โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิพิธภัณฑสถานสร้างชาติ (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 28 เม.ย. 2568 เวลา 06.38 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2568 เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

พิพิธภัณฑสถานสร้างชาติ (จบ)

ห้องจัดแสดงที่น่าผิดหวังที่สุดในทัศนะผมคือ ห้องรัตนโกสินทร์ ณ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นห้องจัดแสดงสุดท้ายในส่วนจัดแสดงที่ว่าด้วยศิลปวัตถุยุคสมัยต่างๆ ของประเทศไทย

ศิลปวัตถุห้องนี้เป็นเรื่องราวว่าด้วยช่วงเวลาที่สยามกำลังปรับปรุงประเทศเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 เรื่อยมาจนถึงการพัฒนาสู่ความศิวิไลซ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 จนมาถึงศิลปวัตถุในสมัยรัชกาลที่ 9

ในความเป็นจริง การจัดแสดงห้องนี้มีความสวยงามมากที่สุดห้องหนึ่งเลยก็ว่าได้ การจัดแสงทำได้ดีจนทำให้วัตถุบางชิ้นที่ดูแล้วไม่น่าจะมีความพิเศษอะไรนักกลับดูสวยงามน่าชมอย่างมาก

แต่ภายใต้แสงสีสวยงาม เนื้อหาสาระกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม

แม้วัตถุส่วนใหญ่จะสำคัญ สะท้อนความเป็นสมัยใหม่ของสยามได้ดี ไม่ว่าจะเป็น “ลูกโลกดาว” หนึ่งในเครื่องบรรณาการที่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร น้อมเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ.2398 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สะท้อนการเปลี่ยนผ่านโลกทัศน์แบบจารีตสู่ความเป็นสมัยใหม่ การเสื่อมถอยลงของจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิสู่จักรวาลวิทยาแบบใหม่ของสังคมสยาม

หรือ “พระโธรน” (Throne) พระราชอาสน์สมัยใหม่องค์แรกในรัชกาลที่ 5 สร้างขึ้นราว พ.ศ.2416 ซึ่งนักวิชาการสันนิษฐานว่า เป็นพระราชอาสน์ที่สร้างขึ้นอย่างสัมพันธ์กับแนวคิดของพระองค์ที่โปรดฯ ให้ยกเลิกธรรมเนียมการหมอบเข้าเฝ้าฯ และให้ขุนนางยืนเข้าเฝ้าฯ ตามธรรมเนียมแบบตะวันตกแทน

อย่างไรก็ตาม วัตถุหลายชิ้นในห้องนี้ ผมกลับคิดว่ามิได้สำคัญในระดับที่ต้องนำมาจัดแสดงเท่าไรนัก เช่น จอบและเสียมที่ใช้ในการก่อฤกษ์ทางรถไฟสายปากน้ำ พ.ศ.2434 หรือไม้หมอนรถไฟที่ใช้ในพระราชพิธีเปิดทางรถไฟหลวงสายนครราชสีมา พ.ศ.2439 เป็นต้น

แน่นอนนะครับ วัตถุเหล่านี้มีค่าควรเก็บรักษาในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และเหมาะที่จะถูกนำมาจัดแสดงเพื่อให้คนเข้าชม

แต่ในทัศนะผม วัตถุเหล่านี้หลายชิ้นเหมาะสำหรับแค่จัดแสดงในบางโอกาส หรือในบางครั้งของนิทรรศการพิเศษเท่านั้น แต่ไม่เหมาะเลยที่จะนำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการถาวร

เหตุผลก็คือ พื้นที่จัดแสดงห้องรัตนโกสินทร์ไม่ได้กว้างขวางอะไรเลยนะครับ

แต่เนื้อหาที่ต้องเล่าซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ (ปลายพุทธศตวรรษที่ 24-กลางพุทธศตวรรษที่ 26) ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย และจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์หลายครั้ง อีกทั้งยังมีสิ่งของวัตถุมาหลงเหลืออยู่เต็มไปหมดรอคอยให้ภัณฑารักษ์เลือกสรรมาจัดแสดง

ซึ่งแตกต่างจากการจัดแสดงในห้องศิลปะยุคโบราณก่อนหน้านี้ที่หลงเหลือวัตถุจัดแสดงไม่มากและจำเป็นต้องจัดแสดงไปตามวัตถุเท่าที่หลงเหลืออยู่

เงื่อนไขของห้องรัตนโกสินทร์ดังกล่าว เรียกร้องให้ภัณฑารักษ์ทำการบ้านมากกว่านี้ และต้องเข้าใจความซับซ้อนของประวัติศาสตร์ยุคสมัยที่แตกต่างจากประวัติศาสตร์ยุคจารีตมากกว่าที่เป็นอยู่

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เสมือนว่าภัณฑารักษ์ที่รับผิดชอบห้องนี้ เลือกที่จะจัดแสดงไปตามภายใต้โครงเรื่องเดิมๆ และวัตถุเดิมๆ ที่มีอยู่ในคลังโดยปราศจากความพยายามที่จะฉายภาพความสลับซับซ้อนที่ดำรงอยู่จริงในสังคมไทย

ห้องรัตนโกสินทร์ขาดภาพของสังคมไทยในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 25 ที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวเรียกร้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย, ขาดเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475, ขาดบริบทสงครามโลกทั้งสองครั้ง, ไม่มีเรื่องเล่าสังคมไทยยุคสงครามเย็น, ละเลยการลุกขึ้นมาของประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (และอีกหลายครั้งต่อมา), ไม่มีภาพสังคมไทยในยุควิกฤตต้มยำกุ้ง ฯลฯ

ห้องรัตนโกสินทร์ที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนสังคมไทยในจินตนาการของภัณฑารักษ์ (และชนชั้นนำไทย)ที่ราบเรียบ สงบเงียบ และไหลเรื่อยอย่างต่อเนื่องสมบูรณ์แบบจากอดีต กงล้อทางประวัติศาสตร์หมุนไปโดยการขับเคลื่อนจากสถาบันกษัตริย์และชนชั้นนำเพียงกลุ่มเล็กๆ โดยไม่มีประชาชนอยู่ในเรื่องเล่าแห่งชาติ ในห้องรัตนโกสินทร์เลยแม้เพียงเล็กน้อย

ด้วยวิธีคิดที่หลุดลอยออกจากความเป็นจริงทางสังคมเช่นนี้เอง ที่ทำให้แม้แต่ จอบ เสียม และไม้หมอนรถไฟ ที่ถูกใช้ในพิธีเปิดต่างๆ โดยสถาบันกษัตริย์ จึงถูกขยายความสำคัญเกินจริง

ในขณะที่คำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ.103 ของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์, ประกาศคณะราษฎรฉบับแรก, รัฐธรรมนูญฉบับแรก, วัตถุที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศอันเป็นผลพวงจากสงครามเย็น, วัตถุพยานในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, สิ่งของทางวัฒนธรรมของชาวบ้านที่สะท้อนความเป็นสมัยใหม่ของสังคมไทย ฯลฯ ไม่ปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่เพียงชิ้นเดียว

ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า ชนชั้นนำและสถาบันกษัตริย์ไม่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์นะครับ แต่เราทุกคนก็ทราบดีว่า ประวัติศาสตร์ไม่ว่าที่ใดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ ไม่เคยและไม่มีทางขับเคลื่อนไปได้ด้วยคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว

แต่คือการขยับไปอย่างซับซ้อนของตัวละครทางประวัติศาสตร์อันหลากหลายและกว้างขวาง

ดังนั้น ห้องรัตนโกสินทร์ในความเป็นจริง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคัดเลือกวัตถุจัดแสดงอย่างหลากหลายที่สามารถสะท้อนความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ให้ได้มากกว่านี้ ใส่เงื่อนไขของประชาชนกลุ่มต่างๆ เข้าไปในเรื่องเล่ามากขึ้น และฉายภาพความสลับซับซ้อนของปัจจัยนานาชนิดที่เข้ามาเป็นตัวกำหนดทิศทางสังคมไทยให้มากกว่าที่เป็นอยู่

ผมเข้าใจดีนะครับว่า ข้อเสนอข้างต้น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครจำเป็นต้องเสาะแสวงหาวัตถุจัดแสดงใหม่เป็นจำนวนมาก เพราะวัตถุที่อยู่ในคลังของพิพิธภัณฑ์ไม่มีสิ่งของในลักษณะดังกล่าวอยู่เลย ซึ่งไม่ง่ายเลย แต่ส่วนตัวก็คิดว่า มันไม่ได้ยากจนเกินไปนัก หากคิดจะทำจริง

ห้องรัตนโกสินทร์เป็นหนึ่งในห้องที่ผมเฝ้ารอชมมากที่สุดอีกห้องหนึ่ง ผมคาดหวังมากว่าห้องนี้จะหลุดพ้นจากโครงเรื่องแบบเก่าที่ล่องลอยอยู่ในจินตนาการมากกว่าความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ และสามารถไปไกลมากกว่าการใช้ศิลปวัตถุเพียงเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แบบเถรตรง อย่างน้อยที่สุด ผมก็คิดว่า น่าจะมีการขยายโครงเรื่องที่ใส่ประชาชนเข้าไปในสมการชาติไทยยุคสมัยใหม่บ้าง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง กลับเป็นการผลิตซ้ำทุกอย่างในแบบเดิมทั้งหมด

ในทัศนะผม ห้องรัตนโกสินทร์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขยายพื้นที่การจัดแสดงให้มากขึ้น หากพื้นที่ของอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ไม่เพียงพอ ก็ควรลองพิจารณาพื้นที่ในส่วนอื่นแทน

ทางเลือกที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ ปรับพื้นที่บางส่วนของหมู่พระวิมาน

ปัจจุบันหมู่พระวิมานใช้จัดแสดงเนื้อหาที่ว่าด้วย “ศิลปะไทยประเพณี” ซึ่งผมมีเห็นว่า สามารถปรับพื้นที่จัดแสดงให้ลดลงได้โดยใช้วิธีหมุนเวียนจัดแสดงสิ่งของที่อยู่ในกลุ่มประเภทเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องจัดแสดงของซ้ำๆ ในหมวดเดียวกันในปริมาณที่มากเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ยุคสมัยใหม่แทน

หรือหากไม่ต้องการยุ่งกับพื้นที่อื่นและต้องการใช้พื้นที่เท่าที่ห้องรัตนโกสินทร์มีอยู่เหมือนเดิม ทางเลือกก็ยังมีหลายทาง ภายใต้พื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี AR (Augmented reality), VR (Virtual reality), Projection Mapping ฯลฯ เข้ามาช่วย ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งชาติในประเทศอื่น หรือแม้แต่พิพิธภัณฑ์เอกชนและกึ่งเอกชนหลายแห่งของไทย ต่างใช้มานานหลายปีแล้ว

แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่เกิดขึ้นเลย ห้องรัตนโกสินทร์จึงเป็นแค่เพียงการผลิตซ้ำองค์ความรู้ที่ล้าสมัยผ่านแสงสีอันสวยงามมากขึ้นเท่านั้นเอง

จากทั้งหมดที่ผมเล่ามาอย่างยืดยาวมากกว่า 10 ตอน เชื่อว่าน่าจะทำให้ผู้อ่านมองเห็นประวัติศาสตร์การจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครได้อย่างชัดเจนพอสมควร และน่าจะยืนยันให้ทุกคนเห็นคล้อยตามว่า ตลอดระยะเวลามากกว่า 100 ปีที่พื้นที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ทั้งหมดไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงทางความรู้และคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ไทยแต่อย่างใด

ผู้อ่านที่ตามอ่านครบทุกตอน คงรู้สึกว่า ผมเขียนอะไรที่ดูจะเป็นการพูดซ้ำๆ ย้ำๆ เนื้อหาเดิมอยู่บ่อยครั้ง

นั่นมิใช่เป็นเพราะผมหลงลืมว่าเคยพูดอะไรไปนะครับ แต่คือความตั้งใจที่จะให้คนอ่านรู้สึกถึงความซ้ำที่มันถูกย้ำทุกครั้งที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครมีโครงการปรับปรุงใหญ่

ในการปรับปรุงครั้งล่าสุดก็เช่นกัน หลายคนอาจมองว่าเป็นพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นเพียงก้าวกระโดดเชิงเทคนิค แต่ในระดับเนื้อหาสาระ เราแทบพูดไม่ได้เลยว่ามีอะไรที่เป็นก้าวกระโดดสำคัญที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางความรู้อย่างแท้จริง

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิพิธภัณฑสถานสร้างชาติ (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...