โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกเบื้องหลัง ‘HR’ ยุคใหม่ เมื่อหัวใจสำคัญอยู่ที่ความเข้าใจ-สื่อสารในองค์กร

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล” หรือ “HR” (Human Resources) เป็นตำแหน่งที่ต้องจัดการกับสถานการณ์ที่หนักหน่วงและซับซ้อน รับผิดชอบการดูแลพนักงานและเป้าหมายขององค์กรไปพร้อมกัน ซึ่งการทำงานในยุคปัจจุบันมีความท้าทายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

กรุงเทพธุรกิจ” สัมภาษณ์ฝ่าบุคคลจาก 3 องค์กรชั้นนำ ได้แก่ นางสาวพิชญา คล้ายหาญ Head of People Development จาก Central Pattana นายอนุวัต ปูทอง Senior Manager - People & Culture จาก Minor International และ นางสาวฌณฎ วรพงษ์ Division Manager – Talent Acquisition & Employer Branding จาก CP Axtra ถึงบทบาทของ HR ในยุคที่เต็มไปด้วยความเครียดและภาระหน้าที่

HR ใกล้ชิดกับพนักงานมากแค่ไหน?

ในโลกการทำงานปัจจุบัน HR ต้องพยายามปรับบทบาทให้เข้าถึงพนักงานให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต ความใกล้ชิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทำงานร่วมกันในออฟฟิศ แต่รวมถึงการเข้าใจปัญหาและอุปสรรคที่พนักงานอาจเผชิญในชีวิตจริง เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

นายอนุวัตมองว่า ในฐานะ HRBP จำเป็นต้องใกล้ชิดกับพนักงานให้ได้มากที่สุดในฐานะ “พาร์ทเนอร์” กับทั้งพนักงาน ธุรกิจ และผู้นำองค์กร เพื่อหาจุดสมดุลในการทำงานร่วมกัน ตามความต้องการของแต่ละฝ่าย เพราะในความเป็นจริงเราอาจจะไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้หมด แต่เราต้องหา จุดที่ธุรกิจดำเนินไปได้ และ พนักงานยังมีความสุข

ขณะที่ นางสาวฌณฎเน้นย้ำความใกล้ชิดกับพนักงานใหม่อย่างต่อเนื่องตลอด 3 เดือนแรก เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานสามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้จริง

นางสาวพิชญามองว่าการดูแลพนักงานควรทำด้วยความใส่ใจเหมือนคนใกล้ตัว เพื่อสร้างความชัดเจนและช่วยให้พนักงานเติบโตไปพร้อมกับองค์กร ไม่ได้ดูแลกันแค่เรื่องงาน แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกคนสามารถพูดคุยและแลกเปลี่ยนกันได้ในหลากหลายเรื่อง

วิธีที่ทำให้พนักงานกล้าเปิดใจกับ HR

การทลายกำแพงระหว่าง HR และพนักงานต้องอาศัยการสร้างความไว้วางใจตั้งแต่วินาทีแรกที่พบกัน HR ต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตจากผู้คุมกฎมาเป็นผู้สนับสนุน การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดคุยและแสดงความคิดเห็น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตำหนิ

นางสาวฌณฎแนะนำว่า การสร้างความคุ้นเคยควรเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบกัน เธอมักบอกกับพนักงานใหม่เสมอว่า “ถ้าคุณมีเรื่องไม่สบายใจ ไม่รู้จะนึกถึงใคร มาหาเราก่อนได้” ถ้อยคำสั้น ๆ นี้ไม่เพียงเป็นการทักทาย แต่คือการเปิดประตูแห่งความไว้วางใจตั้งแต่ก้าวแรก เธอเชื่อว่าเมื่อ HR แสดงออกถึงความจริงใจ รับฟังอย่างตั้งใจ และวางตัวเป็นกลางโดยไม่ตัดสิน พนักงานจะค่อย ๆ รู้สึกอุ่นใจ กล้าเปิดเผยความคิดและความรู้สึกที่อยู่ลึกในใจมากขึ้น เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่มีปัญหา หากแต่เริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่ปลอดภัยไว้ตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักกัน

ส่วนนายอนุวัตมองว่า “หลายครั้งพนักงานส่วนใหญ่อาจไม่ได้ต้องการให้ HR ช่วยแก้ปัญหาเสมอไป แต่พวกเขาเพียงแค่ต้องการคนรับฟังเท่านั้น มีอะไรก็สามารถเล่าให้กันฟังได้ เพราะการอยู่กับพนักงานเพื่อรับฟังโดยไม่ตัดสิน คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พนักงานเปิดใจ”

แม้ว่า HR แต่ละคนจะมีคาแรกเตอร์และสไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน แต่เพื่อให้การดูแลพนักงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นางสาวพิชญาจึงได้นำเสนอให้มีแนวทางการดูแลพนักงานเบื้องต้น ซึ่งช่วยให้ HR ทุกคนสามารถดูแลพนักงานในระดับพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม และทำให้พนักงานรู้สึกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

HR ดูแลจิตใจตัวเองอย่างไร?

การทำหน้าที่เป็นผู้รับฟังปัญหาของคนทั้งองค์กรทำให้ HR ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล สุขภาพจิตของ HR จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หากผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลคนมีสภาพจิตใจที่ไม่พร้อม ก็จะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดูแลผู้อื่น ดังนั้นการสร้างกลไกสนับสนุนภายในทีม HR และการฝึกฝนทักษะการแยกแยะอารมณ์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ HR สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยั่งยืน

นางสาวพิชญาให้ความสำคัญกับเรื่อง “การตั้งสติ” (Mindfulness) อย่างมาก เพราะเธอเชื่อว่าพนักงานเป็นทรัพยากรที่มีความซับซ้อนที่สุด โดยกล่าวว่า “คนเป็นทรัพยากรที่ดูแลยากที่สุด เพราะเขามีจิตใจ ไม่ได้มีวิธีการดูแลที่ตายตัวขนาดนั้น” ดังนั้นการพูดคุยเรื่องทั่วไปที่ไม่ใช่งานยังมีความจำเป็น ไม่ว่าจะผ่านช่องทางใด จะช่วยลดความเครียดสะสมได้

ขณะที่ นายอนุวัตย้ำว่าอย่านำเรื่องราวและอารมณ์ของผู้อื่นเก็บมาใส่ใจ เขาแนะนำทีมเสมอว่า “เป็น HR อย่าเก็บมาเป็นเรื่องส่วนตัว (Take it personal) เขาไม่ได้ว่าตัวเรา แต่เขาว่าระบบหรือสิ่งที่เกิดขึ้น” และเน้นการหากิจกรรมทำร่วมกันภายในทีมเพื่อเช็กสภาพจิตใจ และดึงตัวเองออกมาจากความกดดันของงาน

ส่วนนางสาวฌณฎมองว่า “การสนับสนุนกันภายในทีม” และ “การเปิดใจพูดคุยกันอย่างจริงใจ” คือพลังสำคัญที่ช่วยเยียวยาและแบ่งเบาภาระทางใจได้ดีที่สุด เพราะแท้จริงแล้ว HR ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีหัวใจ มีความรู้สึก และมีความเปราะบางไม่ต่างจากใคร

เมื่อมีพื้นที่ปลอดภัยให้ได้ระบายความในใจ แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างตรงไปตรงมา และรับฟังกันด้วยความเข้าใจ ความกดดันที่สะสมอยู่ย่อมค่อย ๆ คลี่คลายลง การได้รู้ว่ายังมีทีมที่พร้อมเคียงข้าง ทำให้ไม่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพัง และสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาท้าทายไปได้อย่างเข้มแข็งกว่าเดิม

ทักษะที่ HR จำเป็นต้องมี

ในบทบาทคนกลาง HR ต้องทำหน้าที่กรองสารให้มีคุณภาพและลดทอนอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้การสื่อสารนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง ดังนั้น HR จึงต้องมี “ทักษะการสื่อสาร” ที่ตรงประเด็นและมีศิลปะในการนำเสนอ เพื่อให้ฝ่ายที่ได้รับสารรู้สึกว่า HR คอยซัพพอร์ตอยู่เสมอ มาเพื่อหาทางออกร่วมกัน ไม่ได้มาเพื่อสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม

นางสาวพิชญาเสนอว่า HR ควรมีบทบาทสำคัญในการช่วยพนักงานเรียบเรียงและสรุปประเด็นปัญหาอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน เพื่อให้กระบวนการรับฟังเป็นไปอย่างตรงประเด็น มีโครงสร้าง และสร้างความเข้าใจร่วมกันอย่างแท้จริง โดยกล่าวว่า “เมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วน การพูดคุยจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ก็จะสามารถเปิดใจรับฟังกันได้มากขึ้น”

ขณะที่ นายอนุวัตเน้นเรื่องศิลปะในการพูดที่ต้องปรับเปลี่ยนตามลักษณะของผู้ฟัง เพื่อให้สารที่ส่งออกไปมีประสิทธิภาพสูงสุด

นางสาวฌณฎให้ความสำคัญกับวาทศิลป์และความละเอียดอ่อนในการสื่อสาร โดยเฉพาะประเด็นที่อ่อนไหว เพราะเรื่องเดียวกันอาจตีความได้หลายความหมาย เธอกล่าวว่า “เราต้องเลือกวิธีสื่อสารให้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้เขารู้สึกว่า HR มาเพื่อซัพพอร์ต” เธอย้ำว่า การสื่อสารที่จริงใจ เป็นกลาง และการพูดคุยแบบเห็นหน้ากัน คือกุญแจสำคัญในการคลี่คลายปัญหาและสร้างความไว้วางใจ

แม้ทักษะการสื่อสารจะเป็นรากฐานสำคัญ แต่การจะเป็น HR ที่ดีในยุคนี้ต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่ช่วยให้เข้าถึงมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง อนุวัตกล่าวว่า HR ที่ดีต้องมีความอยากรู้อยากเห็น เพราะจะนำไปสู่ทางออกที่ดีเสมอ

“เราต้องใส่ใจในเรื่องของชาวบ้าน มีความเอ๊ะสักนิดหนึ่ง เพราะชีวิตเราอยู่กับเรื่องของคนอื่น ถ้าไม่มีตรงนี้ อาจจะทำงานด้าน HR ไม่ราบรื่นนัก” นายอนุวัตกล่าว

นางสาวพิชญาเสริมว่า HR จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีทัศนคติเปิดกว้าง เพราะงานด้านคนไม่มีกลยุทธ์ใดที่ใช้ได้ตลอดไป จึงต้องปรับตัวและพร้อมทำหน้าที่เป็นคู่คิดให้กับธุรกิจอยู่เสมอ โดยเธอกล่าวว่า
“หากไม่เปิดใจก่อน การสนทนาก็ไม่อาจดำเนินต่อได้ เพราะ HR ต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพาร์ทเนอร์และเพื่อนคู่คิด เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าสิ่งที่เสนอมีความเป็นไปได้หรือไม่ และควรเดินหน้าต่ออย่างไร”

ขณะที่ นางสาวฌณฎมองว่า “ความเข้าถึงง่าย (Approachable)” คืออีกหนึ่งทักษะสำคัญของ HR โดยเฉพาะในงานสรรหาบุคลากร ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าตาและภาพลักษณ์แรกขององค์กร เธอกล่าวไว้ว่า “Recruitment คือพรีเซนเตอร์ที่ดีที่สุดของบริษัท เราเป็นประตูบานแรกที่ผู้คนจะเห็น เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าถึงง่าย และทำให้ทุกคนรู้สึกไว้ใจได้” สำหรับเธอ HR ไม่ได้เป็นเพียงผู้คัดเลือกคนเข้าทำงาน แต่คือผู้สร้างความประทับใจแรก และวางรากฐานของความเชื่อมั่นตั้งแต่ก้าวแรกที่ผู้คนได้รู้จักองค์กร

เอไอเปลี่ยนแปลงบทบาทของ HR อย่างไร?

ปัจจุบันเอไอไม่ใช่เทคโนโลยีที่น่ากังวล แต่คือโอกาสในการยกระดับงาน HR ให้มีผลิตภาพสูงขึ้นโดยเฉพาะในงานที่มีรูปแบบซ้ำเดิม การใช้เอไอ เข้ามาช่วยในกระบวนการทำงานจะช่วยประหยัดเวลาและลดข้อผิดพลาด ทำให้ HR สามารถมุ่งเน้นไปที่งานเชิงกลยุทธ์และการดูแลจิตใจพนักงานได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยีคือสิ่งที่ HR ทุกคนต้องเผชิญ เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็นตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า

มุมมองของนางสาวฌณฎ ในฐานะ HR สาย Recruitment AI ได้เข้ามายกระดับกระบวนการสรรหาให้รวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ช่วยคัดกรองและค้นหาผู้สมัครที่ตรงตามความต้องการขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทางด้านนางสาวพิชญามองว่า AI เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพและขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กร การให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) แก่พนักงานอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ตระหนักว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่เพื่อให้สามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละบทบาทอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างคุณค่าใหม่ และต่อยอดการพัฒนาองค์กร

ขณะที่ นายอนุวัตสรุปภาพรวมว่า เอไอจะเข้ามาทำให้การทำงานง่ายขึ้น แต่คนยังคงต้องเป็นผู้ควบคุมมัน และทักษะที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์จะยังคงเป็นสิ่งที่เอไอแทนที่ไม่ได้ในอนาคตอันใกล้ “ตราบใดก็ตามที่เอไอยังเข้าถึงอารมณ์มนุษย์ไม่ได้ HR ก็ยังคงมีงานอยู่” อนุวัตกล่าว

การบริหารคนในปี 2026 จึงต้องผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับความเข้าใจที่ลึกซึ้งของมนุษย์ แม้เอไอจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพียงใด แต่ความสามารถในการรับฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ การสื่อสารที่มีศิลปะ และการดูแลสภาพจิตใจซึ่งกันและกัน จะยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ HR และองค์กรสามารถก้าวผ่านความท้าทายต่าง ๆ ไปได้ ดังนั้นองค์กรที่สามารถสร้างสมดุลระหว่าง “ประสิทธิภาพของระบบ” และ “ความสุขของพนักงาน” จะเป็นองค์กรที่คว้าความได้เปรียบในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...