โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอกนิติ ดัน “ธนู 3 ดอก” แก้เศรษฐกิจแบบ Big Wins ปลดล็อกลงทุน 9.7 แสนล้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 22.24 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดร. เอกนิติ รมว. คลัง ดัน ธนู 3 ดอก รับมือ 3 มรสุมเศรษฐกิจปี 2569 เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-ทรัพยกรมนุษย์ และ กฎหมาย Omnibus Law ลดขั้นตอนอนุมัติ-เร่งปลดล็อกลงทุน 9.7 แสนล้านบาท หนุนเศรษฐกิจไทยโตแกร่งใน 4 ปี

24 ก.พ. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาหัวข้อ Fiscal Transformation: ปฏิรูปการคลัง เพิ่มรายได้รัฐ เป็นเกราะป้องกันมรสุมโลก ในงาน POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 “ฝ่ามรสุม 69” ว่า ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจไทยเหมือนผู้ป่วยที่เคยที่อยู่ใน ICU โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดการณ์ไว้ว่า GDP ไทยไตรมาส 4 ปี 2568 จะเติบโตเพียง 0.3% อย่างไรก็ตามจากนโยบายกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว หรือ Quick Big Win ได้สนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยหลุดจากภาวะดังกล่าวโดยเห็นได้จากการที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2568 เติบโตได้ถึง 2.5%

เปิด 3 มรสุม 3ใหญ่

กำลังตั้งเค้าปี 2569

ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเจอกับมรสุมทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด โดยในปี 2569 นี้ มี 3 มรสุมที่กำลังก่อตัว ได้แก่

  • มรสุมปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์-ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ (Geopolitics & Geoeconomics)โดยความขัดแย้งทางการเมืองโลกที่เปลี่ยนเป็นสงครามเศรษฐกิจ มีการใช้มาตรการทางภาษี (Tariff) และค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นเครื่องมือกดดันทางการเมือง ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนสูง
  • มรสุมภัยพิบัติธรรมชาติ โดยปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบชัดเจนต่อเศรษฐกิจ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2568 ที่ผ่านมาซึ่งรัฐบาลต้องใช้งบกลางเยียวยากว่าหมื่นล้านบาท และในปี 2569 นี้ปัญหาภัยแล้งที่กำลังตามมา ซึ่งเป็นภาระงบประมาณและกระทบต่อประชาชนโดยตรง
  • มรสุมความอ่อนแอเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยปัญหาหนี้ครัวเรือน ภาวะสังคมผู้สูงอายุที่ทำให้รายได้และการใช้จ่ายในภาพรวมลดลงเป็นปัจจัยที่ฉุดการบริโภคภาคเอกชนให้เติบโตได้น้อยลง นอกจากนี้ไทยยังประสบปัญหาการลงทุนต่ำสะสมมานาน โดยสัดส่วนการลงทุนรวมลดลงจาก 40% ของ GDP ในปี 2540 เหลือเพียง 23% ในปัจจุบัน ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาเพียงการส่งออกและท่องเที่ยวซึ่งมีความผันผวนตามปัจจัยภายนอก

ธนู 3 ดอก

เพื่อ Big Wins

ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ได้เตรียมเครื่องมือหลัก 3 ประการ หรือที่เรียกว่า ธนู 3 ดอกปราบมรสุม โดยเปลี่ยนจาก Quick Big Win เป็นการโฟกัสที่ Big Win

ดอกที่ 1 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดคือรากฐานของโลกยุคใหม่ ดังนั้นจึงมีแผนเปิดเสรีการซื้อขายไฟโดยตรง (Direct PPA) และใช้พื้นที่ เช่น อ่างเก็บน้ำหรือที่ดินรัฐ ทำโครงการ Solar Floating และ Solar Farm โดยมุ่งเป้าดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ในกลุ่ม Smart Electronics, อาหารสัตว์ (Pet Food), และ Wellness ซึ่งมองว่าไทยมีศักยภาพที่จะทำได้เนื่องจากมีจุดแข็งด้านความเป็นกลางทางภูมิ

“ผมเจอนักลงทุนเยอะมากผมถามว่าทำไมเขาอยากมาลงทุนที่ไทย เขาบอกว่าเราเป็นกลาง และเราสามารถเป็นฐานการผลิตได้”

ขณะที่ภาครัฐเองยังต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มมากขึ้น เช่น ลงทุนเรื่องการจัดการภัยพิบัติในท้องถิ่น โดยมีแนวคิดที่จะทำโครงการในรูปแบบคล้ายโครงการคนละครึ่งระหว่างรัฐบาลกับท้องถิ่นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ท้องถิ่น นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องลงทุนร่วมกับเอกชนให้มากขึ้นผ่าน Infrastructure Fund

“ทั้งหมดนี้จะทำให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งผมเน้นย้ำว่าการลงทุนเหล่านี้ผลประโยชน์ต้องตกอยู่กับคนไทย จะมีข้อเสนอให้นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยผ่าน BOI ต้องทำการเทรนนิ่งให้กับคนไทยด้วย เพื่อให้คนไทยมีศักยภาพมากขึ้น สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้ และมีรายได่เพิ่มขึ้น”

ดอกที่ 2 การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่าน Digital & AI โดยจะปฏิรูปการศึกษาผ่านโครงการ Skill Bridge โดยให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยออกแบบหลักสูตรและเทรนทักษะที่ตลาดต้องการจริง พร้อมเงื่อนไขการรับเข้าทำงาน รวมถึงการกำหนดให้บริษัทที่รับสิทธิประโยชน์ BOI ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ให้คนไทย นอกจากนี้ยังมีแผนนำ AI มาใช้พัฒนาทักษะระดับชุมชนผ่านโครงการ เช่น คนละครึ่ง พลัส เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงเทคโนโลยีได้

ดอกที่ 3 การลงทุนในกฎหมาย โดยถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะปลดล็อกให้ธนูสองดอกแรกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างหารือกับกฤษฎีกาเพื่อจัดทำกฎหมายรวบยอดเพื่อการลงทุน (Omnibus Law) เป็นการรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกัน เช่น พ.ร.บ. ที่ดิน, พรบ. ก่อสร้างอาคาร และกฎหมายอื่นๆ อีกกว่า 5 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งโรงงานไว้ด้วยกันเพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าให้กับนักลงทุนที่ลงทุนผ่าน BOI

“ปัจจุบันนักลงทุนต้องรออนุมัติจากหลายหน่วยงานซึ่งอาจใช้เวลารวมเกือบ 2 ปี แต่ Omnibus Law จะสร้างช่องทางFast Track ที่พิจารณารวบยอดในคราวเดียว เพื่อความรวดเร็วในการจัดตั้งโรงงานและการลงทุนตอนนี้มีโครงการลงทุนจาก BOI ที่รอคิวลงทุนอยู่ 1.8 ล้านล้านบาท จากโครงการ BOI Fast Pass สามารถปลดล็อกและขับเคลื่อนไปได้แล้วกว่า 4.7 แสบล้านบาท โดยหากรัฐบาลเร่งสปีดการปลดล็อกกฎหมายและกติกาต่างๆ ตั้งเป้าจะปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนให้ได้ถึง 9.7 แสนล้านบาท”

นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะปรับปรุงระบบวีซ่าใหม่เพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากของแรงงานทักษะสูง (High Skill Labor) ที่เดิมต้องรายงานตัวทุก 90 วัน ให้มีความสะดวกมากขึ้นเพื่อดึงดูดบุคลากรระดับโลกเข้ามาทำงานร่วมกับคนไทย

“วันนี้เราพาเศรษฐกิจไทยออกจากการเป็นผู้ป่วย ICU ได้แล้ว แต่ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศที่เคยเป็นคนป่วยกลับมาแข็งแรง เพราะคนป่วยที่เพิ่งออกจาก ICU จะให้ออกมาวิ่งเลยก็คงจะไม่ได้ เราต้องมาฟื้นฟูอีกเยอะ ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจต่อไปนี้อาจจะไม่ใช่ Quick Big Win แต่จะโฟกัสที่ Big Win ผมหวังว่าจะได้ใช้เวลาจากนี้ 4 ปีเต็มเพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยเข้ามาแข็งแรง ซึ่งธนู 3 ดอกนี้จะทำให้ไทยกลับมาเป็นคนเข้มแข็งในเอเชีย”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...