สงครามไม่จบ รบไม่หยุด สันติภาพยังไม่มา : ความท้าทายในปีที่ 5 ของสงครามยูเครน
“ความขัดแย้งทางทหารมีพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมา แต่ปูตินก็ตั้งใจเลือกที่จะทำการรบในสไตล์แบบสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งได้สร้างผลสืบเนื่องที่เป็นความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับทั้งยูเครนและรัสเซีย”
ความเห็นต่อแบบแผนสงครามในยูเครน
General David Petraeus and Andrew Roberts
Conflict (2024)
“สงคราม [ของรัสเซีย] ได้ช่วยเพิ่มแรงจูงใจ [ให้กับฝ่ายยูเครน] ที่จะบูรณาการตนเองเข้ากับสถาบันของตะวันตก ขณะเดียวกัน NATO ก็มีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น ด้วยการที่สวีเดนและฟินแลนด์พาตัวเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกด้วย”
ความเห็นถึงผลกระทบเชิงมหภาคของสงครามยูเครน
Lawrence Freedman
On Strategists and Strategy (2025)
“บทเรียนในอดีตชี้ให้เห็นว่า ยูเครนจะต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด กล่าวคือ ดินแดนที่เสียไปแล้ว มักจะดำรงอยู่ในสภาพเช่นนั้นตลอดไป”
ความเห็นเรื่องดินแดนที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย
Peter Harris
รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัฐโคโลราโด
12 มกราคม 2026
หมายเหตุผู้เขียน
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 เป็นวันที่ 1,461 ของสงครามยูเครน และเป็นการเริ่มต้นปีที่ 5 ของสงคราม ประมาณการว่า กองทัพรัสเซียสูญเสียทหารไปแล้วเป็นจำนวน 1,260,500 นาย (ตาย บาดเจ็บ และสูญหาย) คาดว่ายูเครนเองเสียทหารเป็นจำนวนมาก ประมาณว่ากองทัพยูเครนในช่วง 4 ปี มีกำลังพลเสียชีวิตราว 55,000 นาย (คำสัมภาษณ์ของประธานาธิบดีเซเลนสกี)
กล่าวนำ-สงครามยังคงเดินหน้าต่อไป
แล้วในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 นี้ สงครามยูเครนได้เดินทางมาถึง 4 ปีเต็ม พร้อมทั้งเดินหน้าสู่ปีที่ 5 อย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้น วันนี้ใครที่คิดว่า สงครามยูเครนจะจบลงในระยะเวลาสั้นๆ นั้น เป็นอันต้องยุติความคิดไปได้เลย เช่นเดียวกับที่ใครคิดว่า สันติภาพยูเครนกำลังจะเดินทางมาถึงในระยะเวลาอีกไม่นานข้างหน้า ก็เป็นอันเลิกคิดไปได้เลยเช่นกัน … อันอาจกล่าวในกรณียูเครนได้ว่า “สงครามยังไม่จบ สันติภาพยังไม่มา การรบยังคงดำเนินต่อไป”
สงครามยูเครนที่เริ่มด้วยการบุกของกองทัพรัสเซีย ที่ประธานาธิบดีปูตินเรียกอย่างสวยหรูว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” (Special Military Operations ) ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 นั้น เดินทางมาครบ 4 ปีเต็ม และเริ่มเดินหน้าสู่ปีที่ 5 อย่างไม่น่าเชื่อ
ใครเลยในสถานการณ์การบุกของรัสเซียในวันนั้น จะเชื่อว่า กองทัพรัสเซียไม่สามารถทำลายกองทัพยูเครนได้ และทั้งไม่สามารถยึดยูเครนได้ตามแผนยุทธการที่ถูกวาดไว้อย่างสวยหรู … ถ้าทุกอย่างเดินไปตามแผนที่ถูกเขียนไว้บนกระดาษแล้ว อีกไม่กี่วันหลังจากวันบุก กองทัพรัสเซียจะเปิดการสวนสนามเพื่อฉลองชัยชนะที่กรุงคีฟ และบรรดาชาวยูเครนสายนิยมรัสเซีย จะมอบช่อดอกไม้ ทั้งเข้าร่วมการเฉลิมฉลองครั้งนี้อย่างสนุกสนาน
แต่สงครามกลับเกิดอาการ “พลิกทั้งกระดาน” เมื่อกองทัพรัสเซียกลายเป็นเป้านิ่งถูกทำลายลงอย่างไม่คาดคิด แผนการในการยึดเมืองหลวงของยูเครน กลายเป็นความล้มเหลวทั้งทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี จนดูเหมือนความพ่ายแพ้ของรัสเซียอยู่ไม่ไกล
กระนั้น ความพ่ายแพ้ของกองทัพของรัฐมหาอำนาจใหญ่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดได้อย่างรวดเร็ว แม้ฝ่ายยูเครนและบรรดารัฐตะวันตกที่ให้การสนับสนุนจะคิดเช่นนั้น หากในความเป็นจริงในทางยุทธการ สงครามที่ต่างฝ่ายต่างยันกันในสนามรบ ในแบบที่ไม่มีใครมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายอย่างเด็ดขาดนั้น สงครามเปลี่ยนจากการรบอย่างรวดเร็วไปเป็นการรบอย่างเชื่องช้า … ต่างฝ่ายต่างทำลายกันไปอย่างที่ไม่อาจเอาชนะคู่สงครามอีกฝ่ายได้ การรุกคืบหน้าก็เช่นเดียวกัน
สงครามเป็นไปอย่างเชื่องช้า พร้อมกับการกลืนกินชีวิตทหารและทำลายยุทโธปกรณ์ไปอย่างไม่มีขีดจำกัด ไม่ต่างจากสภาพของสนามรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 หรืออาจกล่าวในทฤษฎีการทหารได้ว่า สงครามยูเครนนับจากความล้มเหลวของรัสเซียในการเข้ายึดคีฟ ที่เป็นเมืองหลวงของยูเครน และกองทัพยูเครนสามารถต้านทานการรุกของกองทัพรัสเซียได้แล้ว รูปแบบของการรบได้กลายสภาพเป็น “สงครามทอนกำลัง” (Attrition Warfare) อย่างชัดเจน
สงครามในสภาวะเช่นนี้ ทำให้ธรรมชาติของสนามรบเป็นเสมือนกับ “เครื่องบดเนื้อ” หรือที่เรียกตามยุทธวิธีของกองทัพรัสเซียในการเข้าตีที่ตั้งของหน่วยทหารยูเครนว่าเป็น “meat grinder” คือ สภาวะของความสูญเสียอย่างหนัก เพราะเป็นยุทธวิธีของการเข้าตีที่ไม่ต้องคำนึงถึงความสูญเสียของชีวิตทหาร แม้ภาษาจะเกิดจากทางทหารของรัสเซีย แต่ต่อมา ทหารทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ใช้คำนี้ เพื่อบอกเล่าถึงสภาพความโหดร้ายของสนามรบ
ดังนั้น ความหวังที่จะยุติสงครามยูเครน จึงเป็นเสียงเรียกร้องที่เกิดอย่างกว้างขวาง ดังจะเห็นได้จากภาพข่าวต่างๆ ที่สะท้อนถึงความโหดร้าย และความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่วันนี้ถูกทำให้กลายเป็นเป้าหมายในสงคราม แต่ปัญหา “สันติภาพยูเครน” ก็ดูท่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกล แม้จะมีความพยายามจากหลายฝ่าย แต่ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมดูจะไม่ปรากฏให้เวทีโลกได้เห็นแต่อย่างใด
ฉะนั้น บทความจะทดลองสำรวจปัญหาในการยุติปัญหาสงครามยูเครนที่เดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 ในปี 2026 แต่ก็อาจจะไม่สามารถครอบคลุมปัญหาได้ทั้งหมดก็ตาม
มีคำถาม แต่คำตอบไม่ชัดเจน
ในท่ามกลางของความพยายามทางการทูตในหลายเดือนที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ที่โลกอาจจะได้เห็นลู่ทางของการยุติสงครามในยูเครน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสหรัฐ ยุโรป และยูเครน พอที่จะมีทิศทางร่วมกันในการสร้าง “แผนสันติภาพ” ได้จริง กระนั้น ก็มีปัจจัยอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยเฉพาะบทบาทและมุมมองของรัสเซียต่อการทำแผนนี้ เพราะรัสเซียเป็น “ตัวแสดงหลัก” ที่จะทำให้แผนดังกล่าวประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว
ดังนั้น ปัจจัยที่เป็นคำถามสำคัญ และอาจต้องตอบให้ได้ในกรณีนี้ ได้แก่
เราจะยังเชื่อมั่นในความจริงใจของผู้นำรัสเซียในการสร้างสันติภาพยูเครนเพียงใด ทำอย่างไรที่ข้อเสนอในการเจรจาของรัสเซีย จะไม่ใช่การซื้อเวลา เพื่อการสร้างความเข้มแข็งทางทหารในสนามรบ
เราจะยอมรับเพียงใดต่อการผนวกดินแดนของรัสเซีย รวมถึงการขยายอิทธิพลในพื้นที่ดอนบาส และอาจมีนัยของพื้นที่อื่นที่มากกว่านั้น
รัสเซียจะยอมรับต่อแผนการค้ำประกันความมั่นคงของยูเครน ที่รัฐตะวันตกจะต้องรับบทบาทเช่นนั้นหรือไม่ และทัศนะของรัสเซียในเรื่องนี้เป็นหัวข้อสำคัญในตัวเอง
ถ้ารัสเซียไม่ยอมรับแผนค้ำประกันดังกล่าวแล้ว การเจรจาสันติภาพที่ยูเครนต้องการการค้ำประกันความมั่นคง จะดำเนินต่อไปได้หรือไม่
ถ้าในท้ายที่สุด ฝ่ายตะวันตกในฐานะผู้ค้ำประกันความมั่นคงของยูเครน ต้องจัดวางกำลังทหารของตนในยูเครน ฝ่ายรัสเซียจะยอมรับต่อการวางกำลังเช่นนี้เพียงใด
บทบาทของรัฐยุโรปในการสนับสนุนยูเครนในอนาคตเป็นอีกส่วนที่สำคัญ และการสนับสนุนเช่นนี้ จะปรากฏในรูปแบบใด เนื่องจากการที่ยูเครนจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่เช่นในอดีต คงเป็นไปได้ยาก การสนับสนุนจากยุโรปจึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่ออนาคตของยูเครน
กระนั้น เห็นได้ชัดว่า คำถามเบื้องต้น 6 ประการนี้ ตอบไม่ง่ายเลย และอาจจะตอบไม่ได้ทั้งหมดในคราวเดียวกัน แต่คำตอบที่ได้จะมีนัยอย่างสำคัญต่อการกำหนดอนาคตของยูเครน รวมทั้งมีผลกับความสัมพันธ์ของฝ่ายตะวันตกกับรัสเซียในบริบทของภูมิรัฐศาสตร์ยูเครนด้วย
อย่างไรก็ตาม บทความในส่วนต่อไปจะทดลองนำเสนอบางประเด็นที่เป็นหัวใจของปัญหาการเจรจา ดังนี้
1) คำถามเรื่องดินแดน
ถ้าถามว่า อะไรเป็นปัญหาที่ยากที่สุดในการเจรจาสันติภาพยูเครน … คำตอบคือ “ดินแดน” หรืออาจกล่าวได้ว่า ดินแดนเป็น “ปัญหาใจกลาง” ที่รัฐคู่สงครามไม่สามารถยอมกันได้ อันอาจกล่าวตรงไปตรงมาได้ว่า รัสเซียอยากผนวกดินแดนของยูเครน และยูเครนอยากได้ดินแดนที่เสียให้แก่รัสเซียกลับคืนมา หรือที่เรียกประเด็นเช่นนี้ว่า “คำถามเรื่องดินแดน” (Territorial Question)
แน่นอนว่า การเสียดินแดนเป็นปัญหาที่ไม่อาจประนีประนอมได้ในเวทีระหว่างประเทศ เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ยากว่า ไม่มีผู้นำคนไหนต้องการเสียดินแดนในยุคที่ตนเป็นรัฐบาล หรือในทางกลับกัน ผู้นำทุกคนอยากอยู่ในหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ว่า เป็นผู้นำที่เอาดินแดนกลับมาให้แก่มาตุภูมิ
ในทำนองเดียวกันบทเรียนจากประวัติศาสตร์ตอบกับเราชัดเจนว่า ไม่มีประเทศไหนอยากเสียพื้นที่ของตนให้แก่รัฐอื่น แม้จะต้องเสียไปด้วยเงื่อนไขสงคราม ก็มักพยายามเรากลับคืนมาให้ได้ด้วยเงื่อนไขสงคราม เพราะการได้ดินแดนหรือการเสียดินแดนล้วนต้องผ่านเงื่อนไขสงครามไม่แตกต่างกัน และประเด็นนี้คือ ปัจจัยพื้นฐานของปัญหาสงครามยูเครน อันเป็นประเด็นที่ไม่มีจุดของการประนีประนอม กล่าวคือ ในเงื่อนไขของการยึดครองดินแดนนั้น ถ้าฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องเสีย
ความหวังที่จะให้รัฐใหญ่ที่เป็นฝ่ายยึดครองดินแดนด้วยกำลัง แล้วตัดสินใจด้วยตนเองในการคืนดินแดนให้แก่เจ้าของพื้นที่ ย่อมเป็นหลักการเชิงอุดมคติในกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะในโลกที่ “กำลัง” เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินข้อพิพาทระหว่างประเทศ โอกาสที่ยุติข้อพิพาทในการยึดครองดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ อันมีนัยเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศนั้น เราอาจต้องยอมรับความจริงในทางการเมืองว่า แม้การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ แต่โอกาสที่รัฐเล็กจะได้ดินแดนของตนกลับคืนมานั้น แทบจะมองไม่เห็นความเป็นไปได้เท่าใดนัก ดังจะเห็นจากรูปธรรมของการเจราจาปัญหาสันติภาพยูเครนว่า การเจรจาที่เกิดขึ้นนั้น ยังมองไม่เห็นว่าจะเดินต่อไปสู่จุดสุดท้ายของความสำเร็จได้อย่างไร
ในท้ายที่สุด ถ้าการเจรจานี้ถึงจุดที่จะยุติสงครามได้จริงแล้ว ก็เป็นไปได้ว่า ยูเครนอาจต้องเสียดินแดนที่รัสเซียยึดครองไปตั้งแต่ปี 2014 โอกาสที่ยูเครนจะเอาดินแดนนี้ กลับคืนมาคงเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่ในทำนองเดียวกัน โอกาสที่รัสเซียจะยึดครองยูเครนทั้งประเทศ ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน
2) ความท้าทายที่เกี่ยวเนื่อง
ดังนั้น สงครามยูเครน … สันติภาพยูเครน จึงเป็นความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญในการจัดกับพื้นที่พิพาทเช่นนี้ ซึ่งทางเซเลนสกีผู้นำยูเครนเสนอให้เปลี่ยนพื้นที่นี้เป็น “เขตเศรษฐกิจเสรี” (free economic zone) เพื่อที่พื้นที่นี้จะลดความเป็นพื้นที่ทางทหารลง แต่ผู้นำรัสเซียไม่ได้ตอบรับกับข้อเสนอดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จากข้อสังเกตดังกล่าว ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การจะสร้างสันติภาพยูเครนได้นั้น จะต้องแก้ปัญหาข้อขัดแย้งเรื่องดินแดนของทั้ง 2 ฝ่ายให้ได้
แต่ก็ชัดเจนว่า ไม่ง่ายเลย เนื่องจากการยุติข้อพิพาทนี้ จะมีนัยโดยตรงว่า ถึงการที่ฝ่ายหนึ่งได้ดินแดน และอีกฝ่ายหนึ่งเสียดินแดน อีกทั้ง ถ้ารัฐบาลยูเครนยอมสละดินแดนอันเป็นผลจากการเจรจาเช่นนี้ จะถูกถือว่าเป็นความผิดทางกฎหมาย ทั้งยังจะทำให้รัฐบาลเซเลนสกีไม่ได้รับความยอมรับจากประชาชนอีกด้วย และอาจมีผลต่อการเลือกตั้งที่สหรัฐพยายามกดดันให้เกิดขึ้นในการเมืองยูเครนด้วย
นอกจากนี้ ปัญหาข้อถกเถียงเรื่องดินแดนยังมีนัยที่ครอบคลุมพื้นที่สำคัญในทางยุทธศาสตร์คือ ปัญหาการควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ซาโปริซเซีย (Zaporizhzhia) เนื่องจากโรงไฟฟ้านี้ เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป และเป็นโรงไฟฟ้าที่อยู่ใกล้แนวหน้า ซึ่งในปัจจุบัน โรงไฟฟ้านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพรัสเซีย
ในการนี้ รัฐบาลยูเครนเสนอให้โรงไฟฟ้านี้อยู่ภายใต้การควบคุมร่วมกัน 2 ฝ่ายคือ สหรัฐและยูเครน ซึ่งก็คาดเดาได้ไม่ยากว่า รัสเซียอาจจะไม่ตอบรับกับข้อเสนอดังกล่าว และเสนอกลับว่า โรงไฟฟ้านี้จะอยู่ภายใต้การควบคุม 2 ฝ่ายคือ รัสเซียกับสหรัฐ หรือแม้กระทั่งเสนอให้อยู่ในการควบคุมของ 2 ฝ่ายในอีกแบบคือ รัสเซียกับยูเครน ซึ่งทางยูเครนก็ไม่ตอบรับกับข้อเสนอเช่นนี้ การควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าว จึงเป็นปัญหาอีกประการที่ทำให้การเจรจาประสบความสำเร็จได้ยากขึ้น และเป็นอีกเรื่องที่รัสเซียไม่มีท่าทีประนอม ที่จะปล่อยให้โรงไฟฟ้านี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของฝ่ายตน
3) การค้ำประกันความมั่นคง
การค้ำประกันความมั่นคง (Security Guarantee) ที่มีความหมายถึง คำสัญญาของรัฐผู้ลงนาม ที่จะให้ความสนับสนุนต่อยูเครน ในกรณีที่รัสเซียตัดสินใจเปิดการบุกยูเครนขนาดใหญ่อีก ซึ่งประเด็นนี้ เป็นอีกเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เพราะมีนัยถึงการวางกำลังรบของรัฐผู้สัญญาในดินแดนของยูเครน ซึ่งตอบได้ง่ายในเบื้องต้นว่า รัสเซียไม่มีทางที่จะยอมรับข้อเสนอเช่นนี้ได้เลย
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอในเบื้องต้นนี้ได้รับการตอบรับจากอังกฤษและฝรั่งเศส ที่จะจัดวางกำลังของทั้ง 2 ประเทศในยูเครน แต่ก็ไม่มีความชัดเจนจากสหรัฐว่า สหรัฐจะตอบรับที่จะเข้าร่วมการค้ำประกันนี้หรือไม่ และทั้งไม่ชัดเจนว่า ทางทำเนียบขาวคิดอย่างไรกับแนวคิดที่จะส่งกำลังทหารอเมริกันเข้าร่วมการค้ำประกันเช่นนี้
เช่นเดียวกัน ทางสหภาพยุโรปเองก็อาจต้องคิดถึงประเด็นเช่นนี้ เพราะหากยูเครนเข้าเป็นสมาชิกของ EU แล้ว และยูเครนถูกรัสเซียบุก EU ก็จะมีพันธะโดยตรงในการปกป้องยูเครนด้วย กระนั้น ก็ยังไม่มีความชัดเจนในเบื้องต้นว่า ยูเครนจะได้รับโอกาสให้เข้าเป็นสมาชิกของ EU เมื่อใด
สำหรับท่าทีของรัสเซียนั้น มีความชัดเจนมาโดยตลอดว่า รัสเซียจะไม่ยอมรับต่อการวางกำลังรบของ NATO ในยูเครนเป็นอันขาด ขณะเดียวกัน รัสเซียก็เรียกร้องให้มีการค้ำประกันความมั่นคงของรัสเซียในทางกลับกันด้วย และทั้งยืนยันอย่างชัดเจนว่า รัสเซียจะรู้สึกมีความมั่นคงก็ต่อเมื่อปัญหาการเข้าร่วมเป็นสมาชิก NATO ของยูเครนนั้น ได้รับการยกเลิกไป พร้อมกันนี้ กำลังพลของกองทัพยูเครนจะต้องลดลงให้เหลือราว 6 แสนนาย จากระดับ 8 แสนนายในปัจจุบัน อีกทั้ง รัสเซียขอมีสิทธิในการ “วีโต้” ต่อการพัฒนาทางทหารของยูเครนในอนาคต
กำลังพลของกองทัพยูเครนในปัจจุบันมีจำนวนรวม 730,000 นาย และกองกำลังกึ่งทหารมีจำนวนอีกราว 260,000 นาย (ตัวเลขจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาทางยุทธศาสตร์, The Military Balance 2025) ซึงการลดทอนกำลังลงอย่างมากนั้น ย่อมทำให้ผู้นำยูเครนกังวลถึงความอ่อนแอทางทหารที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่มีหลักประกันอย่างแท้จริงว่า รัสเซียจะไม่โจมตียูเครนอีก เนื่องจากรัสเซียก็เคยค้ำประกันสถานะของยูเครนมาแล้วในปี 1994 และการอนุญาตให้รัสเซียมีสิทธิในการวีโต้การพัฒนาด้านความมั่นคงของยูเครนในอนาคตนั้น รัฐบาลยูเครนคงไม่ตอบรับกับประเด็นนี้อย่างแน่นอน เพราะจะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดความได้เปรียบกับทางฝ่ายกองทัพรัสเซีย
สรุป-อนาคตที่ยังเป็นปัญหา
แน่นอนว่า การเจรจาสันติภาพที่จะยุติสงครามยูเครนให้ได้จริงนั้น ยังมีความท้าทายในประเด็นที่สำคัญรออยู่เบื้องหน้า และก็ดูจะไม่ง่ายที่จะหาทางประนีประนอมให้เกิด “จุดตรงกลาง” ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะยอมรับได้ โดยเฉพาะในเรื่องการเสียดินแดนของยูเครน เพราะหากเกิดการแลกดินแดนกับสันติภาพตามที่ปรากฏเป็นข่าวมาตลอดนั้น อาจมีนัยต่อยูเครนในอนาคตว่า โอกาสที่ยูเครนจะได้ดินแดนกลับคืนมานั้น น่าจะเป็นเรื่องยาก และอาจจะยากอย่างมากด้วย
ตัวอย่างจากเวทีโลกในเรื่องนี้ ได้แก่ เชคโกสโลวาเกียกว่าจะได้ดินแดนที่เยอรมนียึดครองในปี 1938 ก็เมื่อสงครามสงบแล้วในปี 1945 หรือรัฐบาลจีนมีอำนาจเข้าควบคุมแมนจูเลียได้จริงจากการยึดครองของกองทัพญี่ปุ่น ก็เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ยุติลงเช่นกัน หรือรัฐบอลติกทั้ง 3 ได้เอกราชกลับคืนมาอีกครั้ง ก็เมื่อเกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1990-91 หรือแม้กระทั่งยูเครนเอง ก็ได้รับเอกราช อันเป็นผลจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเช่นกัน
กรณีที่ยกมาในข้างต้น ชี้ให้เห็นในอีกมุมว่า การได้ดินแดนที่สูญเสียคืนมานั้น อาจจะไม่ได้ได้มาด้วยสงคราม แต่ได้มาด้วยการล่มสลายของรัฐผู้ยึดครอง ซึ่งการล่มสลายของรัสเซียภายใต้ระบอบปูติน ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แม้ระบอบปูตินจะเผชิญปัญหาทั้งจากภายนอกและภายในอย่างมากก็ตาม ความคาดหวังว่า การสิ้นสุดของระบอบนี้น่าจะยังห่างไกล แม้ข้อสรุปทางทหารของกองทัพรัสเซียในปัจจุบันคือ “สูญเสียหนัก แต่ได้น้อย” (massive losses and tiny gains) แต่ระบอบก็ยังคงมีเสียงสนับสนุนทางการเมือง และดำรงอยู่ต่อไปได้
ดังนั้น สภาวะเช่นนี้สำหรับสังคมรัสเซียจึงเป็นไปดังที่นิตยสาร theeconomist กล่าวเป็นคำโปรยในวาระครบรอบ 4 ปีของสงครามว่า “คนรัสเซียเป็นจำนวนมากพยายามที่จะไม่สนใจสงครามในยูเครน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากขึ้น” และนิตยสารนี้สรุปทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า “ความขัดแย้ง [ในยูเครน] ได้เปลี่ยนเกือบทุกแง่มุมชีวิตของชาวรัสเซีย” ไปหมด
นอกจากนี้ ผลที่จะเกิดจากสันติภาพนี้ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระทบกับอนาคตทางการเมืองของผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายอีกด้วย ดังนั้น สันติภาพในเงื่อนไขเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน อีกทั้งไม่มีใครมั่นใจว่า ถ้าสันติภาพยูเครนเกิดได้จริงแล้ว การยุติปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะถึงจุดสิ้นสุดได้จริง
สุดท้ายนี้ ปัญหาสันติภาพยูเครนที่มีประธานาธิบดีปูติน เป็นองค์ประกอบอีกส่วนที่สำคัญนั้น ย่อมเป็นความกังวลในบริบทของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจใหญ่เสมอ !
ท้ายบท-ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความกังวลของหลายฝ่ายอย่างมากคือ ความกลัวว่า “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” เช่นในการทำข้อตกลงในการยุติสงครามในดอนบาส ที่มีความตกลงที่ลงนามที่กรุงมินสค์ ประเทศเบลารุสครั้งที่ 1 (2014) และครั้งที่ 2 (2015) [The Minsk Agreements] เป็นหลักประกันของสันติภาพ แต่สุดท้ายแล้ว ความตกลงเช่นนี้ก็สิ้นสภาพบังคับไป จากปัญหาการสู้รบที่เกิดขึ้น และเป็นการสู้รบอย่างรุนแรง
จนสุดท้ายแล้ว ความล้มเหลวของข้อตกลงนี้ได้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่สงครามยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ดังนั้น ทำอย่างไรที่หากเกิดการลงนามสันติภาพในอนาคตแล้ว แผนสันติภาพนี้จะไม่กลายเป็นการซ้ำรอยข้อตกลงที่กรุงมินสค์อีกครั้ง !
ภาคผนวกที่ 1- กำลังพลเปรียบเทียบ
กองทัพรัสเซีย
กำลังพลรวม 1,134,000 นาย
- กองทัพบก 550,000
- กองทัพเรือ 119,000
- กองทัพอากาศ 170,000
- กองกำลังทางยุทธศาสตร์ 50,000
- กองกำลังพลร่ม 35,000
- กองกำลังอื่นๆ 210,000
กองทัพยูเครน
กำลังพลรวม 730,000 นาย
- กองทัพบก 500,000
- กองทัพเรือ 40,000
- กองทัพอากาศ 35,000
- กองกำลังพลร่ม 45,000
- กองกำลังอื่นๆ 110,000
(ที่มา: IISS, The Military Balance 2025)
ภาคผนวกที่ 2- ความสูญเสียของรัสเซียในสงครามยูเครน
- กำลังพล 1,260,500 นาย (ตาย บาดเจ็บ สูญหาย)
- รถถัง 11,696 คัน
- รถหุ้มเกราะ 24,082 คัน
- ปืนใหญ่ 37,510 กระบอก
- จรวดหลายลำกล้อง 1,654 ชุด
- เครื่องบิน 435 ลำ
- เฮลิคอปเตอร์ 348 ลำ
- เรือรบแบบต่างๆ 29 ลำ
- เรือดำน้ำ 2 ลำ
(ข้อมูลประมาณการของกองทัพยูเครนในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2026)
ภาคผนวกที่ 3- ความสูญเสียกำลังพลของกองทัพยูเครน
- ประมาณการว่าในช่วง 4 ปีของสงคราม กองทัพยูเครนมีกำลังพลเสียชีวิตราว 55,000 นาย (ไม่นับรวมตัวเลขทหารบาดเจ็บ และสูญหาย) สำหรับตัวเลขพลเรือนเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นในระยะหลัง เกิดจากการโจมตีของโดรนรัสเซีย
(ที่มา: คำสัมภาษณ์ของผู้นำยูเครนกับสถานีทีวีฝรั่งเศส ปรากฏในรายงานข่าวของ BBC, 5 กุมภาพันธ์ 2026)
ภาคผนวกที่ 4- พลเรือนยูเครนเสียชีวิตในสงคราม
- ประมาณการว่านับตั้งแต่เกิดสงคราม พลเมืองยูเครนเสียชีวิตจากการโจมตีของรัสเซียราว 15,172 คน และบาดเจ็บประมาณ 41,378 คน
(ที่มา: ข้อมูลจากการรวบรวมของ UN, 20 กุมภาพันธ์ 2026)
ภาพ: REUTERS / Marko Djurica
อ้างอิง:
แนะนำหนังสือของผู้เขียนสำหรับผู้ที่สนใจสงครามยูเครน
- สุรชาติ บำรุงสุข, สงครามรัสเซีย-ยูเครน, จุลสารความมั่นคงศึกษา, ฉบับที่ 216, เมษายน-มิถุนายน 2565
- สุรชาติ บำรุงสุข, สงครามยูเครน: สงครามร้อนแรกในสงครามเย็นใหม่ (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2566)
- สุรชาติ บำรุงสุข, โศกนาฏกรรมทางภูมิรัฐศาสตร์: สงครามทอนกำลังในยูเครน (สำนักพิมพ์แสงดาว, 2569)