“รถลาก” แท้จริงแล้วเป็นสิ่งประดิษฐ์ของญี่ปุ่นที่คิดค้นขึ้นในสมัยยุคเมจิ?
“รถลาก” หรือ “รถคนลาก” หรือ “รถพลังคน” (Jinrikisha = 人力車) ซึ่งถูกใช้เป็นพาหนะของผู้คนในช่วงยุคสมัยเมจิ (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1912) และสมัยยุคไทโช (ปี ค.ศ. 1912 – ปี ค.ศ. 1926) ได้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความศิวิไลซ์ในยุคเปิดประเทศของญี่ปุ่น ทุกวันนี้เราก็ยังคงคงสามารถพบหรือเห็นรถลากได้ตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ เช่น ย่านอาซากุสะในกรุงโตเกียว หรือบริเวณป่าไผ่ที่เกียวโต เป็นต้น โดยได้รับความนิยมทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเองอีกด้วย แต่ถ้าหากบอกว่ารถลากแบบนี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ของชาวญี่ปุ่นเอง คุณจะประหลาดใจกันไหมคะ? ความจริงแล้วรถลากถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คนญี่ปุ่นสมัยก่อนเป็นผู้คิดค้นและพัฒนาขึ้นเองภายในประเทศญี่ปุ่นค่ะ
เมื่อปีเมจิที่ 2 (ปี ค.ศ. 1869) นายอิซูมิ โยสุเกะ (Izumi Yousuke = 和泉要助) แห่งเขตเคียวบาชิ กรุงโตเกียว ได้รับแรงบันดาลใจและไอเดียจากรถม้าที่ชาวต่างชาติใช้นั่ง ตัวเขาเลยพยายามสร้างพาหนะที่เบากว่าและคล่องตัวมากกว่าขึ้น โดยในช่วงแรกเขาลองทำแบบสามล้อขึ้นมาดู แต่พบว่ามันไม่มั่นคงและไม่แข็งแรงเอาเสียเลย จึงเปลี่ยนลองมาทำเป็นแบบสี่ล้อดู แต่ผลลัพธ์ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ สุดท้ายเขาจึงได้ตัดสินใจทำออกมาเป็นแบบสองล้อ ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเหมือนแบบที่ใกล้เคียงกันกับภาพในหัวเขามากที่สุด แต่ทว่าเนื่องจากสิ่งประดิษฐ์นี้มีความแตกต่างจากรถม้าที่ใช้ม้าลาก และเป็นพาหนะที่มนุษย์เป็นผู้ลากเอง เขาจึงตั้งชื่อมันใหม่ว่า “รถคน” (Jinsha = 人車)
ต่อมาในเดือนมีนาคม 1870 เขาได้ยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการต่อทางการกรุงโตเกียวร่วมกับนายซูซูกิ โทคุจิโร (Suzuki Tokujirou = 鈴木徳二郎) และนายทาคายามะ โคสุเกะ (Takayama Kousuke = 高山幸助) ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนที่ช่วยกันคิดค้นประดิษฐ์รถคนขึ้นมา
ทางการกรุงโตเกียวได้อนุญาตให้พวกเขาทั้งหมดสามารถประกอบกิจการทำธุรกิจเกี่ยวกับรถคนได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้
1. ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้สัญจร
2. ค่าบริการต้องอยู่ในระดับที่ไม่แพงจนเกินไป
3. เมื่อพบเจอชนชั้นสูงหรือทหารลาดตระเวน ต้องหลีกทางให้ก่อนเสมอ
4. เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ต้องไม่ขัดขวางการปฏิบัติต่อการดับเพลิงของเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ ทางกรุงโตเกียวยังได้ให้แก้ไขคำเรียกจาก “รถคน” (Jinsha = 人車) เป็น “รถลาก” หรือ “รถคนลาก” หรือ “รถพลังคน” (Jinrikisha = 人力車) แทนอย่างเป็นทางการอีกด้วยค่ะ
เมื่อได้รับอนุญาต รถลากก็ได้เริ่มให้บริการเป็นครั้งแรกขึ้นที่ย่านนิฮงบาชิ ในกรุงโตเกียว โดยได้รับความนิยมแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วในฐานะพาหนะระยะใกล้ที่สะดวกและเข้าถึงได้ง่าย โดยในปี ค.ศ. 1871 จำนวนรถลากในเขตกรุงโตเกียวก็ได้มีปรับเพิ่มขึ้นมาก จนมีจำนวนมากกว่า 10,000 คันเลยทีเดียวค่ะ และจากความต้องการที่มากขึ้นดังกล่าว ทางการกรุงโตเกียวจึงสั่งให้จัดตั้งสมาคมผู้ประกอบการรถลากขึ้น และแต่งตั้งให้นายอิซูมิและพรรคพวกดำรงตำแหน่ง “หัวหน้ากิจการรถลาก” ซึ่งทำหน้าที่ทั้งออกใบอนุญาตประกอบการและจัดเก็บภาษีรถลาก เป็นต้น
ต่อมา อิซูมิและพรรคพวกได้ยื่นขอสิทธิผูกขาดการจำหน่ายสำหรับรถลาก ทั้งในปีเมจิที่ 4 (ปี ค.ศ. 1871) ใน “ประกาศกฎข้อบังคับโดยสังเขปว่าด้วยการผูกขาด” และในปีเมจิที่ 18 (ปี ค.ศ. 1885) ใน “ประกาศพระราชบัญญัติสิทธิบัตรผูกขาด” อย่างไรก็ตาม คำขอทั้งสองครั้งไม่ได้รับการอนุมัติ โดยมีเหตุผลว่า “รถลากได้แพร่หลายสู่สาธารณชนไปแล้วในขณะที่ยื่นคำขอ จึงไม่เข้าเกณฑ์ให้พวกเขาได้รับสิทธิผูกขาดอีกต่อไป”
ต่อมารถคนลากได้รับความนิยมทั้งที่ยุโรปและสหรัฐอเมริกา และยังได้แพร่หลายไปทั่วโลกในชื่อของ “Rickshaw” หรือ “Rickshaw Man” ต่อมาก็ได้แพร่หลายไปยังหลายประเทศในเเถบเอเชียอีกด้วย ทั้งนี้ รถคนลากได้มีการพัฒนาแตกแขนงออกไป ด้วยกัน เช่น “Rickshaw-Wallah” แบบที่ใช้จักรยานมาปั่นทำการลากรถ หรือ “Auto Rickshaw” ที่ใช้รถจักรยานยนต์มาทำการลาก ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นพาหนะสำคัญของผู้คนในหลายประเทศอยู่
อย่างไรก็ตาม แม้รถลากจะแพร่หลายและประสบความสำเร็จมากเพียงใด ชื่อของผู้ให้กำเนิดกลับไม่ค่อยมีคนรู้ และค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของสังคมอย่างน่าเสียดาย แม้ว่าเรื่องราวของพวกเขาอาจเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ในฐานะผู้บุกเบิกสิ่งประดิษฐ์ที่แพร่หลายไปทั่วโลก ชื่อของทั้งสามก็ควรถูกจดจำไว้เสมอนะคะ คราวหน้าถ้าใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น และพบเจอรถลากก็ลองใช้บริการดูนะคะ วิวจากบนรถลากจะให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่ต่างไปจากวิวที่เราเห็นทั่วไปแน่นอนค่ะ!
สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan