เอกนิติ ดัน “ธนู 3 ดอก” แก้เศรษฐกิจแบบ Big Wins ปลดล็อกลงทุน 9.7 แสนล้าน
ดร. เอกนิติ รมว. คลัง ดัน ธนู 3 ดอก รับมือ 3 มรสุมเศรษฐกิจปี 2569 เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-ทรัพยกรมนุษย์ และ กฎหมาย Omnibus Law ลดขั้นตอนอนุมัติ-เร่งปลดล็อกลงทุน 9.7 แสนล้านบาท หนุนเศรษฐกิจไทยโตแกร่งใน 4 ปี
24 ก.พ. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาหัวข้อ Fiscal Transformation: ปฏิรูปการคลัง เพิ่มรายได้รัฐ เป็นเกราะป้องกันมรสุมโลก ในงาน POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 “ฝ่ามรสุม 69” ว่า ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจไทยเหมือนผู้ป่วยที่เคยที่อยู่ใน ICU โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดการณ์ไว้ว่า GDP ไทยไตรมาส 4 ปี 2568 จะเติบโตเพียง 0.3% อย่างไรก็ตามจากนโยบายกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว หรือ Quick Big Win ได้สนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยหลุดจากภาวะดังกล่าวโดยเห็นได้จากการที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2568 เติบโตได้ถึง 2.5%
เปิด 3 มรสุม 3ใหญ่
กำลังตั้งเค้าปี 2569
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเจอกับมรสุมทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด โดยในปี 2569 นี้ มี 3 มรสุมที่กำลังก่อตัว ได้แก่
- มรสุมปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์-ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ (Geopolitics & Geoeconomics)โดยความขัดแย้งทางการเมืองโลกที่เปลี่ยนเป็นสงครามเศรษฐกิจ มีการใช้มาตรการทางภาษี (Tariff) และค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นเครื่องมือกดดันทางการเมือง ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนสูง
- มรสุมภัยพิบัติธรรมชาติ โดยปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบชัดเจนต่อเศรษฐกิจ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2568 ที่ผ่านมาซึ่งรัฐบาลต้องใช้งบกลางเยียวยากว่าหมื่นล้านบาท และในปี 2569 นี้ปัญหาภัยแล้งที่กำลังตามมา ซึ่งเป็นภาระงบประมาณและกระทบต่อประชาชนโดยตรง
- มรสุมความอ่อนแอเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยปัญหาหนี้ครัวเรือน ภาวะสังคมผู้สูงอายุที่ทำให้รายได้และการใช้จ่ายในภาพรวมลดลงเป็นปัจจัยที่ฉุดการบริโภคภาคเอกชนให้เติบโตได้น้อยลง นอกจากนี้ไทยยังประสบปัญหาการลงทุนต่ำสะสมมานาน โดยสัดส่วนการลงทุนรวมลดลงจาก 40% ของ GDP ในปี 2540 เหลือเพียง 23% ในปัจจุบัน ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาเพียงการส่งออกและท่องเที่ยวซึ่งมีความผันผวนตามปัจจัยภายนอก
ธนู 3 ดอก
เพื่อ Big Wins
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ได้เตรียมเครื่องมือหลัก 3 ประการ หรือที่เรียกว่า ธนู 3 ดอกปราบมรสุม โดยเปลี่ยนจาก Quick Big Win เป็นการโฟกัสที่ Big Win
ดอกที่ 1 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดคือรากฐานของโลกยุคใหม่ ดังนั้นจึงมีแผนเปิดเสรีการซื้อขายไฟโดยตรง (Direct PPA) และใช้พื้นที่ เช่น อ่างเก็บน้ำหรือที่ดินรัฐ ทำโครงการ Solar Floating และ Solar Farm โดยมุ่งเป้าดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ในกลุ่ม Smart Electronics, อาหารสัตว์ (Pet Food), และ Wellness ซึ่งมองว่าไทยมีศักยภาพที่จะทำได้เนื่องจากมีจุดแข็งด้านความเป็นกลางทางภูมิ
“ผมเจอนักลงทุนเยอะมากผมถามว่าทำไมเขาอยากมาลงทุนที่ไทย เขาบอกว่าเราเป็นกลาง และเราสามารถเป็นฐานการผลิตได้”
ขณะที่ภาครัฐเองยังต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มมากขึ้น เช่น ลงทุนเรื่องการจัดการภัยพิบัติในท้องถิ่น โดยมีแนวคิดที่จะทำโครงการในรูปแบบคล้ายโครงการคนละครึ่งระหว่างรัฐบาลกับท้องถิ่นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ท้องถิ่น นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องลงทุนร่วมกับเอกชนให้มากขึ้นผ่าน Infrastructure Fund
“ทั้งหมดนี้จะทำให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งผมเน้นย้ำว่าการลงทุนเหล่านี้ผลประโยชน์ต้องตกอยู่กับคนไทย จะมีข้อเสนอให้นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยผ่าน BOI ต้องทำการเทรนนิ่งให้กับคนไทยด้วย เพื่อให้คนไทยมีศักยภาพมากขึ้น สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้ และมีรายได่เพิ่มขึ้น”
ดอกที่ 2 การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่าน Digital & AI โดยจะปฏิรูปการศึกษาผ่านโครงการ Skill Bridge โดยให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยออกแบบหลักสูตรและเทรนทักษะที่ตลาดต้องการจริง พร้อมเงื่อนไขการรับเข้าทำงาน รวมถึงการกำหนดให้บริษัทที่รับสิทธิประโยชน์ BOI ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ให้คนไทย นอกจากนี้ยังมีแผนนำ AI มาใช้พัฒนาทักษะระดับชุมชนผ่านโครงการ เช่น คนละครึ่ง พลัส เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงเทคโนโลยีได้
ดอกที่ 3 การลงทุนในกฎหมาย โดยถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะปลดล็อกให้ธนูสองดอกแรกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างหารือกับกฤษฎีกาเพื่อจัดทำกฎหมายรวบยอดเพื่อการลงทุน (Omnibus Law) เป็นการรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกัน เช่น พ.ร.บ. ที่ดิน, พรบ. ก่อสร้างอาคาร และกฎหมายอื่นๆ อีกกว่า 5 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งโรงงานไว้ด้วยกันเพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าให้กับนักลงทุนที่ลงทุนผ่าน BOI
“ปัจจุบันนักลงทุนต้องรออนุมัติจากหลายหน่วยงานซึ่งอาจใช้เวลารวมเกือบ 2 ปี แต่ Omnibus Law จะสร้างช่องทางFast Track ที่พิจารณารวบยอดในคราวเดียว เพื่อความรวดเร็วในการจัดตั้งโรงงานและการลงทุนตอนนี้มีโครงการลงทุนจาก BOI ที่รอคิวลงทุนอยู่ 1.8 ล้านล้านบาท จากโครงการ BOI Fast Pass สามารถปลดล็อกและขับเคลื่อนไปได้แล้วกว่า 4.7 แสบล้านบาท โดยหากรัฐบาลเร่งสปีดการปลดล็อกกฎหมายและกติกาต่างๆ ตั้งเป้าจะปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนให้ได้ถึง 9.7 แสนล้านบาท”
นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะปรับปรุงระบบวีซ่าใหม่เพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากของแรงงานทักษะสูง (High Skill Labor) ที่เดิมต้องรายงานตัวทุก 90 วัน ให้มีความสะดวกมากขึ้นเพื่อดึงดูดบุคลากรระดับโลกเข้ามาทำงานร่วมกับคนไทย
“วันนี้เราพาเศรษฐกิจไทยออกจากการเป็นผู้ป่วย ICU ได้แล้ว แต่ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศที่เคยเป็นคนป่วยกลับมาแข็งแรง เพราะคนป่วยที่เพิ่งออกจาก ICU จะให้ออกมาวิ่งเลยก็คงจะไม่ได้ เราต้องมาฟื้นฟูอีกเยอะ ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจต่อไปนี้อาจจะไม่ใช่ Quick Big Win แต่จะโฟกัสที่ Big Win ผมหวังว่าจะได้ใช้เวลาจากนี้ 4 ปีเต็มเพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยเข้ามาแข็งแรง ซึ่งธนู 3 ดอกนี้จะทำให้ไทยกลับมาเป็นคนเข้มแข็งในเอเชีย”