางกลับกันก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยจากการ "กู้เงิน" ผ่านพันธบัตรมากขึ้น พูดสั้นๆ ก็คือ กรเทขายพันธบัตรโดยผู้ถือพันธบัตรจะทำให้สหรัฐฯ เสียหายทางการเงินอย่างหนัก

แต่สิ่งที่จะตามมาอีกอย่างก็คือ เมื่อมีการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ก็เท่ากับความความต้องการพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลง และจะส่งผลต่อความต้องการเงินดอลาร์ที่ลดลง ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐาลทรัมป์ไม่ต้องการในเวลานี้ เพราะเป้าหมายของ "ทีมเศรษฐกิจเบื้องหลังทรัมป์" คือการทำให้สหรัฐฯ ได้เปรียบดุลการค้าแบบครบวงจร เพื่อทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาอีก

สำนักข่าวโยมิอูริ ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำของญี่ปุ่นได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า "เบื้องหลังคำพูดของคาโตะคือ “การตกต่ำสามคำ” ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งหุ้น พันธบัตร และสกุลเงินทั้งหมดตกต่ำลงเนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศ “ภาษีศุลกากรซึ่งกันและกัน”

แน่นอนว่ากลไกทั้งหมดยังเชื่อมโยงกับการที่ "ประเทศคู่กรณี" ของทรัมป์จะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีกหรือไม่ด้วยการเทขายพันธบัตร ซึ่งตามข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากจำนวนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่แต่ละประเทศถือครอง (ณ เดือนกุมภาพันธ์) ญี่ปุ่นถือครองมูลค่า 1.1259 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 163 ล้านล้านเยน) คิดเป็น 13% ของทั้งหมด ทำให้ญี่ปุ่นเป็นผู้ถือครองรายใหญ่ที่สุด

ส่วนประเทศที่ถือพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มากเป็นอันดับที่ 2 คือจีน ที่ 8.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตัวเลขช่วงปลายเดือนธันวาคมปี 2023 ซึ่งในกรณีของจีนนั้นที่ผ่านมามีความกังวลในหมู่นักวิเคราะห์และนักลงทุนบางว่าจีนอาจเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ เหล่านี้เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของญี่ปุ่นแม้จะมีการส่งสัญญาณมาแล้วว่าจะใช้พันธบัตรเป็นเครื่องต่อรองได้เหมือนกัน แต่คาโตะกล่าวถึง “ไพ่ต่อรอง” นี้ว่า “ไม่ว่าจะเล่นไพ่นี้หรือไม่นั้นเป็นการตัดสินใจอีกเรื่องหนึ่ง”

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชิเงรุ อิชิบะ (ซ้าย) และรัฐมนตรีคลัง คัตสึโนบุ คาโตะ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการรัฐสภาในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2025 (ภาพโดย Kazuhiro NOGI / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...