พรรคกลางเสี่ยงสุด: “หลุมกลางตลาดการเมือง” ที่ใหญ่ก็ไม่สุด เล็กก็ไม่ชัด
THE STATES TIMES
อัพเดต 10 ก.พ. เวลา 09.23 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. เวลา 09.23 น. • THE STATES TIMES TEAMบทเรียนจากกรณี ชาติไทยพัฒนา-ภูมิใจไทย, พรรคกล้า-ชาติพัฒนา
และชาติพัฒนาไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งปี 2569
.
การเมืองไทยกำลังเดินเข้า “ยุคกระจุกตัว” แบบที่คนจำนวนมากตัดสินใจจากตัวเลือกหลักไม่กี่พรรค - เพราะเห็นบ่อย จำง่าย และรู้สึกว่า “เลือกแล้วไม่เสียเปล่า” ผลข้างเคียงคือ คนที่เหนื่อยที่สุดไม่ใช่พรรคเล็กเสมอไป แต่คือ “พรรคกลาง”: พรรคที่ไม่ใหญ่พอจะติดชอร์ตลิสต์ของคนส่วนใหญ่ และไม่เล็กพอจะอยู่แบบนิชอย่างชัดเจน
.
พูดให้ชัดกว่านั้น: พรรคกลางคือกลุ่มที่โดนบีบทั้งบนและล่างพร้อมกัน
ทำไมพรรคกลางถึง “เสี่ยงสุด”
ลองนึกภาพตลาดที่มีแบรนด์ใหญ่ 2-3 แบรนด์ครองชั้นวางหลักในห้าง ส่วนแบรนด์เล็กไปยืนโซนเฉพาะทาง คนยังพอหาเจอ แต่แบรนด์ที่ “อยู่ตรงกลาง” มักเจอปัญหา 3 ชั้น
.
ชั้นที่ 1: แพ้พรรคใหญ่เรื่องการมองเห็น (Visibility)
พรรคใหญ่มีพื้นที่สื่อ มีทีม มีงบ และมี “ภาพจำ” ชัดกว่า พรรคกลางพยายามพูดทุกเรื่อง แต่สุดท้ายคนจำไม่ได้ว่า “คุณเด่นเรื่องอะไร”
.
ชั้นที่ 2: แพ้พรรคเล็กเรื่องความชัด (Clarity)
พรรคเล็กที่อยู่รอดได้มักมีฐานเฉพาะ - พื้นที่เฉพาะ กลุ่มเฉพาะ หรือประเด็นเฉพาะ แต่พรรคกลางกลับกลายเป็น “คล้าย ๆ กัน” กับพรรคอื่นไปหมด
.
ชั้นที่ 3: แพ้ทุกฝ่ายเรื่องการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic voting)
เมื่อคนรู้สึกว่า “เลือกพรรคที่ไม่ติดลุ้น = คะแนนอาจสูญเปล่า” คะแนนจะไหลไปหาพรรคใหญ่ พรรคกลางยิ่งถูกดูดคะแนนออก เพราะอยู่ในจุดที่คนลังเลที่สุด
.
กรณีศึกษา: พรรค/กลุ่มการเมืองที่ “ตัดสินใจ” เพื่อหนีหลุมกลาง
หมายเหตุสั้น ๆ กันสับสน: “ชาติไทยพัฒนา” กับ “ชาติพัฒนา” เป็นคนละพรรคกัน
.
เคส 1) ชาติไทยพัฒนา “ย้ายยกกลุ่ม” ไปอยู่ภูมิใจไทย: ทางรอดแบบ “เกาะสเกล”
หนึ่งในภาพที่สะท้อนแรงบีบของตลาดการเมืองคือการ “ย้ายค่ายทั้งกลุ่ม” วราวุธ ศิลปอาชา นำอดีต สส.ชาติไทยพัฒนา 10 คน ลงสมัครในนามภูมิใจไทย และรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการระบุว่าได้ไปต่อ 9 จาก 10 ที่นั่ง
.
นี่คือ “สูตรหนีหลุมกลาง” แบบตรงที่สุด: แทนที่จะเสี่ยงอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางที่กระแสไม่พอ ก็เลือกไปอยู่กับแบรนด์ใหญ่ที่มีสเกลและโอกาสชนะสูงกว่า - แลกกับการปรับสีเสื้อ/แบรนด์ แต่ได้ความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้น
.
เคส 2) พรรคกล้าไปจับมือกับชาติพัฒนา จนรีแบรนด์เป็น “ชาติพัฒนากล้า”: ทางรอดแบบ “รีโพสิชัน”
อีกสูตรคือ “รวมทรัพยากร + รีแบรนด์” เพื่อให้พ้นจากความเป็นพรรคกลางที่ไม่ชัด ปี 2565 มีรายงานว่า กรณ์ จาติกวณิช และทีมจากพรรคกล้าไปร่วมงานกับพรรคชาติพัฒนา เสริมทีมเศรษฐกิจ และมีมติปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคชาติพัฒนากล้า” (โดยย้ำว่าเป็นการมาร่วมงาน/รีแบรนด์ ไม่ใช่การรวมพรรคแบบทางการ)
.
นัยสำคัญของเคสนี้คือ พรรคกลางบางพรรคพยายาม “หนีหลุม” ด้วยการสร้างจุดขายใหม่ให้ชัดขึ้น (เช่น ทีมเศรษฐกิจ/ภาพลักษณ์ใหม่) แต่ก็สะท้อนอีกด้านว่า “รีแบรนด์อย่างเดียวไม่พอ” ถ้าโครงสร้างฐานเสียงและความเป็นเอกภาพยังไม่แน่น - เพราะต่อมาในปี 2566 มีรายงานว่า กรณ์ จาติกวณิช ยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคชาติพัฒนากล้า
.
เคส 3) ชาติพัฒนา “เว้นวรรค” ไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง 2569: ทางรอดแบบ “พักเกม” เมื่อสนามแพงเกินคุ้ม
กรณีนี้สะท้อนแรงบีบของยุค “สามขั้ว” ชัดมาก สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ระบุว่าการเมืองกำลังเข้าสู่ยุค 3 ขั้ว แข่งขันสูง พรรคเล็กเสียเปรียบ และพรรคชาติพัฒนามีมติไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง 2569 พร้อม “เปิดทางอดีต สส. ย้ายสังกัดตามดุลยพินิจ”
.
นี่คือการยอมรับความจริงแบบนักบริหาร: เมื่อ “ต้นทุนลงสนาม” แพงกว่าผลลัพธ์ที่คาดหวัง บางพรรคเลือกถอยหนึ่งก้าว เพื่อไม่ให้ทรัพยากรหมดไปกับเกมที่เสียเปรียบเชิงโครงสร้าง
.
บทเรียนจาก 3 เคส: พรรคกลางมี 3 ทางเลือกเท่านั้น
จากทั้งสามกรณี เราจะเห็นว่า “พรรคกลาง” ถ้าจะรอด ต้องเลือกทางให้ชัด (ทำพร้อมกันทุกทางมักยิ่งหลุมลึก)
สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ “อยู่กลาง ๆ ต่อไป” โดยหวังว่าเดี๋ยวคนจะเห็นเอง - เพราะในยุคที่คนตัดสินใจจากชอร์ตลิสต์ไม่กี่ตัวเลือก ความไม่ชัด = การหายไปอย่างเงียบ ๆ
• โตให้สุด (Scale up) - รวมกับพรรคใหญ่/เกาะสเกล เพื่อชนะในสนามจริง
• เล็กให้ชัด (Niche down) - เป็น specialist: ยึดพื้นที่/กลุ่ม/ประเด็นให้แน่น
• พักเกม (Pause/Exit temporarily) - ไม่ลงแข่ง เมื่อสนามแพงและเสียเปรียบโครงสร้าง
.