TAITA ดันกรีนเคมี ลดต้นทุน–ลดคาร์บอน ดันเกษตรไทยสู่มาตรฐานโลก
ปัจจุบันแนวคิดการเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) กำลังเป็นที่สนใจในวงการเกษตรและสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เนื่องจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหาร การเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมส่งเสริมความยั่งยืนของภาคเกษตรกรรม นอกจากนี้ ตลาดโลกเริ่มให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยโลก แต่ยังเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับเกษตรกรอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันตลาดสารเคมีในไทยมีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายอมร เชิญชัยวชิรากุล” สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย (TAITA: ไทยทา) ซึ่งสะท้อนมุมมองว่า บทบาทของนวัตกรรมสารอารักขาพืชกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติผู้พัฒนาเทคโนโลยีสารเคมีรุ่นใหม่
ดันใช้นวัตกรรมเคมีลดสารตกค้าง
นายอมร กล่าวว่า สมาชิกของไทยทา เป็นบริษัทข้ามชาติที่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรม” เป็นหัวใจสำคัญ โดยมุ่งคัดเลือกสารเคมีรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงเข้าสู่ตลาดไทย ภายใต้แนวคิดการใช้อัตราต่ำ (Low Rate) เพื่อลดปริมาณการใช้สารเคมีโดยรวมให้ได้มากที่สุด
“จุดยืนของเราชัดเจน คือเลือกสารที่มีโปรไฟล์ความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมสูง ใช้ในอัตราต่ำ แต่ให้ผลลัพธ์ดีหรือดีกว่าสารรุ่นเดิม เป้าหมายคือการลด AI Load หรือปริมาณสารออกฤทธิ์ที่ตกค้างสู่พื้นดิน เพื่อยกระดับคุณภาพการใช้สารเคมีของประเทศ”
ในอดีตสารบางชนิดอาจต้องใช้มากถึงครึ่งกิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร แต่ด้วยเทคโนโลยีกรีนเคมีสมัยใหม่ สามารถพัฒนาสารที่ให้ผลเท่าเดิมหรือดีกว่า โดยใช้เพียง 15 ซีซีต่อน้ำในปริมาณเดียวกัน ซึ่งการลดปริมาณการใช้สารลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลเชิงบวกหลายด้าน ทั้งการลดการสะสมตกค้างในดินและน้ำ ลดความเสี่ยงต่อผู้ใช้ และลดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เป้าหมาย ขณะเดียวกันยังช่วยลดปัญหาการดื้อยา ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกษตรกรต้องฉีดพ่นซ้ำหลายครั้งจนต้นทุนพุ่งสูง
“แม้ต้นทุนการพัฒนานวัตกรรมจากบริษัทต่างประเทศจะสูงกว่า แต่ถ้ามองเชิงเศรษฐศาสตร์การผลิต เมื่อเทียบ Input กับ Output แล้วจะเห็นความคุ้มค่า เพราะสารที่มีประสิทธิภาพดีสามารถพ่นเพียงครั้งเดียว ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ลดทั้งค่าสารเคมีและค่าแรง สุดท้ายกำไรสุทธิของเกษตรกรจะสูงกว่าการใช้สารรุ่นเก่าที่ต้องพ่นซ้ำ” นายอมร กล่าว
“กรีนเคมี” ในตลาดมียังไม่ถึง 1%
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดสารเคมีเกษตรไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสารกำจัดวัชพืช สารที่จัดเป็นเทคโนโลยี “กรีน” อย่างแท้จริงยังมีสัดส่วนต่ำมาก คาดว่ามีเพียง 1–2 รายการ หรือไม่ถึง 1% ของตลาดทั้งหมด เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ระบบ ขณะที่สารอีกกว่า 99% ยังเป็นสารในระบบเดิมที่มีการใช้งานต่อเนื่องมายาวนานกว่า 50–80 ปี ซึ่งฝังรากลึกในโครงสร้างต้นทุนและพฤติกรรมการใช้ของเกษตรกรทางออกไม่ใช่เลิกทันที แต่ต้อง “ใช้ให้ถูก”
นายอมร กล่าวยอมรับว่า การเปลี่ยนผ่านไม่สามารถตัดสารรุ่นเก่าทิ้งได้ทันที เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตรทั้งระบบ สิ่งสำคัญในระยะเปลี่ยนผ่านคือการส่งเสริมการใช้สารอย่างถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์
“สารเคมีก็เหมือนน้ำ ร่างกายขาดน้ำก็หมดแรง แต่ถ้าดื่มมากเกินไปก็เป็นโทษ ความผิดไม่ได้อยู่ที่น้ำ แต่อยู่ที่พฤติกรรมการใช้ สารทุกตัวผ่านการตรวจสอบและขึ้นทะเบียนแล้ว ความปลอดภัยจึงขึ้นอยู่กับการใช้ตามเงื่อนไขและคำแนะนำอย่างเคร่งครัด”
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจมองว่า การผลักดันนวัตกรรมอัตราต่ำควบคู่กับการให้ความรู้เกษตรกร จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับการผลิตภาคเกษตรไทยสู่มาตรฐานที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสอดรับกระแสความยั่งยืนของตลาดโลกในอนาคต
ธุรกิจ–รัฐจับมือ สกรีนสารเคมี โละตัวเสี่ยง
ในประเด็นเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” แนวคิดหลักคือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนตลอดกระบวนการผลิตทางการเกษตร หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น จากเดิมต้องพ่นสารป้องกันศัตรูพืช 5 ครั้ง หากเลือกใช้นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงจนลดเหลือเพียง 3 ครั้ง ก็เท่ากับช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระบบเกษตรกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของนวัตกรรมสีเขียวเหล่านี้ คือราคาผลผลิตทางการเกษตรหากราคาข้าวหรือพืชผลอยู่ในระดับที่เหมาะสม เกษตรกรจะมีกำลังใจและมีศักยภาพลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อความยั่งยืน แต่หากราคายังไม่จูงใจ เกษตรกรจำนวนมากอาจจำเป็นต้องยึดแนวทางเดิมเพื่อลดความเสี่ยง นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันผลักดัน
“ในภาคธุรกิจ ทั้งบริษัทข้ามชาติและบริษัทไทยต่างเห็นพ้องกันว่า สารเคมีบางชนิดที่ใช้มาอย่างยาวนาน หากพบปัญหาการดื้อยา หรือมีความเสี่ยงต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ก็ควรทยอยยกเลิกการใช้ พร้อมสนับสนุนให้ภาครัฐทำหน้าที่คัดกรองสารที่ไม่มีประโยชน์ออกจากระบบ และกำหนดมาตรฐานที่ทุกฝ่ายยอมรับได้”
ขณะเดียวกัน ควรกำหนดกรอบเวลาเปลี่ยนผ่าน (Deadline) ที่ชัดเจน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจปรับตัว วิจัยและพัฒนาสารหรือเทคโนโลยีทดแทนที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับภาคเกษตรไทยให้ก้าวทันมาตรฐานโลก ควบคู่กับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,177 วันที่ 22 - 25 มกราคม พ.ศ. 2569