โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สกมช. จับมือ พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เปิดโรดแมป ช่วยไทยป้องกันภัยไซเบอร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 21.25 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สกมช. จับมือ พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เปิดโรดแมป 3 ระยะ ยกระดับความปลอดภัยคลาวด์ภาครัฐ รับมือภัยคุกคามยุค AI

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 - สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมกับ พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญในการเปิดตัวแผนงานรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์สำหรับประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการวางรากฐานการป้องกันเชิงรุกเพื่อรองรับนโยบาย Cloud First Policy ของภาครัฐ และเตรียมความพร้อมก่อนการบังคับใช้มาตรฐานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ในอนาคตอันใกล้

เผยผลประเมินความพร้อม 13 หน่วยงานภาครัฐ

พร้อมเผยจุดแข็งและช่องว่างที่ต้องเร่งแก้ไข

พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของแผนงานนี้มาจากการทำ Cloud Security Posture Assessment (SPA) หรือการประเมินสถานะความปลอดภัยบนคลาวด์ของหน่วยงานภาครัฐ 13 แห่ง ซึ่งผลการประเมินชี้ให้เห็นถึงความพร้อมในระดับที่น่าสนใจ โดยในด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Cloud Strategy) หน่วยงานส่วนใหญ่ทำคะแนนได้สูงถึง 84% และมีคะแนนด้านศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (Security Operations) อยู่ที่ 82% ขณะที่ความปลอดภัยบนระบบไพรเวทคลาวด์ (Private Cloud) อยู่ในเกณฑ์ดีที่ 77%

อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินได้สะท้อนถึงช่องว่างสำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในส่วนของความปลอดภัยระหว่างการทำงานของระบบ (Cloud Runtime) และความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน (Cloud Application Security) นอกจากนี้ ข้อมูลที่น่ากังวลระบุว่ากว่า 60% ของหน่วยงานภาครัฐยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลภัยคุกคามเข้ากับศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัย (SOC) ส่งผลให้การตอบสนองต่อภัยคุกคาม โดยเฉพาะภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นไปอย่างล่าช้าและยังคงอยู่ในลักษณะการตั้งรับ (Reactive) มากกว่าการป้องกันเชิงรุก (Proactive)

กางแผนโรดแมป 3 ระยะ

สู่ความยั่งยืนบนระบบคลาวด์

เพื่อให้สอดคล้องกับ"มาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ พ.ศ. 2567" ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน 2569 พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ จึงได้ร่วมกับ สกมช. กำหนดแผนดำเนินงาน 3 ระยะ ดังนี้

  • ระยะที่ 1 : การเตรียมความพร้อมและวางรากฐาน (Foundations & Readiness) มุ่งเน้นการกำหนดมาตรฐานกลางและการนำแพลตฟอร์มปกป้องแอปพลิเคชันบนคลาวด์ (CNAPP) มาใช้ เพื่อลดความผิดพลาดจากการตั้งค่าระบบคลาวด์ (Misconfiguration) ซึ่งเป็นช่องโหว่พื้นฐานที่พบบ่อย
  • ระยะที่ 2 : การเฝ้าระวังและตอบสนองเชิงรุก (Proactive Surveillance & Response) เน้นการเชื่อมต่อระบบคลาวด์เข้ากับศูนย์ SOC อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมพัฒนาคู่มือแนวทางปฏิบัติ (Playbooks) สำหรับรับมือเหตุฉุกเฉิน และจัดตั้งคณะทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน
  • ระยะที่ 3 : ความยั่งยืนและกรอบการกำกับ (Sustainability & Regulation) การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านความมั่นคงปลอดภัย AI และคลาวด์ (CoE) รวมถึงทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินด้านคลาวด์โดยเฉพาะ (Cloud CERT) และการปรับปรุงเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้รวมข้อกำหนดด้านความปลอดภัยเป็นปัจจัยหลัก

ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเวียดนาม พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เปิดเผยว่า ข้อมูลจากรายงาน State of Cloud Security Report 2025 ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ระบุถึงสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น โดยพบว่า 99% ขององค์กรเคยเผชิญกับการโจมตีต่อระบบ AI อย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีที่ผ่านมา ภัยคุกคามในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐาน API ซึ่งมีการโจมตีเพิ่มสูงขึ้นถึง 41% เนื่องจากการใช้งาน Agentic AI ที่ต้องพึ่งพา API เป็นหลัก

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องระบบยืนยันตัวตน (Identity) ยังคงเป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด โดย 53% ของผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นความท้าทายหลัก ขณะที่ความเร็วในการแก้ไขช่องโหว่ยังตามไม่ทันความเร็วในการพัฒนาโค้ด โดยพบว่ามีเพียง 18% ของช่องโหว่ในโค้ดที่สร้างโดย GenAI เท่านั้นที่ทีมความปลอดภัยสามารถแก้ไขได้ทันเวลา

ดร.ธัชพล ระบุว่า การใช้เครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่กระจัดกระจาย (เฉลี่ย 17 ตัวจาก 5 ผู้ให้บริการ) ทำให้เกิดจุดบอดและเวิร์กโฟลว์ที่หยุดชะงัก การรวมศูนย์ระบบเข้าสู่แพลตฟอร์มเดียวที่เน้นการทำงานแบบ "Agentic-first" และการใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) จะช่วยให้หน่วยงานเห็นภาพรวมและหยุดยั้งภัยคุกคามได้แบบเรียลไทม์

ความร่วมมือในครั้งนี้ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ การนำมาตรฐานไปปฏิบัติจริง การคุ้มครองข้อมูลตามกฎระเบียบ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อสร้างปราการดิจิทัลที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...