โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

หอการค้าเยอรมัน-ไทยมองปี 2026 'A Call to Innovate' ต้องปรับโครงสร้างผ่านนวัตกรรม

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook 2026 ซึ่งจัดโดยหอการค้าเยอรมัน-ไทย (GTCC)เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ได้รวมเสียงสะท้อน ความคาดหวัง และการมองทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจากบรรดานักลงทุนเยอรมันซึ่งบ่งชี้ว่า ภายใต้ยุคเศรษฐกิจโตต่ำของไทย อาจถึงเวลา “A Call to Innovate” ที่ไทยต้องใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งไปสู่การเติบโตและแข่งขันได้ในโลกที่ท้าทายขึ้น

นายโอลิเวอร์ ชนาตซ์ รักษาการประธานหอการค้าเยอรมัน-ไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจต่างชาติที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยกำลังจับตาทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2026 อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของ “นวัตกรรมและการยกระดับผลิตภาพ” ที่จะเป็นตัวกำหนดความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเดือนม.ค. 2026 ของธนาคารโลกคาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลกจะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.6% ซึ่งสำหรับประเทศไทยนั้นถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.6% จากที่เคยคาดไว้ที่ 1.8% และขยายตัวลดลงจากปีที่แล้ว

ตัวเลขนี้สะท้อนถึง“ความท้าทายเชิงโครงสร้าง” ที่ประเทศไทยยังคงเผชิญอยู่ อาทิ การเข้าสู่สังคมสูงวัย, โครงสร้างอุตสาหกรรมที่มีอายุยาวนาน, หนี้ครัวเรือนในระดับสูง, ภาคการผลิตที่เผชิญการแข่งขันอย่างรุนแรง, ฐานะการคลังที่มีข้อจำกัดขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งยังไม่ได้นำไปสู่เสถียรภาพของรัฐบาลอย่างเต็มที่ และยังเป็นอีกปัจจัยที่ภาคธุรกิจติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับชุมชนธุรกิจเยอรมัน–ไทย สภาพแวดล้อมของ ตัวเลขการเติบโตนี้ควรถูกมองว่าเป็น “A Call to Innovate” หรือสัญญาณเรียกร้องให้ภาคธุรกิจและภาครัฐเร่งยกระดับนวัตกรรม ผลิตภาพ และทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการแข่งขันในระยะยาว

ในขณะที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ปี 2026 การยกระดับด้านนวัตกรรม ประสิทธิภาพ การศึกษา และความสามารถด้านดิจิทัล ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน จะเป็นกุญแจสำคัญต่อการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุม ซึ่งเริ่มเห็นทิศทางดังกล่าวแล้วในวาระการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตสีเขียวและอนาคตที่ยั่งยืน

“ในช่วงที่ผ่านมามีการลงทุนใหม่จากบริษัทเยอรมันหลายแห่ง เช่น Infineon, Allianz, ZF, BASF และ Zollner แม้ว่าตัวเลขจะมีความผันผวนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่การดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและความมุ่งมั่นของบริษัทเยอรมันในประเทศไทยเป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงความน่าสนใจของตลาดไทยในระยะยาว” ชนาตซ์กล่าว

ทั้งนี้ เยอรมนีเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในสหภาพยุโรป (อียู) โดยมีมูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศในปี 2025 อยู่ที่ 11,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.1% จากปีก่อนหน้าตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ไทย ขณะที่การลงทุนของเยอรมนีในไทยเมื่อปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 4.948 หมื่นล้านดอลลาร์

ภาคธุรกิจยังมองบวกฝ่าความท้าทาย

มุมมองจากบริษัทเยอรมันสะท้อนภาพการปรับตัวและความเชื่อมั่นท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย หนึ่งในนั้นคือบริษัท “อินฟินีออน เทคโนโลยีส์” ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และอุปกรณ์ที่ให้กำลังไฟในงานอุตสาหกรรม ซึ่งตัดสินใจเลือกลงทุนใหญ่ไทยเมื่อปีที่แล้ว

นายเว่ย เคอ ลิม รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการบริษัท Infineon Technologies Manufacturing (Thailand) Ltd. กล่าวว่า บริษัทใช้เวลาศึกษาการลงทุนในมากกว่า 10 ประเทศก่อนเลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งโรงงานใหม่ ซึ่งหากดำเนินการครบทั้งหมดตามแผนที่วางไว้ ประเทศไทยจะกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของอินฟีนีออนในระดับโลก ซึ่งแม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอน แต่บริษัทมองว่าแนวโน้มระยะยาวของอุตสาหกรรมยังได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและพลังงานสะอาด

ด้านนายกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และนายกสมาคมกิตติมศักดิ์ และที่ปรึกษาสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวว่า การผลิตรถยนต์ของประเทศไทยปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านคัน ซึ่งยังทำให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก แม้จะมีความท้าทายจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในประเทศที่สูง อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคงมองแนวโน้มปี 2026 ในเชิงบวก โดยคาดว่าสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งจะมีเสถียรภาพมากขึ้นและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป

เสียงสะท้อนจากบิ๊กธุรกิจเยอรมัน

ผู้แทนของภาคธุรกิจเยอรมันในเวทีเสวนา ต่างมีข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมต่อรัฐบาลใหม่ของไทย เพื่อมุ่งเป้าสู่การเสริมสร้างความน่าดึงดูดในการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล ซึ่งส่วนใหญ่ต่างสะท้อนความสำคัญเรื่องความยั่งยืน การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงเสถียรภาพของรัฐบาลและความต่อเนื่องในนโยบาย

แอนลี โด ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และภาคพื้นแม่โขงของสายการบิน Lufthansa มองว่ารัฐบาล ควรบังคับใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการกำหนดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ในอุตสาหกรรมการบิน ที่ควรเป็นมากกว่าข้อแนะนำ เพื่อผลักดันไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวเหมือนในยุโรปและสิงคโปร์ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนามบินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับนักเดินทาง

ขณะที่ทิม เบอร์เกอร์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคจากบริษัท Rhenus Logistics Co., Ltd. เน้นย้ำไปที่การยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับการเติบโตของภาคการผลิต โดยเฉพาะมาตรฐานเครือข่ายถนนที่เชื่อมต่อท่าเรือและสนามบิน ซึ่งต้องมีความมั่นคงเพียงพอต่อการขนส่งสินค้าเปราะบางในกลุ่มไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นถึงปัญหาคอขวดด้านการประสานงานนโยบายที่เป็นเอกภาพระหว่างหน่วยงานรัฐ ที่ควรเดินไปในทิศทางเดียวกันเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ

สำหรับผู้แทนจากบีเอ็มดับเบิลยู ได้เสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายที่ไม่ใช่มาตรการทางการเงิน เช่น การพิจารณากำหนดเขตมลพิษต่ำในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการยอมรับรถยนต์พลังงานสะอาดได้รวดเร็วกว่าการอัดฉีดเงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว ควบคู่ไปกับการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จสำหรับภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นภาระของภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่

ส่วนในมุมมองของผู้แทนอินฟินีออน ที่มองบวกต่อทิศทางเซมิคอนดักเตอร์ในระดับโลกแล้ว หากยิ่งได้เห็น “รัฐบาลที่เข้มแข็ง” ของไทยก็จะยิ่งเป็นสัญญาณบวกมากขึ้น เพื่อขจัดปัญหาความล่าช้าที่โครงการต่างๆ มักจะชะลอตัวลงหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและการดำเนินแผนธุรกิจของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะยาว

ผลกระทบภาษีทรัมป์ต้องดูอีกยาว

สำหรับคำถามเกี่ยวกับมุมมองจากภาคธุรกิจต่อผลกระทบของไทยและเอเชีย ภายหลังศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยให้ภาษีต่างตอบแทนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น “ทิม เบอร์เกอร์” กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคจากบริษัท Rhenus Logistics Co., Ltd. ได้เปรียบสถานการณ์ความผันผวนนี้ว่าเป็นเหมือนการขึ้น “รถไฟเหาะ” ที่ทำให้ทุกภาคส่วนต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งในการวางแผนรับมือกันใหม่อีกครั้ง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินสถานการณ์ได้ในขณะนี้ ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าไทม์ไลน์การบังคับใช้จริงจะเป็นอย่างไร และจะมีกระบวนการทางกฎหมายใหม่ๆ ออกมาใช้อีกหรือไม่

สอดคล้องกับมุมมองของ เว่ย เคอ ลิม จากอินฟินีออน ที่ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินความเสียหายทางธุรกิจในตอนนี้

“สถานการณ์ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงประเทศไทย แต่จะสะเทือนไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง คาดว่าภาพรวมที่ชัดเจนมากขึ้นจะปรากฏให้เห็นภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...