พี่สาว พยาบาลโดนตบ ลั่นไม่รับคำขอโทษ ยันเอาผิดถึงที่สุด ธนกฤตเตรียมฝึกให้พยาบาลป้องกันตัวเอง
พี่สาว พยาบาลโดนตบ ลั่นไม่รับคำขอโทษ ยันเอาผิดถึงที่สุด ธนกฤตเตรียมฝึกให้พยาบาลป้องกันตัวเอง จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก
จากกรณีชายบุกตบหน้าพยาบาลถึง 2 ครั้ง เหตุเกิดภายในโรงพยาบาลระยอง เนื่องจากไม่พอใจที่พยาบาลเตือนภรรยาของผู้ก่อเหตุ ให้พาลูกออกจากห้องผู้ป่วย หลังพยายามพาเข้าไปเยี่ยมคุณยายที่ป่วยไข้หวัดใหญ่ และมีอาการติดเชื้อลงปอด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดเวลา 14.30 น. วันที่ 19 ก.พ.2568 ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวหลังออกรายการโหนกระแส ว่า จากการพูดคุยสอบถามน้องปาย พยาบาลที่โดนตบ น้องยอมรับว่าอาจมีการใช้เสียงดังขึ้น เนื่องจากได้ตักเตือนผู้ก่อเหตุมาแล้ว 2 รอบ จุดประสงค์เพื่อป้องกันเด็กจากความเสี่ยงติดเชื้อ
เนื่องจากแม่ยายของผู้ก่อเหตุอยู่ในภาวะวิกฤตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และมีภาวะปอดอักเสบร่วมด้วย พยาบาลจึงกังวลว่าเด็กอาจได้รับเชื้อ ตนมองว่าน้องหวังดี จากการสอบถามทางน้องพยาบาลก็ยอมรับว่ามีการใช้น้ำเสียงจริง ซึ่งตนมองว่าเสียงดังจริงแต่ไม่ได้ก้าวร้าว น้องอายุแค่ 26 ปี เป็นพยาบาลไฟแรง
สอบถามเพื่อนๆ ร่วมงานของน้องที่โรงพยาบาล ก็บอกว่าน้องเป็นคนอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร ตนเชื่อว่าการก้าวร้าวไม่น่าจะมี แต่จากสถานการณ์ดังกล่าวจะเห็นว่าน้องกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ เช็ดตัวให้คนไข้ ซึ่งคนไข้ไม่ใช่ใคร ก็เป็นคุณแม่ของญาติที่มาเอง ตอนที่พูดคุย
พี่สาว พยาบาลโดนตบ ลั่นไม่รับคำขอโทษ ยันเอาผิดถึงที่สุด ธนกฤตเตรียมฝึกให้พยาบาลป้องกันตัวเอง
อาจจะเกิดความไม่เข้าใจกัน จึงเป็นธรรมดาของคนที่ทำให้ต้องเสียงดังเพิ่มขึ้นบ้าง อย่างไรก็ตามให้เข้าใจว่าน้องเขาเป็นห่วงเด็ก เมื่อสักครู่ได้พูดคุยกับผู้ก่อเหตุ เขาก็ได้ขอโทษ ส่วนเรื่องคดีความก็ว่าไปตามกฎหมาย
ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข มีนโยบายให้ทางเจ้าหน้าที่องค์การสาธารณสุขฝึกอบรมให้มียุทธวิธีบ้าง อย่างน้อยเพื่อให้ป้องกันตัวเอง เพราะเห็นได้ว่าคนที่โดนกระทำมักจะเป็นพยาบาลผู้หญิง ซึ่งน่าเห็นใจ
ต้องฝากเตือนว่าอย่าทำอย่างนี้กับน้องๆ พยาบาลเลย พยาบาลเหล่านี้อยู่ในส่วนของรัฐ ถ้าเขาย้ายไปอยู่เอกชนกันหมด ก็จะไม่มีคนมาดูแลในส่วนนี้ อยากให้เห็นใจมากกว่านี้ เพราะว่าการอยู่กับคนไข้ก็เป็นความเครียดอยู่แล้ว อยากให้เข้าอกเข้าใจกัน
ด้านสภาพจิตใจของน้อง วันนี้ไม่ได้มารายการเนื่องจากมาไม่ไหว แต่ยินดีให้โฟนอินเข้ามาพูดคุยในรายการ เพื่อพูดในมุมของตัวเอง เรื่องนี้ตนมองว่า บางคนอาจจะมีโทนเสียงและวิธีการพูดที่แตกต่างกันในช่วงเวลารีบเร่ง อยากให้รับฟังในเงื่อนไขของข้อเท็จจริงว่าเขาตักเตือนเราด้วยความห่วงใย
ถ้าเขาใช้น้ำเสียงที่มันไม่เหมาะสม หรือว่าใช้กิริยาที่ก้าวร้าวจริงๆ ก็ให้ร้องเรียนที่โรงพยาบาลต้นสังกัดหรือสาธารณสุขจังหวัด หรือท้ายที่สุดก็มาที่กระทรวงสาธารณสุข ตนก็พร้อมดำเนินการให้ทันที เบื้องต้นอาจจะต้องให้น้องพักงานไปก่อน ไม่ใช่เรื่องความผิด แต่ให้ฟื้นฟูสภาพจิตใจและอาจจะมีความกังวลเรื่องการดูแลญาติของผู้ก่อเหตุ
แต่ถือว่าเป็นบทเรียนให้ทั้งพี่น้องประชาชนด้วย ทางเจ้าหน้าที่เราต้องถอดบทเรียนให้ระมัดระวังมากขึ้นในการพูดคุย เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นน้อย ไม่ได้เยอะ ไม่ใช่ส่วนใหญ่ ถ้ามีเรื่องใหญ่ๆเยอะๆ ก็อาจจะต้องมีมาตรการ แต่ตอนนี้ยังไม่มี
ด้านพี่สาวของน้องปาย เผยว่า เมื่อวานได้โทรคุยกับน้องสาว น้องยังร้องไห้ ตกใจอยู่ เพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นครั้งแรกกับน้องของตน ทั้งที่บ้านและคนในครอบครัวไม่มีใครยอมรับได้ ยิ่งได้เห็นคลิปก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุเกินไปหรือเปล่า ถ้าหากว่าไม่พอใจในการใช้คำพูด ก็ควรพูดคุยกันก่อน หลังจากนั้นจะแจ้งจะร้องเรียนอะไร ก็ควรทำตามมาตรการของทางโรงพยาบาล ไม่ควรถึงขั้นใช้ความรุนแรงกันขนาดนั้น
จากคลิปที่เห็น ผู้ก่อเหตุฟาดที่หน้าน้องตนถึง 2 ครั้ง และครั้งที่ 3 ถ้าหากน้องตนไม่ได้หลบและมีคนมาช่วยไว้ ก็น่าจะเข้าหน้าน้องเป็นครั้งที่ 3 ตนมองว่าผู้ก่อเหตุเข้ามาด้วยเจตนาทีต้องการทำร้ายเ ซึ่งน้องตนไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน จึงไม่ได้ปกป้องตัวเอง ภาพที่เห็นก็เป็นตามคลิป
ปกติน้องเป็นคนร่าเริง เข้ากับคนได้ง่าย ปฏิสัมพันธ์ดี ด้วยความที่น้องตนเป็นคนเล็กสุดในบ้าน เขาจะเป็นคนหัวอ่อน สู้ใครไม่เป็น เรื่องโทนเสียง ถ้าตอนทำงานตนไม่ทราบ แต่เวลาพูดคุยกับคนในครอบครัว ก็จะใช้โทนเสียงตามสถานการณ์ต่างๆ ไป
ตนมองว่าจากเหตุการณ์นั้น ถ้าเตือนกันไปแล้ว 1 รอบ ก็ควรใช้น้ำเสียงที่จริงจังขึ้น เพื่อชี้ให้เห็นถึงผลร้ายที่จะตามมา ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็เหมาะสมที่จะต้องใช้เสียงแบบนั้น ซึ่งอาจจะไปกระทบความรู้สึกเขา แต่ทางญาติผู้ป่วยเองก็ต้องยอมรับว่า การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาเพราะไม่พอใจกับคำพูดแบบนี้ ก็ไม่สมควรทำอยู่ดี โดยเฉพาะการที่ผู้กระทำเป็นผู้ชายแล้วตบผู้หญิงแบบนี้ ยิ่งไม่สมควรอย่างมาก
ตอนนี้อาการของน้องก็ยังต้องตรวจร่างกายอยู่ ต้องดูแลทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ ติดตามอยู่ตลอดเวลา น้องแก้วหูช้ำ เท่าที่คุยเมื่อคืนน้องบอกว่า ยังมีเลือดออกตรงหู ถือว่าค่อนข้างรุนแรง
โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา วันนี้เพิ่งจะได้รับคำขอโทษจากผู้ก่อเหตุครั้งแรกผ่านทางรายการ ซึ่งต่อให้ขอโทษแล้ว ทางครอบครัวก็ยังยืนยันจะดำเนินการให้ถึงที่สุด ไม่มีการยอมความใดๆ ทั้งสิ้น ด้านคนอื่นที่เข้ามาคอมเมนต์กับเหตุการณ์นี้ ตนได้อ่าน แต่ก็ไม่ได้ตอบกลับอะไรไป
ส่วนเรื่องที่น้องพยาบาลบอกว่า “คนไข้อาการไม่ดี ติดเชื้อลงปอด เป็นขนาดนี้ญาติยังพาลูกมาอีกหรือ ถ้าลูกติดเชื้อแล้วลงปอดไปด้วย ลูกอาการแย่ได้เลยนะ ญาติพร้อมจะสูญเสียทั้งสองมั้ย ถ้าติดแล้วอาการไม่ดี ถ้าไม่พร้อมจะสูญเสียใคร ก็ให้พาเด็กออกไป” ดร.ธนกฤต กล่าวเสริมว่า จากที่ตนได้สอบถามคุณหมอ คุณแม่ของภรรยาผู้ก่อเหตุมาด้วยคำว่าผู้ป่วยวิกฤตโอกาสที่เกิดภาวะสูญเสียขึ้นได้อยู่แล้ว
ดังนั้น มาด้วยโรคอะไรก็มีโอกาสติดเชื้อ สิ่งที่น้องพยาบาลเขาพูดคือเรื่องของการสื่อสาร ให้รู้ว่าเป็นโรคที่รุนแรง อาจจะเกิดการสูญเสียขึ้น ให้มองที่สาระดีกว่า เพราะเขาไม่อยากให้เด็กติดเชื้อ พยาบาลก็ห่วงตัวเองด้วย ต้องเสียสละทำหน้าที่ ทำความสะอาด อาบน้ำ เช็ดตัวให้คนไข้ ตนคิดว่าเขาไม่น่ามีเจตนาร้ายในการพูดแบบนี้
หรือถ้าเขาปล่อยปละละเลยให้เด็กเข้ามา แล้วเด็กเกิดติดเชื้อขึ้นมา ก็กลับมาโทษโรงพยาบาลอีกหรือเปล่าว่าโรงพยาบาลไม่มีมาตรการดูแล เขาก็ต้องเคร่งครัดในเรื่องกฎระเบียบของ ICU ห้ามไม่ให้คนไปเดินเล่น อย่างน้อยสุดก็ต้องการความสงบให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างสบายใจ เรื่องนี้ต้องกลับไปคิดให้เยอะ ตนมองแค่คำพูดไม่ทำให้คนตายหรือเจ็บ แต่ฝ่ามือทำให้คนเจ็บได้
ด้านพี่สาวน้องพยาบาล กล่าวอีกว่า น้องตนไม่ได้เจ็บคนเดียว ครอบครัวน้องก็เจ็บไปด้วย ส่วนเรื่องงานของน้อง ช่วงนี้ก็อาจจะต้องพักไปก่อน แต่น้องยังคงจะทำหน้าที่ตรงนี้ต่อไปเพราะน้องรักในอาชีพของเขา พร้อมฝากถึงผู้ก่อเหตุว่า เหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว เจอหน้าได้แต่ไม่ขอรับคำขอโทษ ยืนยันว่าจะดำเนินคดีต่อไป
ขณะที่ ดร.ธนกฤต กล่าวต่อว่า น้องเป็นพยาบาลมืออาชีพ อาจจะต้องพักรักษาตัวไปก่อนเพราะว่านอนแล้วยังมีอาการปวดอยู่ คอก็ยังปวดอยู่ เป็นเรื่องรักษาตัว ตนได้คุยกับน้องก็เห็นใจว่าน้องควรได้รับการดูแล น้องเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าพยาบาลดุ
ส่วนเรื่องการเยียวยาต้องไปถามที่ตัวน้องเอง คำขอโทษของผู้ก่อเหตุจะมีหรือไม่ ก็ต้องไปคิดเอาว่าควรจะทำอย่างไร ถึงเวลาไหนที่จะต้องพูด ให้ภรรยาออกมาขอโทษคงไม่เท่ากับคนที่ทำผิดมาขอโทษเอง เป็นเรื่องของการสำนึกมากกว่า และสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของบุคลากรทางการแพทย์
หากพบว่ามีการใช้น้ำเสียงหรือกิริยาไม่เหมาะสม สามารถร้องเรียนได้ที่โรงพยาบาลต้นสังกัด สาธารณสุขจังหวัด หรือกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพร้อมตรวจสอบให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ ตนพูดจากทุกมุม ไม่เคยบอกว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานได้ดี ทุกคนต้องมีข้อผิดพลาดบ้าง แต่เวลาที่คนของเราถูกกระทำ เราเองก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย
ท่านรัฐมนตรีก็บอกว่าต้องดำเนินคดี ถึงแม้ตัวน้องพยาบาลจะให้อภัย กระทรวงก็ต้องดำเนินคดีต่อไป เพราะเดี๋ยวจะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบเกิดขึ้นอีก ซึ่งตนยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ส่วนช่องทางร้องเรียนทางวินัย ตนจัดการได้อยู่ ส่วนใครที่จะมาทำร้ายเจ้าหน้าที่ทางนี้ก็ระวังแล้วกัน ตนก็ให้เจ้าหน้าที่ฝึกป้องกันตัวเอง อาจจะมีการฝึก side kick เห็นพยาบาลสาวสวยอาจจะเตะหนักก็ได้
อ่าน พยาบาลเปิดใจ ญาติคนไข้ตบหน้า 2 ครั้ง ฉุนถูกเตือนไม่ให้พาลูกเยี่ยมคนป่วย ลั่นเอาเรื่องถึงที่สุด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พี่สาว พยาบาลโดนตบ ลั่นไม่รับคำขอโทษ ยันเอาผิดถึงที่สุด ธนกฤตเตรียมฝึกให้พยาบาลป้องกันตัวเอง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th